ReadyPlanet.com


ขอเวลา 7 ปีที่ผมมาทิ้งกับวัดนี้ คืนมาได้ไหมครับ


กราบนมัสการหลวงตา พระคุณเจ้า และผู้สนใจธรรมทุกท่านครับ
เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้าย ครบ 7 ปีพอดีครับ ผมยังไม่รู้เลยความรู้สึกตัวมันเป็นยังไง
เวลาหลวงตาเทศควรเพิ่มบัวเหล่าที่ 6 เข้าไปด้วยนะครับ ผมนี้แหละครับ

เป็นเฮือกสุดท้ายแล้วครับ ผมจะพยายามใหม่อีกครั้ง ถ้ามันยังเหมือนเดิมผมว่าจะเลิกทำไปเลยครับ เลยมีคำถามที่อยากทราบคำตอบดังนี้ครับ

1. ทำอย่างไรถึงจะเห็นความสุขว่าเป็นความทุกข์

ความสุขจากการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว นอนในห้องแอร์ มีเพศสัมพันธ์ ได้กินของอร่อย ได้ซื้อของที่ต้องการ ดื่มเหล้า ดูดบุหรี่ ฟิน เคลิ้ม ฯลฯ

อยากได้คำตอบแบบละเอียดครับ ว่าเริ่มต้นยังไง มีวิธีการปฎิบัติอย่างไร ในการเห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความทุกข์ นอกจากการทำความรู้สึกตัวให้ต่อเนื่องแล้ว มีตัวช่วยอย่างอื่นอีกไหมครับ

2. นิพพานกับตายต่างกันยังไง

ถึงหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องไม่เหลืออะไรอยู่ดี ถึงชาติหน้ามีจริงหรือไม่มีจริง ชาวบ้านทั่วไปก็จำชาติที่แล้วไม่ได้อยู่ดี แล้วเราจะลำบากไปปฎิบัติ ไปฝืนใจตนเองให้มันทุกทรมานทำไม

3. จิตของผู้ที่หลุดพ้นกับจิตของชาวบ้านทั่วไปต่างกันแบบไหน

สุดท้ายก็ต้องไม่เหลืออะไรแล้วเราจะทำให้มันต่างกันทำไม

4.  (คำถามส่วนตัวครับ หลังปีใหม่มานี้มีคนไม่ต่ำกว่า 2 คนที่รู้อนาคตของผม แบบแม่นยำ 100% ไม่ใช่รู้แค่เหตุการณ์ แต่รู้ถึงภาวะจิตด้วยครับ ว่าวันต่อไปจิดจะเป็นยังไง) เลยอยากถามว่า เวลาของคนแต่ละคนเดินไม่เท่ากันเหรอครับ ทำไมบางคนถึงรู้อนาคตของอีกคนได้ ถ้าอนาคตมันเกิดขึ้นแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงมันได้เหรอครับ โลกที่เราอยู่มันเป็นยังไงเหรอครับ ทำไมธรรมชาติอนุญาติให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ มีคำอธิบายเรื่องนี้ไหมครับ

กราบขอบพระคุณหลวงตาและคนที่เข้ามาด่าทุกท่านครับ



ผู้ตั้งกระทู้ สู้ตายระยะสุดท้าย :: วันที่ลงประกาศ 2017-04-12 11:46:31


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4046166)

 "ครบ 7 ปี พอดีครับ ผมยังไม่รู้เลยความรู้สึกตัวมันเป็นยังไง" 

ถ้าคุณยังรู้สึกตัวไม่เป็น อย่าเรียกว่าปฏิบัติแนวทางนี้เลยค่ะ "ยกมือขึ้น ให้รู้สึกตัว เอามือลงให้รู้สึกตัว" คุณทำไม่ครบน่ะ คุณคงแค่ยกมือขึ้นและลง เฉยๆ 

ถ้ายังจับความรู้สึกตัวไม่เป็น ลองๆ วิธีนี้นะคะ

เคยจับชีพจรตัวเองรึเปล่า ? (ลองดูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ) แล้วรู้สึกถึงชีพจรนั้นมั๊ย ? มันอยู่ตรงนั้นแหละ ความรู้สึกตัวน่ะ รู้สึกให้ชัดๆ ถ้าเก่งแล้วค่อยกลับไปลองยกมือใหม่ แล้วเอาความรู้ตัวเข้าไปในการยกมือ 

ส่วนเรื่องคำถามอีกสี่ข้อที่เหลือนั้น อย่าเพิ่งไปสนใจมันค่ะ ทำความรู้สึกตัวให้เป็นก่อน ให้คล่องก่อนแล้วคำตอบมันจะค่อยๆปรากฎออกมาเอง แต่ในกรณีคุณอาจจะช้าสักหน่อย (เพราะขี้สงสัย เหมือนเราตอนแรกๆ)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น 007 วันที่ตอบ 2017-04-24 15:15:29


ความคิดเห็นที่ 2 (4047208)

 ศีล สมาธิ ก่อปัญญา ญาณ

ผู้แสดงความคิดเห็น 008 วันที่ตอบ 2017-05-02 14:18:21


ความคิดเห็นที่ 3 (4047408)

ตอบคุณ 007

ลองทำดูแล้วครับ จับชีพจร มันไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แล้วมันเป็นความรู้สึกตัวหรือความคิดผมจะรู้ได้ยังไงครับ?

 

ตอบคุณ 008

ศีล สมาธิ ก่อปัญญา ญาณ

ขอบคุณมากครับ ถือศีลอย่างเดียวมันจะทำให้เกิดปัญญาไหมครับ สมาธิผมก็ไม่มี ใจส่ายไปมาตลอดเวลา ความรู้ตัวผมก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง

ผู้แสดงความคิดเห็น จขกท วันที่ตอบ 2017-05-04 03:59:04


ความคิดเห็นที่ 4 (4047711)

 ปกติเดินจงกรมป่ะคะ ?  ถ้าเดิน ตอนเดินวางใจยังไงคะ ?

ผู้แสดงความคิดเห็น 007 วันที่ตอบ 2017-05-06 14:05:26


ความคิดเห็นที่ 5 (4047724)

ตอบคุณ 007

เดินเป็นประจำครับ แต่ช่วงหลังไม่ค่อยได้เดินแล้วครับ เพราะก่อนเดินกับหลังเดินมันไม่ต่างกัน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทำไม ไม่ใช่ว่าขี้เกียจนะครับ

เลยลองวิธีอื่นไปเรื่อยๆ ตอนนี้กำหนดลมหายใจ ทำได้ดีเฉพาะตอนนั่งอยู่เฉยๆ ถ้าเคลื่อนไหวเมื่อไหร่จะจับลมหายใจยากทันทีครับ

ตอนเดิน บางทีก็กำหนดลมหายใจ บางก็กำหนดรู้ตรงเท้ากระทบพื้น บางทีก็กำหนดทั้งตัว แต่ไม่ว่าจะทำลักษณะไหน มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ครับ

เหมือนจิตมันไหลเข้าไปในอะไรสักอย่าง แล้วเป็นเส้นตรง ลากยาวไปเลยครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จขกท วันที่ตอบ 2017-05-06 16:17:17


ความคิดเห็นที่ 6 (4047742)

 "เพราะก่อนเดินกับหลังเดินมันไม่ต่างกัน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทำไม"

เวลาเดินอย่าคิดและคาดหวังอะไรทั้งนั้นค่ะ อย่าไปคิดถึงผลว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนี้คุณไปโฟกัสที่ผล ผลของการเดิน ผลของการปฏิบัติ (ความอยากมันผลักดันอยู่ข้างหลัง เห็นมันรึเปล่าคะ). เวลาปฏิบัติหน้าที่ของเรามีอย่างเดียวคือทำเหตุค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น 007 วันที่ตอบ 2017-05-07 01:40:36


ความคิดเห็นที่ 7 (4047743)

 คำแนะนำสุดท้าย

ไปสอบอารมณ์กับหลวงตาบ่อยๆนะคะ อย่างน้อยจะได้แน่ใจว่ากำลังเดินอยู่ในทาง

ผู้แสดงความคิดเห็น 007 วันที่ตอบ 2017-05-07 02:04:30


ความคิดเห็นที่ 8 (4047770)

 ตอบคุณ 007

 

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น จขกท วันที่ตอบ 2017-05-07 20:59:25


ความคิดเห็นที่ 9 (4048827)

เป็นเหมือนข้าพเจ้าเลย..เป็นอยู่หลายปี วิ่งตามหาคำว่าสติกับความรู้สึกตัว จนท้อเเท้ มีเเต่ความสงสัยมากมาย จนตัวเองหลงในอยู่ในความสงสัย จนสุดท้ายไม่เที่ยวไปถามใคร ข้าพเจ้าเลยทดลองให้เราหายใจให้ช้าลงเเละให้ยาวขึ้นจนสุดลมหายใจ ทั้งเข้าเเละออกโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่จะออกมาทั้งที่ยังไม่ได้ทำ..ถ้าอดคิดไม่ได้ก็ให้มองสัตว์ต่างๆ เช่น..หมา เเมว หรืออื่นๆว่ามันหายใจเร็วหรือช้าเเละการที่มันหายใยเร็วมันมีอายุสั้น หรือยาว..ลองให้เราหายใจให้ยาวๆเข้าใว้ฝืนหน่อยเเละปล่อยบ้าง..ลองดูครับ..5-6 วันรู้ผล..อนุภาพลมหายใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น อนุภาพลมหายใจ วันที่ตอบ 2017-05-15 21:03:38


ความคิดเห็นที่ 10 (4063217)

ตอบ 

1.คุณต้องเห็นความทุกข์ ที่เป็นอาการบองก่ายก่อนคับ เช่น เดี๋ยวมัน ปวด,เมื่อย,ร้อน,หิว,กระหาย,ถ่ายหนัก,ถ่ายเบา ให้ได้ก่อนคับ ให้มีสติอยู่กับกายไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งไปคิดทำลายกิเลสเลยคับ เพราะเหตุมันอยู่ทีนี่คับ ให่มีสติดูกายไปเรื่อยๆ แต่ไม่ต้อง จ้องดูนะคับ เวลากายมันทุกข์ตามอาการทีว่ามา ค่อยไปแก้ไขทุกให้มันคับ ก่อนแก้ไขให้มัน ให้พิจารณาดูว่า ก่อนหน้านี้มันไม่มีทุกข์(เวทนา) ตอนนี้มันมาจากไหน? บังคับมันได้มัีย?  มันทำงานของมันเอง เรียกว่า อาการของกาย มันเป็นทุกข์ประจำสังขาร(ร่างกาย) เรามีหน้าที่แค่แก้ไขทุกให้กายเท่านั้น แต่กายมันก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่าข้าวและน้ำเพียงสามเวลาเท่านั้น เพราะเขาอยู่ได้ด้วยอา แล้วเราจะเอากายนร้ไปทำดีทำชั่วกายก็ไม่เคยบ่นเลย แต่เมื่อเขาทุกข์ขึ้นมาก็ช่วยดูแลเขาหน่อยเท่านั้นเอง จริงกายนี้น่าส งสารนะคับ เขาเป็นเครื่องมือของเราแต่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เมื่อเราทำและสังเกตุเห็นมันไปบ่อยๆ เราจะเริ่มเห็นกายนี้เป็นก่อนทุกข์ เป็นรังของโรค เราจะเริ่มเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นอยู่ จะเริ่มเห็นว่า  กายนี้มันเป็น อนิจจัง อย่างไร? มันเป็นทุกข์ อย่างไร? และ มันเป็นอนัตตาอย่างไร? คือมันบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในอำนาจใคร มันเกิดขึ้นตามเหตุ ตามปัจจัยปรุงแต่ง ถ้าเรามี "สติ" ตามดูตามรู้กายไปเรื่อยๆ และมันจะเริ่มพิจารณาเห็น อนิจจังของสิ่งที้งหลายเอง(ของภายนอกกายเรา)ว่าเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปในที่สุดอย่างไร(เกิด ดับ)เมื่อเบื่อถึงที่สุด มันหลุดมันเองคับ! อย่างช๊อค!เลยคับ จากนั้นสมมุติหยาบๆจะเข้าใจเองเลยคับ ว่าในโลกนี้มีแต่ของชั่วคราว ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ความโลภมันก็ลดของมันเองคับ เราไม่ได้ตั้งใจไปลดมันหรอกคับ ถ้าเข้าใจ กาย ตามเป็นจริงนะคับ เพียงแค่มี สติ ตามดูไปเรื่อยๆคับ ทุกๆวัน จะกินข้าว อาบน้ำ ถ่ายหนักถ่ายเบา ปวด เมื่อย ร้อน หนาว หิว กระหาย เรามีหน้าที่แก้ไขให้ทุกข์ให้กายเท่านั้น ทำไปเรื่อยๆคับ ถึงจุดหนึ่ง มันจะสรุปของมันเองคับ วินาทีนั้น การเห๋นว่ากายเป็นเรา จะขาดออกจากจิตของเราทันทีคับ ( เล่าจากประสบการณ์ของผมเองนะคับ ) สิ่งที่คุณว่ามาตามข้อ 1.ความเพลินต่างๆมันจะค่อยๆจืดจากใจไปเองคับ ไม่หมดแต่ก็ไม่ให้ความสำคัญ เพราะเมื่อมันเห็นอย่างนี้แล้ว มันเห็นว่ากายนี้ต้องแตกดับแน่นอนแล้วไม่สงสัย และไม่ถามใครด้วยคับ เหมือนคนแขนขาดก็ไม่สงสัยว่าตัวเองแขนขาด เมื่อเห็นอย่างนี้ยิ่งมีแต่จะปฏิบัติให้พ้นทุกข์อย่างเดียว มันไม่อยากมาเกิดอีกคับ ชาตินี้เป็นทุกข์อย่างไรชาติหน้าก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นอย่างนั้น แต่การจะเห็นอย่างนี้ได้ สติ คุณต้อง ต่อเนื่องนะคับ ย่ำว่าต้องต่อเนื่อง ผมขับรถก็ฝึกสติ ไปธนาคาร ก็ฝึกสติ ช่วงนั่งรอ ผมก็เอานิ้วมือแตะกันเบาๆตามองไปข้างหน้าแค่ส่งจิตมารับรู้ที่นิ้วมือสัมผัสกันไปเรื่อยๆแตะทีนึงผมก็รู้ทีนึง ผมก็ได้สติทีนึง รู้บ่อยๆสติจะมากเอง สะสมสติ สะสมสติ สะสมสติ คิดแค่นี้ไม่ต้องไปคิดแก้ปิเลสอะไรหรอกคับ สติถ้ามากพอ มันแก้ของมันเองคับ รู้เป็นปีจจุบันไปเรื่อยๆ ลืมแล้วก็แล้วไป ระลึกได้ก็เริ่มสะสมสติต่อไปอีก ทำไปเรื่อๆ สติมันจะโตของมันเองคับ การละกิเลสเป็นเรื่องของสติปัญญา แต่เรื่องของเรา คือสร้างสติคับ สร้างเหตุ เพราะปัญญาเกิดจากสติคับ  ไม่ต้องไปสนใจหรอกคับว่า 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จะได้เป็นขั้นนั้นขั้นนี้น่ะคับ ถ้าเดินมรรคไม่ถูกให้เดินอยู่ร้อยปีก็ไม่เห็นอะไรหรอกคับ ผมแนะนำคร่าวๆนะคับหลักในการปฏิบัติที่ผมทำประจำ 1. มีสติอยูเสมอ 2.ให้ใส่ใจดูกายบ่อยๆ แลปัดทิ้งความคิดอยู่เสมอ 3. หลักพิจารณาเมื่อทุกข์เกิดคือ ธรรมท้้งหลายเกิดแต่เหตุ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ  ( ผมใช้พิจารณาเวทนาของกายตลอดคับ) ดูใ้เห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์อย่างไร ? เท่านี้ก็พอจะไปได้แล้าคับ ถ้ามีความเพียรให้ต่อเนื่อง อย่างทำตามอารมณ์นะคับ แบบ ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ไม่ทำ ไม่เอานะคับแบบนั้น ไม่ได้อะไรหรอก ผมเตือนตัวเองเสมอว่าผมเป็นฆารวาสต้องทำมาหากิน ทำอย่างไรเราจะสะสมสติให้ได้มากๆ ผมจึงหาวิธีและฝึกสติให้ได้ในทุกอริยาบทในทุกๆวันคับ อย่าเสียดายเลยคับ 7 ปีนั้น มันไม่สูญเปล่าหรอกคับ อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณรู้ว่าควรคับปรับแก้ไขอะไรบ้าง สายกลางเป็นอย่างไร ความเพียรพอมั้ย ประสบการณ์ทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องส่งทั้งสิ้นคับ 

  เป็นบุญแล้วคับที่ได้ไปปฏิบัติที่นั่น ผมก็เคยไปปฏิบัติที่นั่นเหมือนกันคับ หลวงตาท่านเมตตามากนะคับ ผมกราบสุดหัวสุดเกล้าเลยคับหลวงตาสุริยา ท่านอธิบายธรรมมะได้กระจ่างชัดที่สุดแล้วคับ ถ้าเราเข้าใจ และมีความเพียรในการสะสมสติให้สม่ำเสมอ และ ย้ำ! เลยนะคับว่า ทิ้งมันไปซะคับ ไอ้คำว่า 7 ปี 7เดือน 7วัน จะได้เป็นนั่นเป็นนี่ เพราะสิ่งที่ปิดกั้นความก้วหน้าของนักปฏิบัติก็คือ ความอยากที่จะรูธรรมนี่แหละคับ ( ผมก็เคยเป็น จนทุกข์มาก สุดท้ายผมหมดความอดทน จึงพูดในใจขึ้นว่า กูไม่เอาแม่ งแล้วโว้ย! มรรคผลนิพพานนี่ ได้แค่ไหนกูเอาแค่นั้นพอแล้ว! เท่านั้นเองคับ ความอยากที่ผมตรวจสอบจิตเสมอว่าปฏิบัติด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้นะ เพราะมันจะไม่รู้อะไรเลย เพราะความอยากจะเป็นตัวกั้นความรู้ คิดว่าไม่มีแล้ว พอมันหลุดจริงๆแล้วโอ๊ย! เหมือนยกภูเขาออกจากอก มันเบา มันโล่ง ขึ้นมาเลยมันหลุดออกจากความอยากอย่างแท้จริง! ) ที่นี่ สอนแก่นธรรมมะ ในประเทศไทยหาสถานที่อย่างนี้น้อยเต็มทนคับ จะเจอแต่ชวนทำบุญ วัตถุมงคล ปลุกเสกเลขยันต์ซะส่วนใหญ่ ซึ่งผมก็ไปมาหลายที่ กว่าจะมาเจอวัดนี้คับ ปัจจุบันผมก็ยังฟังธรรมมะของหลวงตาสุริยาอยู่เลยคับทางยูทูป เพื่อเรียนรูเทคนิค และรายละเอียดของการปฏิบัติอยู่เสมอคับ 

    ขอเป็นกำลังใจและขออนุโมทนา ในตลอด 7 ปี ที่คุณมีความเพียรเพื่อพ้นทุกข์อยูเสมอ การกระทำทุกอย่างมันมีผลอยู่ในตัวเองของมันอยู่เสมอคับ ทุกการก้าวย่อมได้ระยะทาง ฉันใดก็ดี การปฏิบัติของคุณทั้งหมดมันจะกลับมาเป็นเครื่งส่งของคุณเองในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน 

   สติ นะคับ ย้ำว่า สติ ต้องสะสมอยู่เสมอนะคับ ผมไม่ใช้คำว่ามาก เพราะกลัวคุณจะทำด้วยตัญหา ผมใช้คำว่า สะสม เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า ทำได้เรื่อยๆ มันไม่กดดันน่ะคับ     ( สุดท้ายก็มากอยู่ดีแหละ) ซึ่งผมก็เตือนตัวเองอย่างนี้มาตลอด ลึกขึ้นสู้อีกครั้งและมาร่วมเดินทางไปด้วยกันคับ การเกิดมาเจอพระพุทธศานานี้เป็นของยากนะคับ เราโชคดีแล้ว. อย่าเสียโอกาสเลยคับ ถ้าเดินไม่หยุด มันต้องถึงสักวันแหละคับ วันนั้นมันจะเป็นของเรา ขอเป็นกำลังใจ และขออนุโมทนาในความเพียรของคุณคับ สู้ในทางอื่น จบไม่เป็น สู้ในทางนี้ มันจบเป็นคับ จบแบบถาวร เหมือนที่พ่อของพวกเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเดินไปก่อนแล้ว และพระองก็ทรงวางแนวทางปฏิบัติไว้ให้พวกเราด้วยความเมตตาของพระองค์ ยังมีสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมของพระองค์ มาคอยชี้แนะแนวทางปฏิบัติจูงมือเราเดินอยูอย่างนี้  หากยังลังเลสงสัย จะทำให้เราเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายเลยนะคับ สู้! สู้!  คับ เป็นกำลังใจให้คับ อนุโมทนาสาธุคับ.. 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เห็น อย่างที่มันเป็น วันที่ตอบ 2017-09-03 07:55:18



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร