ปฏิบัตธรรมมานานแล้ว ทำไมยังใจร้อน ขี้วิน ขี้งกอีก


ใครก็ได้ช่วยที


ผู้ตั้งกระทู้ เหมียว :: วันที่ลงประกาศ 2010-02-09 17:25:16


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1486009)

ขอให้คำถาม ชัดเจนขึ้นหน่อย ครับ ว่า

อาการใจร้อน ขี้งก เป็นกับตนเอง (ที่ปฏิบัติธรรมมานาน) 

หรือ เป็นอาการของผู้อื่น (ที่ปฏิบัติธรรมมานาน) แล้วคุณสังเกตเห็น ???

แล้วผู้ถามคำถาม ต้องการ ให้ อาการใจร้อน นั้นหายไป หรือ ไม่เกิดขึ้น หรือ???

อาการที่เกิดขึ้น มันมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่(นานเท่าไหร่ ไม่รู้) แล้วมันก็หายไป มิใช่หรือ??? โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร อาการพอใจ หรือ ไม่พอใจ ก็หายไปอยู่แล้ว

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นิราศ เขาใหญ่ วันที่ตอบ 2010-02-10 11:20:51


ความคิดเห็นที่ 2 (1486010)

แนะนำ ให้อ่าน "ทำตามธรรม อย่าทำตามสังขาร"

ในเว็ป นี้ ในหัวข้อ ธรรมะประจำวันอาทิตย์

ผู้แสดงความคิดเห็น นิราศ จุลดิส วันที่ตอบ 2010-02-10 11:35:28


ความคิดเห็นที่ 3 (1486339)

ในการตั้งคำถามเหล่านี้ เจตนาเพื่อเป็นการตั้งคำถามนำ

ให้ผู้ที่เขามาอ่านที่ยังมีอาการเช่นนี้ ได้ย้อนกลับไปพิจารณาของตนเอง หรือ ผู้ที่หมดอาการเหล่านี้แล้ว มีวิธีการอะไรที่ใช้ให้เกิดผล นำมาบอกเล่าให้กันฟัง เพื่อแบ่งปันกัน

เท่านั้เนเองคะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2010-02-14 10:21:54


ความคิดเห็นที่ 4 (1486552)

กิเลสที่สั่งสมมามีเวลายาวนานมากกว่าการได้ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่กิเลสยังออกฤทธิ์อยู่

"ใจร้อนกิเลสเป็น ใจเย็นกิเลสตาย"

เพียรพยายามต่อไป สักวันคงได้พบธรรมแท้

ผู้แสดงความคิดเห็น พบธรรม วันที่ตอบ 2010-02-16 15:43:45


ความคิดเห็นที่ 5 (1487611)

                                ถึงแม้ในแต่ละวันเราจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในศีล ( ศีล5 ศีล8  )แต่ใจเราก็ยังเป็นทุกข์อยู่( ทั้งๆที่เราไม่ได้ละเมิดศีลเลย ) ดังนั้นในส่วนตัวของผมซึ่งได้เริ่มปฏิบัติธรรมมาไม่นานข้อสงสัยนี้เคยเกิดคำถามในใจผมมาแล้วจึงได้วิเคราะห์และพิจารณาพบว่า ส่วนที่เป็นศีลนั้นเราไม่ละเมิดก็จริงแต่เราไม่ได้ฝึกลดละกิเลสต่างๆหรือฝึกแต่ก็ยังไม่แกร่งพอทำให้เราตามกิเลสต่างไม่ทัน  จากการที่ได้ขอคำแนะนำจากสมาชิกธรรมอื่นๆได้รับคำแนะนำให้ฝึกสติตามให้รู้ตามให้ทันอารมณ์ต่างๆเมื่อรู้แล้วก็ให้ละเสีย โดยทำแบบค่อยๆเป็นค่อยไป จนทุกวันนี้ก็ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นกับตัวเราคือใจเย็นขึ้น สุขุมรอบคอบขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ดังนั้นจึงขอเป็นกำลังใจให้คุณเหมียว ปฏิบัติธรรมต่อไปและค้นคว้า สอบถามผู้รู้เพื่อนำความรู้ธรรมมาฝึกใจต่อไปสักวันหนึ่งคุณจะต้องรู้แจ้งและใจเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน ขออนุโมทนาครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น jaran วันที่ตอบ 2010-02-26 10:34:41


ความคิดเห็นที่ 6 (1492428)

ก็ยังใจร้อนค่ะ แต่เมื่อก่อนไม่รู้ตัว พอมาปฏิบัติธรรมถึงได้รู้ตัวว่าใจร้อน ถึงจะยังไม่หาย แต่ก็ยังดีที่รู้จักตัวเองมากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น โยมแหวว สูงเนิน วันที่ตอบ 2010-04-21 14:32:51


ความคิดเห็นที่ 7 (1492489)

อนุโมทนากับคุณโยมแหววที่พบธรรมที่แท้จรองแล้วนะคะ พยายามต่อไป "อย่าท้อนะคะ"

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2010-04-22 12:17:39


ความคิดเห็นที่ 8 (1493402)

เห็นด้วยกับคุณโยมแหววค่ะ แต่เมื่อเวลาเห็นความใจร้อน หงุดหงิด หรืออารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง

อย่าไปไม่พอใจมัน เพราะจะกลายเป็นคิดซ้อนคิด

เห็นแล้วก็กลับมาอยู่ที่ความรู้สึกตัว ถ้าเดินจงกรม หรือสร้างจังหวะ อยู่ก็รู้อยู่ที่ความเคลื่อนไหวของเท้า หรือมือนั้น

แต่ถ้าเห็นในชีวิตประจำวัน ก็รู้สึกตัวอยู่กับกิจกรรมที่ทำนั้นๆ เพราะทุกกิจกรรมก็มีการเคลื่อนไหวก็กาย

แต่อย่าเพ่ง หรือบังคับให้กลับมา ทำสบายๆ กลับก็กลับ ไม่กลับก็ไม่เป็นไร แต่เรามาสังเกตที่กายไว้เสมอๆ

ทำแรกๆ อารมณ์ต่างๆ ก็จะยังแรงอยู่ แต่ถ้าทำบ่อยๆ ยิ่งทำได้ต่อเนื่องเท่าไหร่ อารมณ์เหล่านั้นก็จะดับได้ไวเท่านั้น

ทำให้ประจักษ์เองถึงคำว่ารู้สึกตัวปุ๊บ อารมณ์ดับปั๊บ ว่าเป็นเช่นไร และจะได้เข้าใจมายาของสังขาร ค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-05-01 09:20:04


ความคิดเห็นที่ 9 (1493918)

เวลาที่เราเห็นว่าใจร้อน เรารู้ ว่าเราใจร้อน แสดงว่าเราคิดเอา เรายังปฏิบัติไม่จริงจัง อีกอย่างการปฏิบัติธรรมต้องอาศัยเวลามากในการทำให้มาก ไม่ใช่ว่า เวลาไปวัดแล้วได้ทำ ถือว่าได้ปฏิบัติธรรมแล้ว อันนี้ยังห่างไกลพระสัทธรรม อีกอย่างเวลาเราทำความรู้สึกตัว แรก ๆ ต้องอาศัยการสังเกต แต่พอเราทำไปนาน ๆ เราต้องละการสังเกตเพื่อให้เป็นธรรมชาติ  ไม่ใช่ว่าจะทำเพื่อให้รู้ว่าอารมณ์ใดเกิดขึ้นและดับไปตอนไหน อันนี้คุณยังมีเราเข้าไปอยู่ การเดินทางผ่านอารมณ์ต่าง ๆ ให้เป็นการศึกษา  การเรียนรู้ ไม่ใช่จะไปจ้องหรือสังเกต แค่ให้ศึกษาเฉย ๆ  ต้องทำมาก ๆ  อย่าไปฟังมาก หรืออ่านมาก มันจะได้แต่ความคิด

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น แชร์ความเห็น วันที่ตอบ 2010-05-06 14:22:19


ความคิดเห็นที่ 10 (1493975)

แนะนำว่าให้ทำตัวเรื่อยๆนะ

ไม่ต้องไปถือสาหาความใคร

ให้คิดทุกครั้งเวลาเกิดเรื่องว่า "ช่างมัน" แล้วจัดการตามระเบียบของเรา

ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์เมื่อมีใครมากระทบ ให้นิ่งไว้ก่อน

เพราะเราไวต่อทุกเรื่องเราจึงเป็นแบบนี้

ความไวต่ออารมณ์จึงไปเกาะ ไปยึดเอาหนามโกรธเข้ามาหาตัวเอง

ดังนั้นนิ่งไว้ แล้วตริตรองก่อน

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเรื่อยๆ วันที่ตอบ 2010-05-07 14:47:42


ความคิดเห็นที่ 11 (1495640)

มีอีกวิธีหนึ่งคะ นำมาหนังสือ “จับจิตด้วยใจ” เล่ม 1-2 รวบรวมโดย นพ.วิธาน ที่เรียกว่า"บายพาสอารมณ์" วิธีนี้ถ้าไม่รู้จักตนเองก็จะทำยากค่ะ การบายพาส ก็คือ ก็คล้ายๆกับถนนบายพาส ที่สร้างขึ้นเพื่อเลี่ยงตัวเมืองที่มีชุนชน มีการจารจรคับคั่ง แต่ไม่ใช่ทางลัดนะคะ 1. เริ่มต้นเมื่อรู้ตัวว่า “เราจะอารมณ์เสีย” หรือ “รู้ตัวว่าขณะนี้” เรากำลังอารมณ์เสีย 2. การที่รู้ตัวว่าอารมณ์จะเสีย หรือ เสียไปแล้ว แสดงว่าเรารู้สึกตัว (มีสติ) เราก็อย่าไปใส่ใจอารมณ์นั้น โดยอาจจะกลับมารู้สึกตัว (รู้สึกที่กายของเรานี่แหละ) อย่าไปคิดหาเหตุหาผล ว่าใคร สิ่งใดมาทำให้เราอารมณ์เสีย หรือ บายพาสไปทำกระทำสิ่งอื่น ออกไปนอก ฟังเพลง ดูนก ดูต้นไม้ (หลบเลี่ยงออกไปจากปัญหาเสียก่อน) ถ้าเราฝึกได้จนชำนาญมาขึ้น เรากลับจะหัวเราะได้ขึ้นมาเองเลย ถ้าเราเริ่มจะอารมณ์เสีย (แสดงว่าเรามีสติพร้อมที่จะเปลี่ยนอารมณ์แบบเดิมๆได้) นี่สรุปมาเล่านะคะ ส่วนรายละเอียดก็ไปลองหาอ่านกัน ยังมีอีกหลายวิธี ที่สำคัญคือ เมื่อตอนที่ไม่มีเครื่องมือ เราก็หาเครื่องมือ, เมื่อมีเครื่องมือ ก็ไม่ยอมฝึกใช้ ให้เกิดความชำนาญ, เมื่อไม่เกิดความชำนาญก็ไม่ผล...(ไม่เกิดปัญญา) ดูลิงค์ด้านล่าง

http://www.se-ed.com/eShop/(A(m-LQF-Q5ygEkAAAAMDRiYTA4OWYtMTlhMy00YzI3LTg3N2YtNTQ2YmVlNGZmOGMw32nrfzDknum24Rh0qTUTmJJWnQY1))/Search/SearchList.aspx?Keyword=%c7%d4%b8%d2%b9&SearchType=Author&SelectType=All

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2010-05-27 08:47:10


ความคิดเห็นที่ 12 (1508888)

มีใครได้ไปอ่านหนังสือ “จับจิตด้วยใจ” บ้างไหม

ลองทำ "บายพาสอารมณ์" ได้ผลเป็นอย่างไร

ผู้แสดงความคิดเห็น maew วันที่ตอบ 2010-09-07 16:41:00


ความคิดเห็นที่ 13 (1508944)

ปฎิบัติมานานแล้ว ยังใจร้อน ขี้งกอีก

เรื่องนี้ ขอให้แยกให้ออกครับ ว่า อาการเรื่องใจร้อน เรื่องขี้งกนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

อย่าได้เอามาปนกัน 

1...การปฏิบัติธรรมนั้น ผลที่ได้ คือ การดับทุกข์ลงได้

2...การดับทุกข์ลงได้ หมายความว่า การไม่ยึดมั่นถือมั่นในทุกข์ที่เกิดขึ้น

3...ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะมีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงว่า ทุกข์ที่เกิดนั้น มันไม่ใช่เรา

ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นแจ้งดัวยปัญญาดังกล่าว ก็จะไม่ทุกข์

4..การเห็นแจ้งด้วยปัญญาดังกล่าวได้ ก็คือ การมีความตั้งมั่นในสัมมาสติ สัมมาสมาธิ

 

สิ่งที่หลวงพ่อเทียนสอนให้เคลื่อนมือ 15 จังหวะ (เน้นย้ำครับว่า 15 ไม่ใช่ 14 ) ก็เพื่อให้

เกิดสัมมาสติ และตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ

การฝึกฝนอย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะเกิดผลเช่นนี้ได้ และต้องลงมือฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

การเอาเพียงอ่านตำรา  ไม่สามารถสร้างผลเช่นนี้ได้เลย

ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-09-08 08:57:12


ความคิดเห็นที่ 14 (1527182)

คนปฏิบัติธรรม หลายท่านมาทำงานด้วยกัน มีแต่ความขัดแย้ง

มีอารมณ์ใส่กัน

อ้าว...ทำไมยังเป็นเช่นนั้นอยู่

หรือ....ไม่มีจริง

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2011-01-15 11:44:28


ความคิดเห็นที่ 15 (1548000)
คนในกระทู้นี้ยังไม่มีใครพบธรรมะที่แท้จริงกันเลยสักคน
ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2011-05-25 10:54:50


ความคิดเห็นที่ 16 (1550265)
มีสติอยู่เสมอ...อย่าเผลอสติ กายไหวใจรู้..ระลึกดู..ทั้งรู้ทั้งไหว
ผู้แสดงความคิดเห็น lungsem วันที่ตอบ 2011-06-05 03:08:49


ความคิดเห็นที่ 17 (1551135)

อันนี้มันขึ้นอยู่กับพื้นเพนิสัยของแต่ละคน

การปฏิบัติธรรม คือ การฝึกตน ฝึกจิต

คนที่ไปปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่าจะบรรลุธรรม เห็นธรรมทุกคน

ถ้าไปปฏิบัติธรรมหลายครั้งแล้ว ยังไม่ได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น

ก็ไม่ต่างอะไรกับคนมืดบอดที่เที่ยวไปในป่า

ที่ไม่สามารถเห็นความงาม (เข้าถึงธรรม) ได้

ผู้แสดงความคิดเห็น ตุ้มแฉ่ง สกล (nant-dot-9-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-08 20:24:04


ความคิดเห็นที่ 18 (1551452)

     

               ปฎิบัติผิด

ผู้แสดงความคิดเห็น เจโต วันที่ตอบ 2011-06-10 14:29:57


ความคิดเห็นที่ 19 (1551483)

ตกลงว่าเขียนผิดจริงๆ หรือตั้งใจเขียนผิดคะ เป็นมุขหรือป่าว ไม่น่าถึงไม่ดีขึ้น ก็ปฏิบัติผิด อิอิ แหมเราก็ไม่มีสติเลยนะ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะว่าผิด

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Toomchang (nant-dot-9-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-10 16:53:27


ความคิดเห็นที่ 20 (1561336)
"อาการเรื่องใจร้อน เรื่องขี้งกนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม"จริงหรือ? มาปฏิบัติธรรมก็เพื่อต้องการให้อาการใจร้อนขี้งกขี้วินหายไปนะคะ ว่ากันว่าปฏิบัติธรรมแล้วอาการเหล่านี้จะหายไป แล้วทำไมยังไม่หายสักทีค่ะ ใคร?ไม่มีอาการนี้แล้ว ช่วยทีค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2011-08-01 06:36:19


ความคิดเห็นที่ 21 (1578092)
ปฏิบัตธรรมมานานแล้ว ทำไมยังใจร้อน ขี้วิน ขี้งกอีก 1.ต้องกลับไปทบทวน สัมมาทิฐิใหม่ครับ ว่ามีความรู้ ความเห็น ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมถูกต้องหรือไม่ 2.เมื่อมีสัมมาทิฐิแล้ว ย่อมจะยังสัมมาสติ ให้เกิดได้ 3.เมื่อมีสัมมาสติแล้ว ย่อมจะยังสัมมาสมาธิให้เกิดได้ อาการดังกล่าวจะคลายลงอย่างแน่นอนตั้งแต่ ข้อ 2 แล้ว อนุโมทนา สาธุครับ_/_
ผู้แสดงความคิดเห็น ลมหายใจที่เหลือเพื่อภาวนา วันที่ตอบ 2011-10-12 16:24:29


ความคิดเห็นที่ 22 (1583551)
พระพยอมกล่าวไว้ว่า โกธรคือโง่  โมโหคือบ้า โกธรใครเขาอาฆาตใครเขาก็เท่าจุดไฟเผาตัวเอง วิธีแก้ไม่ยากหากรู้จักฝึกฝนควบคุมจิตใจตัวเอง ฝึกควบคุมความเห็นของเราให้รู้ว่าอะไรผิดหรืออะไรถูก จากนั้นนำมาพิจารณาทางในบ่อยๆ อารมณ์จะค่อยๆลดความโมโห หรือการยึดมั่นถือมั่นลงทีละนิดๆ ที่สำคัญหากมีเวลาควรหันหลังให้กับสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้เกิดอารมณ์เหล่านั้นได้ยิ่งดี เช่น เอาเวลาอ่านหนังสือธรรมะมากๆ เล่นกีฬา หรือแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง สักวันท่านก็สามารถลดความยึดมั่นในตัวเองได้ไม่มากก็น้อย
ผู้แสดงความคิดเห็น ครูธรรมดา วันที่ตอบ 2011-11-14 20:37:51


ความคิดเห็นที่ 23 (1591227)
ทำความรู้สึกตัวไปให้ต่อเนื่องแล้วดีเองไม่ต้องมาเถียงกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น ตาณ คอทองดำ วันที่ตอบ 2012-01-02 18:08:59


ความคิดเห็นที่ 24 (1600906)
ใจร้อน  LET IT BE....ขี้วิน   LET IT BE....ขี้งก  LET IT BE  
ผู้แสดงความคิดเห็น ไพบูลย์ 19 (TIGERBLACK19-at-HOTMAIL-dot-COM)วันที่ตอบ 2012-03-06 22:33:32


ความคิดเห็นที่ 25 (1602449)

น่าจะกลับไปทบทวน "เหตุของอาการขี้วิน ขี้งก ใจร้อน" กันอีกที

ผู้แสดงความคิดเห็น แก้ว วันที่ตอบ 2012-03-15 23:02:26


ความคิดเห็นที่ 26 (1616509)
ตามธรรมดาของใจครับเมื่อสติยังไม่เข้มปัญญาการรู้ทันของผัสสะที่มากระทบก็ยังไม่มั่นคงพร้อมที่จะสลัดทิ้งอาการทางใจต่างได้ ฝึกสติจนเกิดปัญญามองเห้นการเกิดแล้วดับจนเราไม่หลงยึดในอุปาทานเราแค่เอาสติตามดูรู้อาการที่เกิดไปเรื่อยๆจนในที่สุดสติเข้มปัญญาสว่างแจ้งเราก็สามารถสลัดอาการทางใจที่มีได้เองในที่สุดครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น คนหลังวัด วันที่ตอบ 2012-06-18 19:28:56



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658