<กระทู้แนะนำ> 7 วัน ที่ฉันรู้สึกตัว...ที่วัดป่ามหาปัญโญ


เทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวที่สุดในรอบปี

พากันลงมติว่า บ้านเรากลับเมื่อไรก็ได้ นี่เป็นโอกาสเดียวที่เราหยุดยาวโดยไม่ต้องลางาน

รวมตัวกันไปปฏิบัติธรรมดีกว่า

วันที่ 10 - 16 เมษายน 2553   ณ วัดป่ามหาปัญโญ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

มาดูภาพสไลด์แทนความรู้สึกตัวกันก่อนนะคะ ตามลิงค์ไปได้

http://www.slide.com/r/IODGaJqryj_ymKanQiZqXyO9QOhM2d5z?previous_view=lt_embedded_url



ผู้ตั้งกระทู้ วัดใจ :: วันที่ลงประกาศ 2010-04-18 00:19:45


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1492155)

ขออนุญาตคุณวัดใจ นำ Slide มาลงให้ชมในกระทู้นี้เลยนะคะ

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

_/_

ผู้แสดงความคิดเห็น WebMaker วันที่ตอบ 2010-04-18 11:10:03


ความคิดเห็นที่ 2 (1492156)

ผมขอรายงานตัวนะครับ

ไปอยู่7วัน สิ่งที่ผมประทับใจ ได้ไปบิณบาตรตอนเช้าก็ได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถวนั้นอยู่กับธรรมชาติ

ตอนปฎิบัติ ไม่ได้อะไรมาก ความคิดมามากที่สุด บ้างครั้งก็กลับมารู้สึกตัว ความคิดก็เข้ามาอีก

ผมก็จะพยายามกลับมารู้สึกตัว สิ่งที่ได้ก็คือ ก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

        ผมจะไปลองดูอีกครั้ง กะว่าจะไปบวช[ตอนปิดเทอมหน้า]

   ครั้งนี้ผมขอกราบขอบคุณ ครูบาเจ๊าะ ที่ให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น ผมคิดมากครับ วันที่ตอบ 2010-04-18 11:45:21


ความคิดเห็นที่ 3 (1492259)

สมาชิกลุ่มคุณวัดใจยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รายงานตัว คงจะอยู่ในmode จิตว่าง ไร้ตัณหา ไร้อุปาทานการปรุงแต่งกันหมดซะแล้วล่ะมั้ง ^^

แต่เรายังenjoy กับการปรุงแต่ง  ก็ขออนญาตใช้พื้นทีกระทู้นี้ลงรูปสักเล็กน้อยนะคะ หวังว่าคงไม่ถือว่าเป็นการปาดหน้ากันนะ

ขอบคุณค่ะ _/|_

ผู้แสดงความคิดเห็น nina on the way วันที่ตอบ 2010-04-19 22:31:27


ความคิดเห็นที่ 4 (1492261)

รูปเมื่อวันที่ 13 เม.ย. วันสงกรานต์  พิธีสรงน้ำแบบอบอุ่นและเป็นกันเอง

อ.ชัชวาลย์(และด.ช.เกื้อ) เป็นตัวแทนญาติโยม ถวายไทยทาน

 

 

อ.ชัชวาลย์กล่าวคำขอขมา ขออโหสิกรรม หากเคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

 

ครูบาเจ๊าะกล่าวอโหสิกรรมและให้พร

 

ญาติโยมรับพร

ผู้แสดงความคิดเห็น nina on the way วันที่ตอบ 2010-04-19 22:36:58


ความคิดเห็นที่ 5 (1492264)

สรงน้ำใต้ร่มไม้ เริ่มจากผู้อาวุโสที่สุดก่อน

 

ผู้อาวุโสนั่งต่อเพื่อให้ผู้น้อยรดน้ำด้วย แต่ไม่ค่อยจะมีใครยอมนั่ง กลัวจะได้รับตำแหน่ง สว. (สูงวัย)

 

รับพร และจบพิธีด้วยความแช่มชื่น เบิกบานใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น nina on the way วันที่ตอบ 2010-04-19 22:40:20


ความคิดเห็นที่ 6 (1492267)

สาธุ กับ คุณ nina on the way ด้วยค่ะ

ที่ตามเก็บภาพบรรยากาศการสรงน้ำครูบา มาให้ดู

 

ผู้แสดงความคิดเห็น รักดี วันที่ตอบ 2010-04-19 22:50:29


ความคิดเห็นที่ 7 (1492367)

7 วันที่ฉันพร้อม 7 วันที่ฉันปฏิบัติธรรม 7 วันที่ฉันรู้สึกตัว เป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้รับความสุขแท้ ที่หาไม่ได้ตามท้องตลาด แต่หาได้ที่ใจของเราเอง

7 วันที่ฉัน เฝ้าเพียร ถึงจะไม่เต็มร้อย แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร ได้ฝึกใจ ฝึกจิต ได้หยุดคิดไม่ติดอารมณ์

วันแรกที่เริ่มปฏิบัติ เพลียมาก ไม่ได้เพลียจากการเดินทางทั้งคืนน่ะ (21.00-05.00  น.) แต่เพลียเมื่อตอนต่อรถสองแถว หลงไปหลายกิโล กว่าจะถึงวัดสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า ทั้งทางโค้ง ทางขรุขระ ทางขึ้นเขา ทั้งฝุ่น แทบจะอาเจียน กลางคืนวันแรกนอนเร็ว 20.00 น. กางเต้นท์นอนด้วย คนละเต้นท์ ตื่นเต้นมากที่ได้นอนคนเดียว

วันที่ 2 ทำวัตรเสร็จ ก็ไปบิณฑบาต ที่หมู่บ้าน วันนั้นได้รับบิณฑบาต จากชาวบ้านได้ 4 หลังคาเรือน อ้อ ! เจอหมาไล่ฟัดด้วย เกือบวิ่งแซงครูบาแน่ะกลัวหมาค่ะ ไม่ค่อยถูกกับหมาเท่าไหร่

วันที่ 3 เข้าครัวทำอาหาร หุงข้าวไหม้ค่ะ เพราะหุงกับเตาแก๊ซไม่เป็น กะไฟไม่ถูก  วันนั้นก็เลยโดนทำโทษด้วยการโดนหมาที่วัดกัดรองเท้าขาด มีการปลูกต้นไผ่ด้วย เป็นคนที่นำต้นไผ่จากบนเขาลงมาให้ เพื่อนๆ ปลูก ไปเอากับนัองอีกคน ล้ามาก..ก...แต่ก็สนุกดี ได้เป็นนางงามรักโลกแบบไม่ได้ตั้งตัวน่ะเนี่ยะ

วันที่ 4 ฟรีสไตล์ ไปเที่ยวสงกรานต์ในตัวเมือง ครั้งแรกที่ได้มาเล่นแบบนี้ สนุกมาก

วันที่ 5 ช่วงเช้าง่วงมาก ตอนบ่าย ก็เลยย้ายไปบนเขาสวนลิ้นจี่ ก็เลยได้ลิ้นจี่ช่วยในการดับความง่วงได้บ้าง (เปรี้ยวมาก...กก)

วันที่ 6 อยู่บนเขาสวนลิ้นจี่ทั้งวัน วันนั้นเป็นวันที่ได้อารมณ์มากกว่าวันอื่นๆ แต่ก็มีตัวลิ้นดูดเลือดเป็นรอยจั้ม ตอนนี้ก็ยังไม่หาย ยังเป็นรอยและคันมาก

วันที่ 7 ไปเที่ยว ที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย วัดสวยงามมาก

สรุป 7 วันนี้ ตอนแรกตั้งใจ มาปฏิบัติ 50 พักผ่อน 50 แต่เอาเข้าจริงได้ 30% ก็ยังดี ในแต่ละวันก็จะมีตัวช่วยในการดับความง่วง มะยมบ้าง มะม่วงบ้าง

ลิ้นจี่บ้าง ชอบตอนนอนเต้นทฺ์ วัดใจดี เพราะว่าอยู่ห่างกันมาก และตกดึกได้ยินเสียงสิงห์ สา รา สัตว์ ร้องระงมเลย ช่วง 3 ทุ่ม ก่อนเข้านอนจะกลัวมากกว่าตอนตื่นตี 3 เพราะเช้า เราจะรู้สึกว่ามันก็จะสว่างแล้ว ครูบาบอกว่าให้เอาสติมาแทนความกลัว นั่นแหละจึงได้อารมณ์ ในช่วงนี้แหล่ะมากที่สุด

7 วันที่ฉันรู้สึกตัว ได้ไปสร้างวีรกรรมและคดีความเยอะมาก แต่ไม่บอกหรอกค่ะถ้าอยากรู้เข้ามาถามกันได้เลยน่ะค่ะ สวัสดีค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ณะโม วันที่ตอบ 2010-04-21 08:18:20


ความคิดเห็นที่ 8 (1492400)

วันที่ 4 ฟรีสไตล์ ไปเที่ยวสงกรานต์ในตัวเมือง ครั้งแรกที่ได้มาเล่นแบบนี้ สนุกมาก

ฟ้องด้วยภาพค๊า...... ^o^

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nin nin nin วันที่ตอบ 2010-04-21 10:42:53


ความคิดเห็นที่ 9 (1492440)

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ค่ะ  ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม  แต่ได้ไปในช่วงเวลาที่เหลื่อมซ้อนกัน  เลยฝากประสบการณ์นี้ไว้ในกระทู้  เพื่อรวบรวมเรื่องราวในช่วงเวลาเดียวกันไว้ด้วยกัน  แต่สำหรับเรื่องราวด้านล่างน่าจะเป็น 7 วันที่ฉันไม่รู้สึกตัว

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-21 17:26:54


ความคิดเห็นที่ 10 (1492441)

เดิมทีข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะเล่าประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้  เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว สุข  เศร้า เคล้าน้ำตา  แต่ครูบาอยากให้เล่าให้หลายๆท่านฟัง  เพื่อรักษาสัญญา เลยเป็นที่มาของประสบการณ์ครั้งนี้  ขอเล่าแบบจากเพื่อนถึงเพื่อน บางเรื่องก็อายเพราะดูเหมือนจะตีแผ่ความไม่เอาไหนให้ผู้คนได้รับรู้  บางเรื่องก็เป็นเรื่องครอบครัว  ใครที่มีครอบครัวคงจินตนาการออกระหว่างแม่ขี้กลัวที่ห่วงลูกมากๆ  กับลูกสาวที่ไม่กลัวอะไรแถมเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ 

ถ้าใครยังพอจำข้าพเจ้าได้  คงนึกออกถึงประสบการณ์การปฏิบัติธรรมครั้งแรกที่วัดป่ามหาปํญโญที่ post ไว้  นี่เป็นครั้งที่สองที่มีโอกาสไป ครั้งนี้เป็นหน้าร้อนระหว่างวันที่ 4-13 เมษายน 2553 ข้าพเจ้ามีนักศึกษาปีสุดท้ายที่ต้องรับผิดชอบ กว่าจะเรียบร้อยและจองตั๋วได้คือวันที่ 27 มีนาคมช่วงเวลาดังกล่าวมีสาเหตุเพียงว่ามีตั๋วไปและกลับในวันดังกล่าว 

ข้าพเจ้ามีปัญหาในการปฏิบัติอย่างมาก  ปฏิบัติมา 6-7 ปี อยู่ในกลุ่มซื่อแต่ดื้อ   เมื่อต้นปีมีอาการเบื่อการปฏิบัติอย่างมาก    ไม่สามารถปฏิบัติในรูปแบบได้เลย หลับได้ภายใน 5 นาทีของการเดินจงกรม แต่เนื่องจากมันเป็นความเคยชินจนรู้สึกไม่ทำไม่ได้ เลยต้องใช้การขยับนิ้ว การพลิกเหรียญไปมาเวลานั่งรถ เดินเล่นๆแบบออกกำลัง  ประคองตัวเองเรื่อยมา

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-21 17:33:27


ความคิดเห็นที่ 11 (1492444)

อาศรมวงศ์สนิท  (อาศรมหลับสนิท)

คุณอภิสิทธ์จากกลุ่มเพื่อนสติ มาชวนเข้าคอร์สที่อาศรมวงศ์สนิท เป็นเวลา 4 วันโดยหลวงตากรุณามาดูแลด้วยตนเอง  ตอบรับไป  ในใจอยากลองดูเกิดจะช่วยอาการเบื่อได้

วันแรกของการปฏิบัติ  อาจกล่าวได้ว่าได้อารมณ์  แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 -4 ขอใช้ภาษาที่ไม่สุภาพแต่ตรงใจว่า ดูเหมือนนรกจะมีจริง  ความเบื่อได้เข้ามาเกาะกุมใจ  เอายังไงก็ไม่ออก  เริ่มง่วงตั้งแต่ 7 โมงเช้าของวันที่ 2 และได้ทำทุกวิถีทาง  ลืมตาโตๆ  ล้างหน้าจนแทบจะอาบ  เดินกลางแดด เดินบนกรวด วิ่งจงกรม เดินเซไปเซมาเหมือนคนเมา  ไม่มีสติใดๆเหลือนอกจากความเคารพกฎ  และไม่มีสักครั้งที่รู้สึกว่าจะชนะความง่วง  สุดท้ายแอบนอน ด้วยการเอาหน้าผากพิงบ้านดิน  โดยมีมือหนึ่งเคาะบ้านดินเพื่อให้มีการเคลื่อนไหว  แม้กระนั้นก็หลับ หน้าก็ไปครูดกับบ้านดิน  สิ้นสุดความอดทนเกิดขึ้นเมื่อขณะหนึ่งมองไปข้างนอก ไม่เห็นคน ต้นไม้ เห็นแต่แดดเป็นสีเหลืองอ่อนๆ  ดูนาฬิกาเวลา 14.00 เหลืออีก 3 ชั่วโมง  อาการแบบนี้  ทนไม่ไหวแล้ว  เมื่อเข้าคอร์สต้องทำคือต้องทำ  ข้าพเจ้าต้องแก้ไข  เอาหัวโขกบ้านดิน  บางครั้งแค่รู้สึก บางครั้งก็เจ็บมาก แม้กระนั้นก็ไม่หายง่วง ในใจนึกถึงที่หลวงตาเรียกอาจารย์หมอ  แตกเป็นแตก ก็ให้หมอเย็บ   โขกจนเจ็บหน้าผากไปหมด แต่ไม่หาย 

นาทีที่หายเกิดขณะโขก  เห็นก้อนๆหนึ่งหลุดจากใจ เดินทางมาตามหน้าอกและไปที่ตา เมื่อก้อนนี้ไปอยู่ที่ตา ร้องไห้ออกมา นาทีนั้นรู้สึกมันคือก้อนทุกข์ไม่ใช่ปิติ  ผลทำให้วันที่ 3 ไม่ง่วง  แต่วันที่ 4 เหตุการณ์เดิมก็กลับมาอีก  กลับมาบ้านวันจันทร์ ไปทำงานไม่ได้ เหมือนหัวมันชาไปหมด  ทุกครั้งที่เรื่องความง่วงให้ใครฟัง  อยากจะร้องไห้  เหมือนมันทุกข์มาก นั่นเป็นที่มาของการปฏิบัติในครั้งนี้  ข้าพเจ้าบอกแม่  ถ้าเป็นอย่าเดิมคงจะเลิกไปปฏิบัติที่ไหนแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-21 17:41:00


ความคิดเห็นที่ 12 (1492446)

วัดป่ามหาปัญโญ

วันที่ 4 เมษายน  วัดเปลี่ยน  ความรู้สึกเปลี่ยน

นอกจากครูบาเจ๊าะ  แล้วยังมีครูบาโบ๊ตมาเพิ่มอีก 1 รูป  ซนหายสาบสูญ เหลือแต่ซุก เฉาก๊วยถูกราคะครอบงำจนตาย (ติดสาวเลยโดนรุมกัดจนตาย)  มีสมาชิกมาเพิ่มใหม่คือ สามหมา (ปลาทู ดำ และมอม)  เรือนครูจิ๋วที่เคยพัก ถูกปิดตายสำหรับฆราวาส จะเป็นเรือนสำหรับพระเท่านั้น    ศาลาพักผู้หญิงอยู่ระหว่างการสร้างห้องน้ำ  ข้าพเจ้ากับแม่เลยได้อาศัยศาลาพักผู้ชาย มีน้ำตกไหลผ่านหน้าศาลา  ด้านหลังติดภูเขา ฤดูร้อนตอนหกโมงกว่าจะเห็นหิ่งห้อยมาบินอยู่แถวน้ำตก  เป็นบรรยากาศที่ศาลาผู้หญิงคงต้องอิจฉา  วัดมีไฟใช้แล้วทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำตก  อย่างแรกใช้ได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง  อย่างหลังเนื่องจากตอนนี้แล้ง  น้ำตกแห้ง เลยไม่มีให้ใช้ แต่อยากให้ไม่มีไฟ  มันธรรมชาติดี  วันนี้ครูบาบอกให้เราทำความสะอาดที่พักและพักผ่อน  พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

การมาครั้งที่ 2 นี้ รู้สึกคุ้นเคยกับวัด และอาจเป็นความชอบบรรยากาศ ความรู้สึกเหมือนวัดและทุกๆสิ่งมีชีวิตเป็นบ้านและครอบครัวของข้าพเจ้า   ครอบครัวและหน้าที่การงานที่กรุงเทพมันเหมือนอยู่ในโลกหรืออีกมิติหนึ่ง   ลึกๆรู้สึกตายจากทุกสิ่ง และนี่คือโลกปัจจุบันของข้าพเจ้า  โลกอันสงบ

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-21 17:50:26


ความคิดเห็นที่ 13 (1492447)

วันที่ 5 เมษายน อุ่นเครื่อง

ครูบาบอกให้หาทางเดินจงกรมทางด้านหลังที่พัก  เพราะทางด้านที่เคยเดินมีการก่อสร้าง  อีก 2-3 จะเรียบร้อย วันนี้คงเรียกช่วง warm-up เดินจงกรมเป็นหลัก ปัญหาที่พบเป็นเพียง อากาศที่ร้อน ทางเดินที่ขรุขระ ทำให้เจ็บที่เท้า เมื่อยขา เดินไม่ได้อารมณ์ใดๆ แต่ความง่วงก็ยังไม่มาเยือน  คิดถึงนำแข็งเป็นบางครั้ง

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-21 17:54:23


ความคิดเห็นที่ 14 (1492448)

วันที 6 เมษายน ศัตรูตัวร้าย

ยังเดินที่เดิม  และปัญหายังเป็นเรื่องเดิม แต่ตอนบ่ายที่รู้สึกเบื่อจังเลย ความง่วงได้กลับมาทันที  เริ่มหาวและมากขึ้นเรื่อยๆ  ในใจมีแต่ความกังวลและตกใจ  ไม่รู้จะทำอย่างไร  สุดท้ายก็แหกกฎ  เดินกลับที่พัก  อาบน้ำและหยิบ mp3 เสียงเทศน์ของหลวงพ่อคำเขียนติดมือไปด้วย แอบครูบาฟัง mp 3 หวังว่าจะมีประโยคใดโดนใจให้แก้ปัญหาได้  การฟังทำให้ความง่วงลดลงแต่ไม่หมดไป  และความทุกข์เริ่มกลับมาเยือน  กลัวเหลือเกินว่าเหตุการณ์ที่อาศรมจะกลับมาอีก  กลับไปที่พัก  แม่บ่นไม่สบายจากการเผาป่า  วันนี้โดนกระหน่ำ 2 เรื่อง

แหกกฎอีกรอบ  ด้วยการอ่านหนังสือทางลัดสู่การบรรลุธรรม (ทั้ง mp3 และหนังสือเตรียมมาอ่านระหว่างการเดินทาง)  หวังว่าจะค้นพบทางแก้  และจู่ๆ มันก็ขึ้นมาจริงๆจากใจไม่ใช่หนังสือ  จะกลับไปเหมือนกับวันแรกที่ปฏิบัติในชีวิต  ไม่รู้อะไร  นอกจากจะรู้กายแบบซื่อๆ  และเป็นลูกโซ่  จะทำเท่านั้น  ไม่ดูจิต  ดูความคิดใดๆทั้งสิ้น  วันนี้นอนเร็ว เนื่องจากแม่ไม่สบาย  และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ตื่นมาปฏิบัติใดๆทั้งสิ้น

ผู้แสดงความคิดเห็นวันที่ตอบ 2010-04-21 17:58:45


ความคิดเห็นที่ 15 (1492449)

วันที่  7 เมษายน ลองวิชา

มุ่งมั่นกลับไปทางเดินจงกรมเดิม  เริ่มรู้กาย  ทำแรกๆ อาศัยความจงใจ  ใส่น้ำหนักไปที่เท้า  หลังๆพอรู้สึกโอเค  ก็จะปล่อยตามสบาย  รู้เท่านี้จริงๆ  ไม่ได้ไปรู้สึกอย่างอื่น  เห็นความคิดฟุ้งซ่านตลอดเวลา แต่เหมือนอยู่อีกที่  ไม่ได้สนใจ  เมื่อถูกความคิดลากไป  ก็เพิ่มน้ำหนักเท้านิดหนึ่ง  เรียกว่า มีอารมณ์อะไรขึ้นมา ก็ไม่ได้ดู ไม่สนใจ เกิดอะไรมาก็กลับบ้านคือกาย  เหมือนรู้กายเป็นอย่างเดียว  ประคองไปอย่างนี้ตลอดวัน  ความง่วงไม่มาเยือน  อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี  กลับไปแม่บอกว่าไม่สบายมาก  รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน

ผู้แสดงความคิดเห็น Perth วันที่ตอบ 2010-04-21 18:02:54


ความคิดเห็นที่ 16 (1492452)

ขอให้ผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ขอให้มีความสุขๆๆทุกๆๆคน

เป็นที่ทุกท่านน่าจะไป เคยไปมาแล้ว  สงบเงียบ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ตุ๊กติ๊ก วันที่ตอบ 2010-04-21 19:19:59


ความคิดเห็นที่ 17 (1492493)

วันที่ 8 เมษายน  เสียน้ำตา

ข้าพเจ้าคิดเองว่า การที่แม่เดินอยู่รอบที่พัก  ทำให้ไม่ได้อารมณ์ และเป็นสาเหตุที่ส่งเสริมการไม่สบาย  เช้านี้เลยชวนแม่ ไปเดินรอบวัด    เราจะไปหาที่เดินจงกรมกัน  จนผ่านหน้ากุฏิครูบา  ครูบาบอกตอนนี้ช่างไม่ทำงานแล้ว  ให้ไปเดินที่ต้นลิ้นจี่  ที่อยู่ใกล้น้ำตก  ต้นลิ้นจี่ร่มรื่น  แต่แม่ชอบที่โล่งๆ โปร่งๆ  ข้าพเจ้าเลยแนะนำให้แม่เดินทางเดินที่ข้าพเจ้าเดินครั้งที่แล้ว  ไม่ร่มมาก แต่โล่งๆ  แม่โอเค   ครูบาแนะให้ข้าพเจ้าไปเดินหลังก้อนหิน ติดกับน้ำตก   แถมโปรโมตว่าคุณหมอพรทิพย์ชอบ  มาเดินทุกที   ข้าพเจ้าชอบมากเพราะมีบริเวณที่ชื้นๆเหมือนร่องน้ำ  ซึ่งเดินแล้วนุ่มเท้าดี   ไม่เจ็บเท้าเหมือน 3 วันที่ผ่านมา  และเย็นกว่า แม่ไม่ชอบบอกว่ามันเปลี่ยวเกินไป  ข้าพเจ้าดื้อเดินบริเวณนี้   มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ ระหว่างเดินอยู่มีของหนักๆตกจากภูเขา กลิ้งมา  ไม่รู้ว่าอะไร   โชคดีที่มอมและดำเห่า  เห็นงูสีดำตัวขนาดแขนกำลังมุดหนี วันนี้มีเหตุการณ์แปลกๆ บางช่วงเห็นตาตัวเองเปลี่ยนไป  เหมือนมันใสและบางมาก คมเหมือนใบมีด  เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง แต่แป๊ปเดียว   เนื่องจากพื้นที่เรียบและเย็น  ทำให้การเดินวันนี้เป็นที่เพลิดเพลิน  กำลังเดินเพลินๆ  แม่มาบอกให้กลับ  ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่ได้เวลา  เลยบอกแม่ว่าได้อารมณ์  ให้แม่มาเดินใกล้ๆ  แม่เดินได้สักพัก ก็ให้กลับ เราทะเลาะกัน แม่โมโหจนร้องไห้  แม่พูดหลายคำที่ทำให้ข้าพเจ้าจิตใจตกต่ำมากๆ  จนเดินกลับมานั่งซึมที่สะพานที่พัก  สุดท้ายตัดสินใจบอกแม่  สถานการณ์แบบนี้อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์  เดี๋ยววันที่ 10 มีรถเข้ามาเราจะกลับออกไป  แม่ร้องไห้ขอโทษ  แต่ใจที่ตกของข้าพเจ้าก็ยังไม่ขึ้นมา  พยายามออกมาเดินจงกรม  แต่ไม่ช่วย  เดินกลับไปนอน  นอนสักพักก็รู้สึกผิดกับครูบา  เลยกลับมาเดินจงกรมใหม่จน 2 ทุ่มกว่าเลยกลับไปนอน  แม่นอนร้องไห้  ข้าพเจ้ารู้สึกทุกข์เข้าครอบงำใจ  ที่ปฏิบัติมาก็มาสิ้นท่าตรงนี้  รอดูพรุ่งนี้ค่อยตัดสินใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 12:30:36


ความคิดเห็นที่ 18 (1492495)

วันที่ 9 เมษายน  วันตัดสินใจ

วันนี้ตอนฉันเช้า  ครูบาบอกแม่ว่าให้ไปเดินที่สวนลิ้นจี่ด้านบนที่โปร่ง โล่งอย่างที่แม่ชอบ  พาแม่ไปดู  แม่บอกจะเอาที่เดิม   งั้นข้าพเจ้าเอา  ความง่วงยังไม่กลับมา แต่ต้องกลับมาทนกับทางเดินจงกรมที่ขรุขระ  สะดุดรากไม้เป็นระยะ เจ็บเท้าดี   สวนลิ้นจี่นี่เป็นอีกแห่งที่ข้าพเจ้าชอบ  ตอนเย็นบอกให้แม่กลับก่อน ครูบาปลูกต้นไม้อยู่ใกล้ๆ  เดินต่อจน 5 โมงกว่า ชอบช่วงเวลานี้ ความอิสระ อากาศที่เย็นลง และธรรมชาติที่สงบ   รู้สึกถึงความสุข แต่ไม่ใช่อารมณ์การปฏิบัติ สุขจากการได้ทำในสิ่งที่อยากทำในธรรมชาติที่สงบนั่นเอง   ตัดสินใจอยู่ต่อ

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:04:52


ความคิดเห็นที่ 19 (1492496)

วันที่  10 เมษายน  หมู่คณะ

วันนี้เราจะมีสมาชิกเพิ่มอีก 10 คน เป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ต้องปรับตัว  วางแผนที่จะกลับไปที่น้ำตก  แม่คงดีขึ้นที่มีคนมามาก  ข้าพเจ้าเลยบอกครูบาว่าชอบทางเดินที่น้ำตกแต่แม่ไม่ยอม  ครูบาเลยบอกแม่ว่าวันนี้จะหาคนไปเดินเป็นเพื่อน   แต่แม่ก็ยังเดินไปส่งพร้อมกับให้ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะออกมาก่อน 4 โมง  แม่ไปเดินที่สวนลิ้นจี่แทนข้าพเจ้า  วันนี้ได้กลับไปที่เดิม  แต่อะไรก็ไม่เหมือนเดิม  ทางเดินที่เป็นร่องน้ำ ตอนนี้แห้งผากและไม่นุ่มเท้าอีกแล้ว  เดินสลับกับนั่ง   นั่งได้นานโดยไม่ง่วง   ถ้าง่วงแค่ขยับมาเดินก็หาย    ต้องคอยสังเกตแดดว่า 4 โมงหรือยัง  บ่ายแก่ๆ วันนี้หละที่เห็นขั้นตอนการง่วงอย่างชัดเจน   รู้สึกเดินจนเหนื่อย  ขยับลงนั่ง แว๊บหนึ่งที่เริ่มเบื่อ   เห็นใจมันมีน้ำหนักขึ้นมาทันที   ที่โบราณเขาว่า หนักใจไม่มีผิด   พอเห็นทัน  ก่อนน้ำหนักจะเพิ่ม    ขยับเดิน  น้ำหนักนั้นหายไป  ความง่วงก็หายไป   ทั้งหมดมาจากการเฝ้าดูกายและไปเห็นเอง   เห็นแล้วก็กลับมาดูกายตามเดิม  เดินต่อ ไม่รู้กี่โมง  คอยสังเกตแดดเอา  แต่ต้องไปแล้วสินะ  ขึ้นไปเดินต่อด้านบน   เนื่องจากสมาชิกที่มาก  เริ่มมีการทำวัตรเย็น   ไม่ยาวนัก  แล้วแยกกันไปปฏิบัติ  ข้าพเจ้าและแม่เดินที่ศาลากลาง  มีคนมานอนเป็นเพื่อนแม่    ข้าพเจ้าเลยขอแยกไปนอนเต็นท์    แล้วก็เริ่มชอบการนอนเต็นท์

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:19:17


ความคิดเห็นที่ 20 (1492497)

คอยติดตาม รออ่านของคุณเพิร์ธ และเพื่อนในกลุ่มทุกคน

อนุโมทนากับคุณเพิร์ธ คุณแม่ และทั้งทีม นะคะ

ขอให้เจริญในธรรม ยิ่งๆ ขึ้นไป

รู้สึกว่าสภาวะอารมณ์ที่ได้.....สวยงามยิ่งนัก กับความเพียรพยายาม ขอให้กำลังใจปฎิบัติต่อไปค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ใบไผ่ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:22:13


ความคิดเห็นที่ 21 (1492498)

วันที่  11 เมษายน อยู่เย็น เป็นสุข

                วันนี้ข้าพเจ้ากลับไปที่น้ำตก  แล้วกลับขึ้นมาปฏิบัติที่สวนลิ้นจี่   แม่ช่วยครูบาปลูกต้นไผ่ เราอยู่กันเกือบ 6 โมงเย็น ข้าพเจ้ามีอาการเหนื่อยและเจ็บส้นเท้าจนน่าจะมีปัญหากับการเดิน ซึ่งทราบที่หลังว่าเกิดจากการที่ข้าพเจ้าเลือกทางเดินที่ไม่เรียบเป็นเนิน    แต่ข้าพเจ้ามีความสุข

7 วันที่ผ่าน ข้าพเจ้าประเมินผลตัวเอง พบว่าไม่ได้อารมณ์อะไร ไม่มีการเดินแล้วตัวเบา เกิดปิติ อารมณ์ยังล้นเหลือ   ความคิดยังมากมาย มีแต่ความพยายามที่จะปฏิบัติในแต่ละวัน ยังไม่อยากกลับบ้าน และทุกเช้ายังอยากกลับไปทางเดินจงกรม แก้ปัญหาง่วงได้  

คืนนี้ ระหว่างเดินที่ศาลา ข้าพเจ้าขออนุญาตครูบาว่าพรุ่งนี้จะไม่มาร่วมกินข้าว จะไปปฏิบัติ    ครูบาบอกว่าไม่ดีมันอยาก  ข้าพเจ้าบอกไม่ใช่อยากเพราะได้อารมณ์  แต่พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วอยากใช้เวลาให้เต็มที่  ไม่อยากคลุกคลีหมู่คณะ  อาหารการกินไม่ต้องห่วง  กลับถึงกรุงเทพก็กลับไปกินได้เหลือเฟือ  ครูบาอนุญาตและจะให้แม่ห่อข้าวไปให้

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:23:29


ความคิดเห็นที่ 22 (1492499)

วันที่  12 เมษายน รางวัลของความเพียร

ตื่นมาเดินจงกรม  เห็นครูบาไปบิณฑบาต  ข้าพเจ้าเดินขึ้นเขาด้านหลังที่พัก  เดินไปเรื่อยๆ  บรรยากาศตอนเช้าดีจริงๆ  เดินผ่านคุณหนุ่ยที่เก็บอารมณ์  เกิดปิติขึ้นมา   มาจนถึงสวนลิ้นจี่  ระหว่างเดินไม่รู้สึกว่าตัวเองได้ปฏิบัติอะไร   รู้สึกแต่สุขสงบ จนรู้สึกว่าตัดสินใจถูกที่ขอขึ้นมา   เดินมาถึงแคร่ตรงสวนลิ้นจี่ด้านบน  นั่งดื่มนมกล่อง  และรู้สึกหนาวมาก  ได้แต่คิดว่า ข้างบนนี้อากาศเย็น  ธรรมชาติที่สงบและความผ่อนคลาย  ทำให้เข้าใจคำว่า สุข สงบ  ร่มเย็นเป็นแบบนี้เอง

เริ่มขยับมือ   บางสิ่งเปลี่ยนไป  เสียงนกร้องเมื่อกี้  ทำไมมันชัดมากๆ และดังเซ็งแซ่ในหู  ตาเปลี่ยนไป  เหมือนมันใหญ่มาก  ตามันใสแบบกระจกที่ใสมากๆ บางแบบอากาศ และคมจากความบางนั้น  เมื่อหลายวันก่อน  มันยังหนา นี่บางอย่างกับอากาศจริงๆ  ดูไปทางไหนเหมือนมันใสไปหมด ไม่ใช่ของข้างนอกใส  แต่ตามันใสเหมือนไม่ใช่ตาข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าก้มลงดูตัวเอง   มันมีอยู่แต่ไม่มีน้ำหนัก  นานพอควร  ก้อนสะอื้นดันกันขึ้นมาจากกลางอก  หลายครั้งมาก  ข้าพเจ้าพยายามกลั้นน้ำตา  และทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม  แต่บางสิ่งในตัวข้าพเจ้าเปลี่ยนไป  ไม่รู้อะไร  แต่มันเปลี่ยน    ปรากฏการณ์นี้เสมือนเป็นรางวัลหรือโบนัส  ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าปฏิบัติไม่ได้อะไร  นอกจากได้ทำ  คงได้อะไรบ้าง  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเมื่อข้าพเจ้ามีความเพียร  อดทน  ธรรมะจะแสดงปรากฏการณ์บางอย่างให้เห็นผลของความเพียร

ข้าพเจ้าขยับตัวเดินกลับไปที่สวนลิ้นจี่ เริ่มเดินจงกรมและนับหนึ่งใหม่เหมือนวันแรกที่มา  ปรากฏการณ์นั้นได้ผ่านไปแล้วเหมือนฝนดาวตก   ข้าพเจ้าก็มีหน้าที่กลับมาปฏิบัติเหมือนเดิม  แม่มาส่งเสบียง  หอบเสบียงกลับไปที่ริมน้ำตกเหมือนเดิม   และเริ่มทำงานเดิมๆ  มีบางครั้งที่รู้สึกตัวหาย  จนเผลอลูบหน้าเป็นบางครั้ง  มีบางครั้งที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่มันก็จางไป  ความรับรู้ยังคงอยู่   ปิติยังคงอยู่   แต่อะไรที่เกิดได้ผ่านไปแล้ว 

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:38:04


ความคิดเห็นที่ 23 (1492503)

วันที่ 13  สงกรานต์

วันนี้ตื่นมาเดินจงกรม   เดินสักพักก็จะเข้าไปในสมาธิ   แต่เดินไม่ได้มาก  เรามีพิธีสรงน้ำครูบา   ครูบาขอให้อยู่ต่ออีก 5 วัน อยากให้เก็บอารมณ์ แต่สุดท้ายเราก็กลับ ระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน ใจมันดูเหมือนจะวูบเพื่อเข้าสมาธิเป็นระยะ ก็พยายามดึงมันกลับอยู่ร่ำไป ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนไป

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 13:44:31


ความคิดเห็นที่ 24 (1492522)

วันที่ 14 เมษายน  กลับบ้านแล้ว

                กลับมาสู่โลกอันวุ่นวายเหมือนเดิม ศึกกีฬาสี   ผู้คนล้านแปดและโลกของวัตถุ

                กราบขอบพระคุณหลวงตา

                กราบขอบพระคุณครูบา  ที่พยายามสงเคราะห์ญาติโยมในทุกๆด้าน

                กราบขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนในการช่วยกันสร้างวัดป่ามหาปัญโญ  โดยเฉพาะชาวเชียงใหม่  ที่ช่วยกันสร้างและดูแล  บุญที่ทุกท่านสร้างได้ส่งผลมายังข้าพเจ้าและผู้มาปฏิบัติธรรมทุกคน

ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่าน  ขออภัยมา ณ  ที่นี้ถ้ามีข้อความใดไม่เหมาะสม

ประโยชน์ใดๆ จากข้อเขียนนี้ แม้มีเพียงน้อยนิด  ข้าพเจ้าขอมอบเป็นอาจาริยบูชาทดแทนพระคุณหลวงตา และครูบาเจ๊าะ

ครูบาโบ๊ต  พูดว่า ท่านปฏิบัติเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต

ผู้แสดงความคิดเห็น เพิร์ธ วันที่ตอบ 2010-04-22 14:18:10


ความคิดเห็นที่ 25 (1492589)

วันนี้ได้รับสาส์นจากวัดป่ามหาปัญโญ ดังนี้ค่ะ...

"ครูบาเจ๊าะขอสั่งให้สมาชิกกลุ่มคุณวัดใจเขียนรายงานอารมณ์ลงในกระดานสนทนานี้ทุกคน หากใครไม่เขียน ถือว่าไม่เคารพธรรม"

รับทราบ รับปฏิบัติด้วยนะค๊า ^^

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nin nin nin วันที่ตอบ 2010-04-23 11:57:02


ความคิดเห็นที่ 26 (1492607)

เมื่อกี้งานยุ่งเลยรีบเขียนไปหน่อย ใจความยังไม่ชัดเจนครบถ้วน

คือ ที่ครูบาขอให้ทุกคนเขียน เพราะจะได้เป็นการแบ่งปันความรู้สึกประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติที่วัดป่ามหาปัญโญซึ่งแตกต่างจากวัดป่าโสมพนัส  

ครูบาบอกว่าไม่ต้องกลัวหรืออายว่าสิ่งที่ได้จากการปฏิบัติจะน้อยกว่าคนอื่น ไม่ต้องเขียนเล่าให้วิลิศมาหรา ไม่ต้องเขียนเล่าธรรมขั้นปรมัตถ์สูงส่ง เพราะไม่ได้ให้เขียนเพื่อโอ้อวดกัน แต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์แก่ผู้ร่วมทาง อะไรที่เราว่าได้แค่เล็กๆน้อยๆ อาจจะช่วยจุดประกายให้คนอื่นได้เกิดศรัทธา เกิดฉันทะ เกิดวิริยะ ตามมาร่วมทางก็ได้

แค่เล็กๆน้อยๆ ก็คือธรรมะ อย่าดูถูกธรรมนั้น เล่าไป เขียนไปตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่ยอมเขียน อายที่จะแบ่งปัน ก็แสดงว่าไม่เคารพหรือดูถูกในธรรมที่ตัวเองได้นั่นเอง

ครบถ้วนดีแล้วนะคะ

ป.ล. ย้ำ! โดยเฉพาะหัวหน้าทีม พี่ใหญ่ทั้งสองคน

สาธุ...

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nin nin nin วันที่ตอบ 2010-04-23 16:53:05


ความคิดเห็นที่ 27 (1492644)

 7 วันในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ขอเล่าประสบการณ์ที่ทั้งโหด/ความกลัว /ทุกข์/ตื่นเต้น/และสุข ในการปฎิบัติ6 วันเต็ม

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ข้าพเจ้าประทับใจสุดๆๆคะ ได้รับความเป็น อิสระแต่ดูเหมือนไม่อิสระติดตามตอนค่อไปนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 13:03:59


ความคิดเห็นที่ 28 (1492700)

วันที่ 10  ถึงวัดป่ามหาปัญโญ

หลังรายงานตัวทั้งทีม6 สาวกับ 1 หนุ่มกับครูบาเจ๊าะเรียบร้อย  ท่านได้พาไปดูที่พักซึ่งเป็นที่พักชาย ดีใจมากที่ได้พักกับคุณน้าพรทิพย์  แต่คาดไม่ถึงว่าครูบาบอกให้นอนเต้นท์เชิงเขา ก็รับปากว่าจะนอนเข้าใจว่าอยู่ใกล้กัน  ตัวเองอยู่บนเขา และน้องอีกคนอยู่ด้านล่างยังไม่น่ากลัว

ได้เริ่มอยู่กับทางจงกรมประมาณ10 .30 น. ยังไม่ทันเที่ยงเลย(ความง่วง)มาต้อนรับอย่างรวดเร็ว ไม่นานน้องเบื่อก็ตามติดๆ  ความขี้เกียจก็เริ่มต่อรองเกิดขึ้นในใจ (นึกถึงครูบาบอกว่ามาครั้งนี้ให้อิสระเต็มที่จะพักผ่อนก็ได้ไม่ว่ากัน  "เราจะกลับที่พักดีมั้ย") เราจะยอมแพ้ไม่ได้เรามาเพื่อศึกษาชีวิตตัวเองให้เข้าใจ หลังจากนั้นอึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง   เน้นเดินจงกรมออกจากความง่วงได้บ้างไม่ได้บ้าง นึกถึง"หลวงตาสอน"ว่าอย่าหนีความง่วงความเบื่อ พยามยามชนกับมัน ที่สุดของที่สุดก็ออกจากความง่วงได้    เห็นแต่ความคิดดับไม่เห็นตอนเกิดหรอกคะ

ถึงเวลาอาบนำเตรียมไปสวดมนต์ทำวัตรเย็น  หลังจากนั้นครูบาให้กลับไปพักผ่อน เมื่อเดินไปที่เต้นท์รู้สึกว่าวังเวงน่ากลัว มีน้องอยู่ใกล้ก็อุ่นใจ  แต่ด้วยความที่มีสำนึกอยู่บ้างเป็นนักปฎิบัติเลยเดินจงกรมต่อในความมืดที่มีแสงเทียนเล็กๆ เมื่อถึงเวลาเข้านอนในเต้นท์ ความกลัวเริ่มมาเยือนบวกกับความคิดปรุงไปต่างๆ เสียงสัตว์ที่สลับกันร้องเสียงใบไม้ที่เกิดสังขารปรุงแต่งว่าเป็นเสียงคนเดิน เกือบจะร้องไห้ในคืนแรก จุดเทียนในเต้นท์นั่งสร้างจังหวะให้รู้สึกตัวชัดๆเพื่อกำจัดความกลัว  ความกลัวเริ่มคลายนอนหลับด้วยไม่มีนาฬิกาและครูบาบอกว่าจะไม่ตีระฆัง ตื่นเรียก(น้องนะ)ตอนตี 02 .00 น.

ชวนกันไปเข้าห้องนำ น้องบอกว่าเราไม่ต้องกลับไปทีพักแล้วนอนที่ห้องนี่แหละ ด้วยความกลัวยังมีอยู่ก็นอนต่ออย่างไม่ลังเลเลย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 14:14:50


ความคิดเห็นที่ 29 (1492773)

  11 เมษายน  (วันที่ 2 ของการเรียนรู้ธรรมชาติชีวิต)

 ตื่นตี 03.30  เตรียมตัวทำวัตรเช้า ครั้งนี้มีลูกไปด้วย ความอิสระหายไปชั่วขณะ  ความห่วงเกิดขึ้น  คือลูกไม่ยอมตื่นต้องคอยเรียกให้ตื่น รู้สึกตัวเองเกิดหงุดหงิดทันทีที่เห็นลูกไม่ตั่งใจต้องคอยควบคุมดูแลเขาตลอดเวลา   หลังจากสวดมนต์เสร็จ ครูบาสั่งให้หัวหน้าทีมเก็บอารมณ์  ก็รับปากท่านแต่โดยดี 

ด้วยความรับผิดขอบเรื่องสลับเวรทำอาหาร ก็เดินเข้าครัวก่อน ครูบาเดินตามบอกที่ในครัวยังไงโยมก็ควรเก็บอารมณ์ หลังจากครูบาออกบิณฑบาตร

เร่งรีบทำกับข้าว ในขณะทำอาหารอยู่นั้นสังเกตุดูใจตัวเองตั่งคำถามขึ้น" เรามาเพื่ออะไร?   เราหนีความวุ่นวายจากข้างนอกเพื่อมาอยู่สถานที่เงียบแต่เรามาคลุคลีกับหมู่คณะและลูก  อย่างนี้เราอยู่บ้านไม่ดีกว่าหรือ  

หลังทานข้าวเสร็จ รีบหนีไปที่พักในป่าเพื่อเร่งทำความเข้าใจในธรรมชาติของตัวเอง ทำความเพียรเดินจงกรมสลับนั่งสร้างจังหวะที่เชิงเขาแต่ใจรับรู้เสียงที่กระทบจากฝั่งศาลาแล้วปรุงได้เป็นเรื่องเป็นราว  พยายามดีงมาอยู่กับกาย วันนี้คิดเยอะมากๆ   ช่วงบ่ายอากาศร่มรื่นทำให้การปฎิบัติในวันนี้ช่วงเย็นนั่งสร้างจังหวะได้นานมากเป็น 3 ชั่วโมงรู้สึกตัวชัด ตอนแรกคิดว่าเป็นความเพลิน  เราอยู่กับตัวรู้ชัดมาก

ตอนเย็นลูกเอานมเปรี้ยวมาให้ ด้วยความสำคัญว่าเป็นลูกเป็นแม่ก็ห่วงคอยกำกับเขาจนได้  เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นความห่วงมาแทนการรู้สึกตัวเรียบร้อย

แต่ก่อนหน้านั้นทำไมเรารู้ไม่ทัน

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 15:36:34


ความคิดเห็นที่ 30 (1492828)

12 เมษายน (วันที่ 3 ขังตัวเองบนเชิงเขา)

วันนี้ตื่นประมาณตอนตี  01.00 น. คือได้ยินเสียงจากไก่ขัน รีบลุกขึ้นมานั่งสร้างจังหวะในเต้นท์  แต่ก็อีกหลายชั่วโมงนานมากกว่าไฟในศาลาเปิด

วันนี้ตื่นแล้วรู้ว่าความใสธรรมชาติของภายใน ในความมืดไม่คิดว่าความมืดป็นอุปสรรคอีกต่อไป  เดินจงกรมจากที่เคยจุดเทียน3 เล่ม วันนี้จุดแค่เล่มเดียว  เริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่เรากลัวเกิดจากใจเราเอง ความกลัวหายไปรู้สึกใจปลอดโปร่งจริงๆ 

เริ่มมีอุปสรรคมาเยือนเมื่อถึงเวลาอาหาร จะมีระฆังดัง 1ครั้ง เริ่มมีความคิดว่าเราจะได้ทานอาหารมั้ยมื้อนี้ นั่งรอเผื่อว่าครูบาจะให้ใครมาตาม

ไม่นานน้องโดมมาตาม ครูบาบอกว่าทานข้าวได้ ก็เดินมาปกติ  เข้าไปนั่งในศาลารอทานอาหาร ช่วงเดินไปตักอาหารเห็นแล้วไม่ได้หิวแต่ทำไมก่อนหน้านั้นที่อยู่บนเขาเราได้นึกถึงเรื่องกิน  ตอนนี้มาอยู่กับอาหารแล้วเราก็ไม่อยากกิน ตักแค่ 1 ช้อนเกับข้าวอย่างละนิด 2 อย่าง  วันนั้นอยู่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่นึกหิวเลย  ช่วงบ่ายมีความง่วงบางๆ ผ่านเข้ามาแต่รู้สึกตัวชัด

ช่วงเย็นน้องหญิงเตรียมนำใส่กระติกใบใหญ่ไปวางไว้ รู้สึกละอายน้องที่ดูแลเราขนาดนี้ เริ่มรู้สึกว่าเราต้องเร่งความเพียร วันนี้เราต้องประคองตัวรู้ให้ได้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 16:29:22


ความคิดเห็นที่ 31 (1492831)

13 เมษายน (วันที่ 4 ทุกข์เพราะยึด)

  วันนี้ตื่นปกติ ประมาณตี 02.00 น. เพราะช่วงเช้าทำให้เห็นตัวเองชัดมากๆ  เดินจงกรมไม่เหนื่อย รู้สึกตัวเท้าเบามากรู้สึกเหมือนกับวิ่งเลย เดินโดยไม่เหนื่อย และไม่รู้สึกเจ็บเท้าเลย เกิดประทับใจในการปฎิบัติในรอบเช้านี้มาก ก็เข้าใจที่ครูบาบอกว่าให้ความอิสระเต็มที่เป็นแบบนี้นี่เอง อยู่กับตัวเองถึงจะมีความง่วงบ้าง เบื่อบ้าง ความคิดสั้นไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่กับเรานาน

เมื่อถึงเวลาทานอาหารเช้า ได้ฟังครูบาโบ๊ทและคุณกระติกเล่าอารมณ์ รู้สึกประทับใจ และทราบว่า(คุณน้าพรทิพย์)กลับวันนี้  ด้วยความเป็นห่วงลูกกลับมาอีกครั้ง  ช่วงกลางวันน้องหญิงเอากระเพาะปลาขึ้นไปให้ และเตรียมขนมเยอะมาก  เห็นอาหารแล้วไม่อยากกิน ก็คืนกลับไป                                          ครูบาเดินมาสอบอารมณ์ บอกให้ประคองตัวรู้  นั่นแหละคะว่าสิ่งที่ทำยากที่สุดคือ

แต่เริ่มทุกข์ ลูกจะอยู่กับใคร? นอนยังไง ?ในความรู้สึกนั้นมาเป็นเส้นเหมือนมีรากยึดอยู่ ทุกข์มากๆ ใน5 ชั่วโมงฟุ้งซ่านอยู่กับการห่วงลูกตลอดกลับไปกลับมา  

ถึงแม้เดินจงกรมก็แล้วไม่สามารถคลายได้  เปลี่ยนโดยการไปเข้าห้องนำ และไปตรวจสอบห้องที่ลูกจะนอน ปิดหน้าต่างทุกบานพร้อมใส่กลอน มีอยู่ 1 บาน ใส่กลอนไม่ได้ ก็ใช้เชือก มัดไว้กับบานอื่น หลังจากนั้นอาบนำ ตั่งใจวันนี้เราจะไม่ลงมาเจอใคร 

ความตั่งใจในช่วงเย็นนี้จนถึงกลางคืน ความห่วงลูกยังคอยวนเวียนอยู่ชั่วขณะอยู่ เดินจงกรมกำจัดความห่วงออกพยายามประคองตัวรู้สึกตัว เหมือนที่ครูบาบอก สังเกตุดูใจไปเรื่อยๆ เกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราตายตอนนี้ เราจะดูลูกได้หรือ  เราห่วงลูกเขาอายุ 20แล้วนะ ทำไมเราต้องห่วงเขา เหมือนมีอะไรในแวบนี้บางอย่างหลุดจากใจ มีอิสระบอกไม่ถูก

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 17:20:36


ความคิดเห็นที่ 32 (1492844)

14 เมษายน (วันที่5 เฝ้าดู)

วันนี้ตื่นตอน ตีระฆัง ตี 03.30 น. วันนี้เน้นสร้างจังหวะอย่างเดียวและได้นานที่สุดเท่าที่เคยปฎิบัติมา จนถึงระฆังดังพระฉันอาหารเช้า  วันนี้สังเกตุว่าตัวรู้อยู่กับอาการกายชัดมาก คอยเฝ้าดูตัวเองอยู่ตลอด ลูกส่งอาหาร ก็ไม่สนใจในการมาของลูกเท่าไหร่  ทานอาหารข้าว 1 ช้อนก็อยู่ได้ปกติ

เห็นความหน่ายในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เห็นความคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรก แล้วก็ไม่คิดต่ออีก  เกิดแค่ชั่วขณะเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ดีใจหรือเสียใจที่สภาวะนั้นหายไป   วันนี้รู้สึกตัวเองโปร่งๆบอกไม่ถูก

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 18:33:59


ความคิดเห็นที่ 33 (1492846)

 15 เมษายน (วันที่6 เข้าใจตัวเอง)

วันนี้ตื่นประมาณตี 02.00 น. เพราะนานมากกว่าระฆังดัง ความเงียบสงัดทำให้ทำความเพียรได้นาน  ทำให้เข้าใจตัวเอง   เห็นนิสสัยตัวเองดีและไม่ดี

ปล่อยวางในอารมณ์ที่พอใจหรือไม่พอใจ   

ช่วงบ่ายมีการคิดเตรียมกลับบ้านพรุ่งนี้  ช่วงอาบน้ำตอนเย็นในขณะที่เตรียมกระเป๋า  ตอนนั้นสังเกตุดูใจตัวเอง ใจอยากกลับบ้านมั้ย พอเสร็จแล้วก็เตรียมไปที่พักเดินจงกรมปกติ   ในขณะเดินจงกรม รู้สึกสำลักควันไฟ  ก็เดินออกมาดูตรงฝั่งห้องน้ำ ไฟป่าเริ่มมาใกล้กับน้องหญิงที่อยู่บนเขา แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปทักหรือบอกอะไร เพราะคิดว่าเขารู้ตัวอยู่  กลับมาเดินปกติ รู้สึกเสียงนกเยอะกว่าทุกวัน แสดงว่าไฟเริ่มใกล้ เราแล้ว กะว่าถ้าครูบาหรือใครไม่มาบอกให้ลง จะลงไปอยู่ด้านหน้าที่พัก แต่ไม่นานครูบาให้น้องดาวมาตาม ในขณะลงก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย  เมื่อทุกคนอยู่พร้อมกันที่หน้าบ้านพักชาย  น้องอีกคนไม่มีเตนท์ ก็ให้เขานอน ส่วนตัวเองนอนในห้องพัก ก็เดินจงกรมสักพักก็พักผ่อน

ผู้แสดงความคิดเห็น พีใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 19:11:23


ความคิดเห็นที่ 34 (1492849)

16 เมษายน (วันที่7 ถึงไฟภายนอกลุกแต่ไฟภายในปกติ)

วันนี้ตื่นตอนตี 02.00 เพราะน้องมาปลุกบอกว่าไฟมาใกล้ถึงที่พักเราแล้ว เปิดหน้าต่างดู ยังไงมาไม่ถึงหรอกเพราะว่ามีใร่กั้นอยู่มันไม่มีอะไรให้ไหม้

น้อมดูภายในตัวเองเป็นเพราะเรามีตัวรู้สึกตัวเราไม่ตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้   เดินจงกรมในห้องจนถึง04.30 น.

เตรียมตัวทำวัตรเช้าหลังจากเก็บอารมณ์มาหลายวัน  ครูบาให้ไปเดินจงกรม แต่ด้วยรู้สึกสำนึกที่ทุกคนส่งข้าวส่งน้ำให้ในช่วงเก็บอารมณ์  จะทำอาหารเพื่อตอบแทนพระคุณที่ครูบาบิณฑบาตรเลี้ยงและเพื่อนสมาชิกทำให้  ไม่นานน้องหญิงมาบอกว่าคนที่เก็บอารมณ์ให้ไปบิณฑบาตรกับครูบา ครั้งนี้ขอขัดคำสั่งครูบา ไม่ไปเพราะชั่งน้ำหนักอยู่ตรงนี้เราได้ทำประโยขน์ใด้มากกว่า  และคิดว่าทำครัวเสร็จจะแอบไปปฎิบัติที่น้ำตกสักครึ่งวัน เพราะน้องบอกว่าช่วงสายครูบาจะพาไปพุทธบาทสี่รอย  เพราะว่ามีรถมารับกลับประมาณ 16.00เย็น ก็ยิ้มอยูในใจ เป็นโอกาสของเราแล้ว บอกกับน้องฝนให้บอกว่าไม่ทานข้าวจะกลับตอน10.00 น.  เดินไปเจอหินก้อนใหญ่อยู่กลางน้ำตก น้ำแห้ง นั่งอยู่ตรงนั้นนานพอสมควร มีสัตว์เยอะ แต่สัตว์ที่เคยกลัวที่สุดจะผ่านมาให้เห็นตรงหน้า แต่แปลกกับไม่กลัว นั่งเฉือยมาก เข้าใจว่าใจเรากลัวไปเอง 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 19:43:59


ความคิดเห็นที่ 35 (1492853)

กราบขอบพระคุณหลวงตา ที่มีเมตตา ทำให้ข้าพเจ้ามีความศรัทธา ต่อการปฎิบัติ                                                                                            

กราบขอบพระคุณคูบาเจ๊าะเป็นอย่างสูง เป็นผู้ผลักดันให้ท้าทาย ต่อสู้กับความกลัวเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น  โดยมาจากความอิสระและสถานที่ป่าที่เงียบสงัดธรรมชาติ     

ขอบพระคุณครอบครัวพี่จุ๋มถึงจะไม่ค่อยได้คุยกันแต่สัมผัสได้ด้วยใจที่อบอุ่น

ขอบพระคุณกับญาติธรรมชาวเชียงใหม่ด้วยนะเจ้า

ขอบคุณผู้ร่วมปฎิบัติธรรมในครั้งนี้ สำหรับน้องหญิงและน้องฝน ที่ส่งข้าวส่งน้ำให้   

ที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าการใช้ภาษาไม่ถูกต้องโปรดแนะนำ ด้วยนะคะ                                                                             

ผู้แสดงความคิดเห็น พีใหญ่ วันที่ตอบ 2010-04-24 20:43:09


ความคิดเห็นที่ 36 (1492864)

รายงานการปฎิบัติ

ณ วัดป่ามหาปัญโญ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ....
7 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 10 - 16 เมษายน 2553

เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นรอบในหลายปีที่ครั้งนี้ตัดสินใจไม่กลับบ้าน...

พวกเรารวมตัวกันได้ 7 คน เพียงเพื่อต้องการไปปฏิบัติธรรม 

วัดนี้เคยขึ้นไปเมื่อตอนต้นเดือนมกราคม และหมายมั่นว่าต้องกลับมาอีก เพื่อมุ่งมั่นในการทำความเพียรอีกครั้ง แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้น อยากไปแก้มือ เพราะครั้งก่อนไม่สามารถทะลุอารมณ์ต่างๆ ไปได้ เพราะตื่นเต้นเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับสถานที่ ที่มีน้ำตกไหลผ่านกลางวัด ธรรมชาติยิ่งนัก เวทนาจึงสูงตามไปด้วย

ไปถึงวันแรก... ครูบาก็ให้เลือกที่พัก...แต่พวกเราอยากได้บรรยากาศนอนเต้นท์ ก็เลยขอนอนเต้นท์กันคนละหลัง....โดยจะขอกางเต้นท์เรียงกันใกล้ต้นไผ่

ครูบาก็ไปเลือกสถานที่กางเต้นท์ให้แต่ละคน โดยให้เหตุผลว่า

"พวกเราทุกคนที่ผ่านมาปฏิบัติรวมกลุ่มเป็นหมู่คณะมาตลอด ถึงเวลาที่จะเรียนรู้การอยู่กับตัวเองได้แล้ว เมื่อสถานที่เอื้ออำนวย..อย่าละโอกาสนี้ไป ให้รีบคว้าไว้กับมือ จุดประสงค์ของการมาที่นี่คืออะไร รู้อยู่แก่ใจเราแล้ว"

สรุปครูบาจับแยกนอนเดี่ยว และนอนในป่ากันทุกคน สถานที่กางเต้นท์เป็นที่พระกรรมฐานมาเก็บอารมณ์กัน ก็แสดงว่าสัพปายะยิ่ง มีที่เดินจงกรมอยู่ด้านข้าง ที่ตั้งของเต้นท์แต่ละหลังห่างกันพอสมควร ด้วยความรกของป่า และความสูงต่ำของภูเขา ทำให้พวกเรามองไม่เห็นกัน ตื่นตระหนกนิดหน่อยเพราะเป็นครั้งแรกที่จะนอนในป่าคนเดียว และไม่ได้เตรียมใจมาเพื่อมานอนคนเดียว ...ท่ามกลางป่ารกต้นไม้สูงใหญ่มากมาย...

 

 

เมื่อจัดกางเต้นท์เรียบร้อยแล้วประมาณเที่ยง ก็เริ่มต้นปฎิบัติทำความเพียร ด้วยการเดินจงกรมทันที...เรียนรู้และรีบทำความคุ้นเคยกับสถานที่ให้เร็วที่สุดก่อนฟ้าจะมืด

 

 

หลังทำวัตรเย็นที่ศาลาเสร็จประมาณทุ่มกว่าๆ ความมืดมิดก็เริ่มมาเยือน จะเดินกลับที่พักได้อย่างไร เพราะเต้นท์ที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาสูงชันขึ้นไป กลางป่ามันมืดจริงๆ สำหรับคนเมืองอย่างเรา มันมืดชนิดว่า ลืมตาก็ยังเหมือนมีผ้าดำมาปิดตาไว้ คนอื่นกลัวเหมือนเราหรือป่าว ยังไม่กล้ าถามกันตอนนี้ ได้แต่เดินกลับที่พักของตัวเองอย่างเงียบๆ

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:26:56


ความคิดเห็นที่ 37 (1492865)

คืนแรก

จุดเทียนเสร็จก็เริ่มเดินจงกรมทันที เพื่อลดอาการตื่นกลัว ...ถ้าทำไม่ได้ต้องหอบหมอน หอบผ้าห่ม ลงไปนอนที่ศาลาข้างล่างแน่นอน.เพราะความกลัวมันจะผ่านคืนนี้ไปไม่ได้ คงนอนไม่หลับแน่ๆ ทั้งที่เหนื่อยแสนเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งคืน..

กำหนดรู้ยังไม่ทัน ใจเต้นสั่นไปหมด... เดินจงกรมไปตามทางโดยมีแสงเทียนเล่มเล็กส่องนำทาง ไม่กล้ามองไกลไปเกินกว่าแสงเทียนที่ส่องถึง

พยายามบอกตัวเองว่าถ้ากำหนดรู้ไม่ทัน จิตส่งออกนอกเพราะความกลัว ภาระกิจนี้ที่ตั้งใจมาไม่ประสบความสำเร็จแน่ๆ จากนี้ไปถึง 3 ทุ่มถ้ายังกลัวอยู่ จะยอมแพ้ แล้วลงไปนอนที่ศาลาด้านล่าง

ผ่านไปประมาณ 30 นาที ก็จับตัวรู้ จำคำสอนของครูบาได้สั้นๆ ว่า

“ให้เอาความกล้าใส่แทนความกลัว .....”


หายใจลึกๆ เพื่อเรียกความรู้สึกตัวกลับมา....เริ่มรู้สึกตัวชัดขึ้น  ก้าวแต่ละก้าวขยับชัดขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวเมื่อสักครู่เริ่มจางหายไปทีละน้อย จนหยุดกลัว อย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มเดินถือไฟฉายสำรวจไปรอบทิศ เดินขึ้นลงตามทางเดิน อยากจะเดินไปดูน้ำตกที่ห่างไป ระยะทางมากกว่า 500 เมตรจากที่พัก กลางป่ามืดว่ามันเป็นอย่างไร

โอ้...ความรู้สึกเหมือนเป็นคนละคนกะตะกี้นี้ทีเดียว ยังนึกว่านี่เราเหรอ สติ ที่มีใจกับกายที่แนบแน่นกัน มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

คืนแรกผ่านไปด้วยดี ตั้งนาฬิกาปลุกตัวเองไว้ ตี 4 เพื่อลุกขึ้นมาทำความเพียร...ก่อนลงไปทำวัตรตอนตี 5 ที่ศาลาทุกวัน
หลังจากวันแรก ก็จะตื่นก่อนเวลาด้วยจิตที่สดชื่นไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ตื่นทำความรู้สึกตัวประมาณตี 2 ทุกวัน นอนพลิกมือไปมาเพื่อทำการสร้างจังหวะ แล้วค่อยลุกมาเดินจงกรม...และได้ ทำอย่างนี้ทุกวัน

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:31:50


ความคิดเห็นที่ 38 (1492867)

วันแรกได้ตามครูบาออกไปบิณทบาตในหมู่บ้าน เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกเช่นกัน ที่เดินตามพระ ออกบิณฑบาต....
 

 

 

ตามครูบาออกบิณฑบาต เข้าไปในหมู่บ้าน เดินตามด้วยความเงียบสงบ เห็นบรรยากาศความเป็นอยู่แบบธรรมชาติ การใส่บาตรของชาวบ้านในหมู่บ้าน

กินข้าวก้นบาตรพระ ก็ต้องตอบแทนเจ้าของข้าวด้วยการรีบทำความเพียร

อากาศร้อนทั้งวัน ไปที่ปฏิบัติตั้งแต่ 9 โมงเช้า โดยจะไม่ย้อนกลับมาโรงครัวอีก

ก็เลยต้องห่อข้าวไปด้วย

 
กินข้าวเหนียวเป็นมื้อเพล ทำให้ตอนบ่ายง่วงนอนมาก แต่ก็พยายามฝืนทน เดินจงกรม แต่ถ้าคิดเรื่องฟุ้งซ่านที่ตัวเองชอบ ก็จะหายง่วงนอน ให้มันได้อย่างนี้สิ ..

วันนี้ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ก็เลยชดเชยด้วยการเดินจงกรมหลังทำวัตรเย็น ตั้งแต่ 1 ทุ่ม - 3 ทุ่ม เดินกลางคืนไม่ร้อน ไม่เหนื่อย ไม่คิดอะไร โล่งๆ ตัวเบามาก บางคืนก็ต่อไปจนถึง 4 ทุ่ม....

ชอบการเดินจงกรมตอนกลางคืนมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:35:41


ความคิดเห็นที่ 39 (1492868)

วันที่ 3 - 7

จับตัวง่วงได้...ตัวง่วงเข้ามาอย่างไร.... มาเลย ความง่วงเป็นความรู้สึกแบบตื้นๆ

เห็นมันค่อยๆลอยมาเหมือนควัน..... ต้องลุกขึ้นเดินจงกรมสู้ทันที ไม่งั้นเอาไม่ทัน

พอได้ที่ค่อยนั่งสร้างจังหวะ สลับไปมาทั้งวัน.....

ตั้งแต่วันนี้ไป...
ก็ไม่ได้ห่อข้าวมากินเพลแล้ว เพราะรู้สึกว่าเป็นภาระ

ส่วนน้ำดื่ม เพราะอากาศร้อนมาก แดดแรงจัดทำให้น้ำกินหมดขวดเร็ว ต้องเดินไปเติมน้ำกินที่ศาลาใกล้โรงครัว ทำให้เสียเวลาในการปฏิบัติ

วันนี้ เราทุกคนก็ต่างพากันถือเหยือกน้ำไปกันทุกคน เพราะมันจุน้ำได้มาก จะได้ปฎิบัติกันเต็มที่ ทั้งวัน

ส่วนเรื่องความเบื่อ มีแน่นอน เป็นเพราะตัดความคิดที่เข้ามาได้ทันอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกาย เนื่อยๆ ล้า ๆ เบื่อ หรือประมาณเพลีย ความง่วงจะเข้ามาโจมตีตอนเราเผลอนี้แหละ

บางทีก็รู้สึกหลอกล่อ อาการง่วงเหมือนกัน ถ้าผ่านได้มันจะได้สว่างโพล่ง ...ยิ่งจับความง่วงได้ถี่เท่าไร มันก็จะจู่โจมบ่อยเท่านั้น

ง่วงแบบรู้สึกตัว ใจจะต่อต้านแบบเต็มกำลัง ถ้าเป็นมวยก็เหมือนแลกกันคนละหมัด


ส่วนเรื่องความคิดก็มีไม่มาก อาจเป็นเพราะเราทำความรู้สึกตัว เบื่อยังไงก็ฝืนทำไป เขย่าตะกอนรับน้ำใหม่ตลอดเวลา ความคิดในอดีตเลยไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไร..

ส่วนอนาคตก็คิดไม่ไกลมาก เอาแค่ลมหายใจเวลานี้ ตอนนี้ แค่วันนี้ก็พอ....

เดินจงกรมว่างๆ ไปอย่างนั้นแหละ ให้ก้าวแต่ละก้าวสะเทือนไปทั้งตัวเลย


การปฎิบัติคราวนี้ ถ้าให้คะแนนตัวเองก็ดีกว่าที่คิด

ไม่ชอบการนั่งสร้างจังหวะ....ก็ฝืนทำไป

ยังนึกเลยว่าถ้าได้เก็บอารมณ์จะทำได้ขนาดไหนนะ

ยิ่งตัวเองค่อยข้างไฮเปอร์ด้วยอาจจะคาดหวังกับตัวเองสูงไป

บอกตัวเองว่าค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ตามแรงของตัวเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:40:51


ความคิดเห็นที่ 40 (1492869)

วันสุดท้าย

คิดว่าจะอำลาทางเดินจงกรม และอำลา เจ้ากระรอกน้อย ที่มาปลุกทุกวัน กิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแกที่อยู่เป็นเพื่อนทุกวัน ทุกค่ำคืน


สัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ คืนแรก รับขวัญพี่ผู้มาใหม่....ซะเขย่าขวัญน่าดู แทบจะยืนกอดต้นไม้ร้องไห้ทีเดียว

พอเราคุ้นเคยเรียนรู้กันแล้ว...สัตว์ตัวน้อยๆ ก็จะช่วยเวลาเราเหนื่อย เบื่อ ขี้เกียจ หรือง่วงนอนหัวแทบจะโขกกับเทียน เพื่อนตัวน้อยๆ เหล่านี้ก็จะวิ่งพล่านส่งเสียงพลิกใบไม้ไปมา ส่งสัญญาณให้สู้ๆๆตลอด .....

จะจากลากันด้วยการเดินจงกรมให้ได้ดึกที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด
.....


เพราะไฟป่าบนภูเขาลุกลามรุนแรง เสียงไฟประทุเหมือนคนยิงปืน ยิงประทัดตลอดเวลา

เห็นไฟแดงเต็มท้องฟ้าแล้วขยายไปเรื่อยๆ ครูบาสั่งทุกคนให้ออกจากป่าทันที เพราะต้นไม้แห้งมากไม่น่าจะปลอดภัย เลยพากันย้ายเต้นท์อย่างทุลักทุเลตอนสองทุ่ม ต่างคนก็ต่างช่วยตัวเอง


ย้ายเต้นท์มาอยู่ลานต้นไผ่ห่างกันพอสมควร แต่ก็มองเห็นกันชัดเจนภายใต้เเสงเทียนของใครของมัน พร้อมเสียงไฟไหม้ป่าประทุ ดีหน่อยที่ควันไฟลอยขึ้นไปข้างบน

 

 

ไฟป่าบนภูเขาประทุอย่างนี้ทั้งคืน ไฟลามไปเรื่อยๆ น่าจะเป็นระยะทางหลายกิโล



 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:46:02


ความคิดเห็นที่ 41 (1492870)

บทส่งท้าย

 

คืนสุดท้ายทำได้เต็มที่ แค่เที่ยงคืน
ตี 3 ก็รีบตื่นมาเดินจงกรมเพื่ออำลา วันสุดท้ายแล้วนะ กำลังความเพียรมีเท่าไร ใส่ไปให้หมด

ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะได้กลับมาที่นี่อีก หรืออาจจะไม่ได้มาอีกเลย

ก็เหมือนการเล่นเกมส์กับตนเอง.... ชอบการปฏิบัติก็เพราะอย่างนี้แหละ
กลุ่มที่ไปด้วยกัน ครูบาก็คงดูสภาพ หรือภาวะที่ได้ ก็ทะยอยสั่งให้เริ่มเก็บอารมณ์ไปทีละคน  (หมายถึงปฎิบัติอย่างเดียวในที่ของตน)ไม่ต้องออกมาทำวัตรหรือรับอาหาร จะมีคนนำอาหารหรือน้ำปานะไปให้

ส่วนตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเก็บอารมณ์...เพราะยังอยากปลูกต้นไม้ อยากตามครูบาออกไปบิณฑบาต หรืออยากสวดมนต์ตอนทำวัตรนั่นเอง

 

 

 

 

 

7 วัน....เวลาผ่านไปรวดเร็ว เหมือนมาเมื่อวาน วันนี้ต้องกลับเสียแล้ว

เหมือนไปเรียน และทบทวนวิชาดังต่อไปนี้
วิชาทำใจ
วิชารักษาใจ
วิชารู้จักใจตัวเอง


กลับมาก็มารักษาสิ่งที่ได้มาต่อ คิดว่าสิ่งที่คุ้มที่สุดคงเป็นเรื่องกำจัดความกลัวในใจออกไปได้ กลัวป่ารก กลัวความมืด นี้คงหายไปมาก

สุขใจ... ทำงานอย่างมีสติ ใครมากระทบกระทั่ง กระเเนะกระแหนดูเราเย็นๆ อย่างบอกไม่ถูก...
อาจจะมีอารมณ์ไม่อยากยุ่งกับใคร ไม่อยากคุยกะใครบ้าง เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้มาไว้กับตัวนานๆ


ขอขอบคุณ พี่จุ๋ม (คุณแม่ครูบาโบ๊ต) ที่ช่วยรับภาระเป็นผู้เก็บกวาดห้องครัวหลังฉันอาหารเช้า โดยให้พวกเรารีบออกไปปฏิบัติ และรับดูแลน้ำปานะทุกตอนเย็นให้พวกเรา

กราบขอบพระคุณ ครูบาเจ๊าะ ที่เป็นคนสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นถึงจุดบอดของแต่ละคนได้อย่างชัดเจนถ่องแท้ และตั้งใจให้ปฎิบัติ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ครูบาให้แต่ละวัน เหมือนช่วยติดอาวุธให้ และใช้ได้จริงเวลาลงสนาม

กราบขอบพระคุณหลวงตา ที่เป็นผู้ฝึกพวกเราทุกคน....หลังกลับมายังมีความเมตตาสอบถามถึงการปฎิบัติ

สำหรับตัวเองจะตั้งใจทำความเพียรต่อไป เท่าที่กำลังของตัวเองจะไปถึง
***

ผู้แสดงความคิดเห็น วัดใจ วันที่ตอบ 2010-04-25 02:53:14


ความคิดเห็นที่ 42 (1492908)

ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่สาวปลาทู วันที่ตอบ 2010-04-25 19:17:35


ความคิดเห็นที่ 43 (1492953)

ในการปฎิบัติธรรมแต่ละครั้งเป็นสิ่งที่ดีเสมอกับชีวิตเล็กๆนี้  ในแต่ละครั้งก็จะนำมาปฎิบัติและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่สำหรับการปฎิบัติธรรมครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้งเพราะได้ปักกรดนอนและก็นอนในป่าด้วย เป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การปักกรดหรือนอนในป่า แต่อยู่ที่เราได้เห็นจิตของตัวเอง ถึงแม้มันจะไม่มากนัก แต่  7 วันนี้ก็ได้เรียนรู้ใจตัวเอง เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย  จะพยายามรักษาใจ ไว้ให้ดีที่สุด

ผู้แสดงความคิดเห็น น้ำฝน (paweena_aon21-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 10:16:28


ความคิดเห็นที่ 44 (1493068)

ขอรายงานตัวอีกคนค่ะ  ขอบอกว่า  ดีใจมากที่มีโอกาสพาครอบครัวไปปฏิบัติธรรม ณ วัดป่ามหาปัญโญ ช่วง 10-17 เมษายน 2553  การไปครั้งนี้ของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าตั้งใจว่า จะไปทำหน้าที่ “คุณแจ๋ว”  ซักผ้า  ล้างจาน  และทำงานบ้าน (วัด)  อื่นๆ  โดยเฉพาะการดูแลน้องภู  เพื่อให้พ่อ (อายุ 83 ปี) ของข้าพเจ้า และคุณโชค  ชายใหญ่ประจำบ้าน  ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน ณ สถานที่ที่ข้าพเจ้าเรียกว่า “สวรรค์บนดิน”  เพราะเมื่อหลุดจากสังคมเมืองที่วุ่นวาย  เข้าไปอยู่ในวัดแล้ว  รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งของโลก  ที่มีแต่ความสงบและสันติ  ที่แห่งนั้นมีความเป็นธรรมชาติและสัมผัสได้ถึงความจริงใจของทุกชีวิตที่ได้เจอตลอด 8 วันของการอยู่ที่นั้น

พ่อและโชคยังไม่เคยปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน  ช่วงแรกๆ ก็ต่อต้าน  แต่ต่อมา  หลังจากได้สัมผัสกับจริยวัตรอันงดงามของครูบาเจ๊าะ  พระโบ๊ต  และญาติธรรมทุกๆ ท่านแล้ว  พฤติกรรมการต่อต้านของทั้ง 2 คนก็ค่อยๆ อ่อนลงๆ จนท้ายที่สุดก็สนใจศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง 

เมื่อถึงวันกลับ  ทุกคนก็เดินทางกลับอย่างอาลัยอาวรณ์แต่เปี่ยมสุข  เกือบตลอดระยะเวลาของการเดินทางกลับ  ทั้ง 2 คนคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบ ณ วัดป่ามหาปัญโญ อย่างมีความสุข  ซึ่งแน่นอนว่า มีเรื่องของปลาทู ดำและมอม เป็นหัวข้อหลักหัวข้อหนึ่งของการพูดคุยด้วย  ทุกคน รอคอยวันที่ครอบครัวของเราจะกลับมาปฏิบัติธรรม ณ วัดป่ามหาปัญโญอีก (หลายๆ) ครั้ง  ก็ขออนุญาตหลวงตาและครูบาเจ๊าะล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้  และหวังว่าคงได้เจอญาติธรรมทุกท่านที่ข้าพเจ้าได้เจอในครั้งนี้ด้วย

สำหรับข้าพเจ้าเอง  แม้ตั้งใจจะไปเป็น “คุณแจ๋ว” แต่ก็ได้ข้อคิดหลายอย่าง  จิตนิ่งขึ้น  ข้าพเจ้ายังจำคำสอนครูบาเจ๊าะที่สอนน้องดาวว่า  “ให้อยู่กับจิตของตนเอง  เอาจิตเป็นเพื่อน”  จำคำพระโบ๊ตได้ว่า  “ให้ปฏิบัติเสมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต”

ขอบคุณหลวงตาและครูบาเจ๊าะที่นำธรรมะอันแสนประเสริฐมาสอนพวกเรา

ขอบคุณคุณวาสที่ส่ง e-mail มาให้  ข้าพเจ้าเพิ่งหัดใช้ e-mail เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เพิ่งเป็นแบบงูๆ ปลาๆ  แต่ความสนใจในเนื้อหา  รูปภาพ  และความคิดเห็นต่างๆ ใน e-mail ที่คุณวาสส่งมา  กระตุ้นให้ข้าพเจ้าพยายามเรียนรู้ในเรื่องนี้  เพื่อจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มให้ได้  ข้าพเจ้ายังคง  “ติดสุข”  อยู่ทุกครั้งที่เปิดดู mail นี้  ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงภาพความเพียรในการปฏิบัติของน้องๆ คอยเตือนสติว่า  “เรามีความเพียรและความอดทนน้อยไป”

ขอบคุณญาติธรรมทุกๆ ท่านที่พวกเราได้รู้จัก  ขอบคุณชัช/รินทร์   นินทร์ 

สำหรับพระโบ๊ต  เข้าใจว่า  เมื่อท่านสึกออกมาแล้ว  ท่านคงต้องการเขียน  “บทหักเหของชีวิตอันเนื่องมาจากการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อเทียนโดยมีครูบาเจ๊าะเป็นพี่เลี้ยง”  ด้วยตัวท่านเอง 

ผู้แสดงความคิดเห็น เงาเทียน วันที่ตอบ 2010-04-27 14:19:49


ความคิดเห็นที่ 45 (1493071)

ตั้งแต่วันที่ 10-17  เมษายน  2553  ข้าพเจ้าได้เดินทางมาที่วัดป่ามหาปัญโญ  ด้วยเหตุ 2 ประการคือ

1.       เพื่อเยี่ยมเยียนพระโบ๊ตที่มาจำวัดอยู่ที่วัดป่าแห่งนี้

2.       เพื่อร่วมปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน

เดิมที ข้าพเจ้าได้เคยปฏิบัติธรรมโดยการนั่งวิปัสสนามามากแล้ว  และไม่เชื่อว่า  การระลึกรู้สติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียนจะเกิดประโยชน์อะไรนัก  เพราะจากการนั่งวิปัสสนาที่ข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่  ก็ทำให้จิตของข้าพเจ้าสงบ  ละความโกรธ  คลายความยึดมั่น ถือมั่น ลงได้บ้าง  จึงไม่ค่อยเกิดศรัทธาต่อแนวทางของหลวงพ่อเทียนสักเท่าไร  แรกๆ จึงไม่ค่อยเต็มใจ/ ตั้งใจ ปฏิบัติมากนัก  ครั้นพอคิดได้ว่า  หากข้าพเจ้าไม่เปิดใจทดลองปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียนดูบ้าง  ก็แสดงว่า  ข้าพเจ้ายังคงเป็นคนที่ยึดมั่น ถือมั่น ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ เก่าๆ ไม่ได้ลดอัตตาของตัวเองลงเลย  จึงตัดสินใจลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง (70-80 %)  โดยการนั่งสร้างจังหวะ  แต่สติก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิม  ดังนั้น  ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนจากการใช้สติระลึกรู้การเคลื่อนไหวของมือมาเป็นการเดินจงกรมอย่างตั้งใจ  วันแรกของการเดินจงกรม  ทุกอย่างก็ยังคงเป็นปกติ  ก็หยุดปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนมาช่วยดูแลน้องภู  แต่ก็มีเวลาในการสร้างจังหวะบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย  รุ่งขึ้น  หลังจากตามพระออกบิณฑบาตและทานอาหารเช้าแล้ว  ข้าพเจ้าก็หิ้วขวดน้ำ  เดินไปปฏิบัติที่อาศรมบ้านดิน  เริ่มเดินจงกรมตั้งแต่ทางจงกรมยังมีร่มเงาของป่ากล้วยช่วยบังแดด (ประมาณ 08.30 น.)  จนกระทั่งไม่มีอะไรบังแดด (ประมาณ 12.30 น.)  รู้สึกร้อนมาก  เหงื่อไหลเต็มตัว  ปวดหลัง  ปวดเอว  ปวดเมื่อยไปทั้งตัว  แต่ก็ยังคงตั้งใจเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาที  จากนั้น  ความรู้สึกที่ว่าร้อนมากและความรู้สึกปวดต่างๆ ก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองเดินอย่างมีความสุข  เพราะตัวเบาสบาย  อยากจะเดินอยู่อย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ  ในใจมีแต่คำว่า  “สบายจริงหนอ  สุขจริงหนอ  อ้อ.. มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”  วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา  ส่วนอาการทางกายนั้น  แม้ว่าจะรู้สึกหายร้อน  (ทั้งๆ ที่แดดยังร้อนจัด)  หายปวดเมื่อยแล้ว  แต่ก็รู้สึกกระหายน้ำมากจนคอแห้งผากแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง  แต่ด้วยความรู้สึกสุขสบายจากการเดินจงกรม  ทำให้ไม่อยากละไปเพื่อดื่มน้ำ  แต่อีกความคิดหนึ่งก็ร้องว่า  พอได้แล้ว  หิวน้ำมากแล้ว  ความคิดทั้งสองนี้ต่อสู้กันตลอดเวลา  ในที่สุดความคิดที่สามก็ผลุดมาว่า  หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำอยู่อย่างนี้ จะเอาแรงที่ไหนมาเดินจงกรมต่อ  ข้าพเจ้าจึงจำต้องหยุดเดิน เพื่อมาดื่มน้ำ  แต่น้ำเหลืออยู่น้อย  ดื่มหมดแล้วแต่ยังคงกระหายน้ำอยู่  จึงนั่งลง ยกมือสร้างจังหวะประมาณ 10 นาที  ยังคงกระหายน้ำอยู่  จึงทดลองนั่งสมาธิดู  ปรากฏว่า  จิตสงบนิ่งมาก  ทุกอย่างรอบตัวสงบหมด  รู้สึกแต่แสงสว่างของแสงแดดที่ลอดผ่านหนังตาที่ปิดอยู่  รู้สึกสงบอย่างเดียว  ประมาณ 10 นาทีก็ต้องกลับวัด  จึงจำต้องหยุดเพื่อไปทำความสะอาดศาลาสำหรับทำวัตรเย็น  เสร็จจากการทำวัตรเย็น  ข้าพเจ้าถามครูบาเจ๊าะเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น  ท่านบอกว่า  เป็นอาการของคนที่เริ่มได้อารมณ์  ให้ทำต่อไป  อย่ายึดติดกับความสุขที่เกิด  ต้องก้าวข้ามความรู้สึกนี้ไป  เพื่อไปสู่การปฏิบัติอีกระดับหนึ่ง

สรุป  การปฏิบัติของข้าพเจ้า  แม้เพียง 70-80 %  ก็ยังรู้สึกได้อารมณ์เช่นนี้  หากทำเต็มร้อยแบบตายเป็นตาย  จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องตามพิสูจน์ให้รู้ถึงที่สุดให้ได้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โชค วันที่ตอบ 2010-04-27 15:17:53


ความคิดเห็นที่ 46 (1493300)

เข้าใจว่าคุณตั้มยังไม่ได้เล่าประสบการณ์การไปปฏิบัติธรรม ณ วัดป่ามหาปัญโญช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาให้เพื่อนๆ ทราบ  อยากทราบประสบการณ์ครั้งนี้ของคุณตั้มด้วย  ช่วยเล่าลงกระดานกระทู้ด้วยนะคะ  พวกเราอยากอ่านค่ะ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เงาเทียน วันที่ตอบ 2010-04-30 08:42:30


ความคิดเห็นที่ 47 (1494144)

ลิ้นจี่ที่วัดสุกแล้วนะคะ เมื่อวานพาหลานๆไปช่วยกันเก็บ

หลานๆชอบใจมาก บอกว่าลูกโต หวาน และที่สำคัญฟรีด้วย ^_^ 

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ เก็บ(รูป)ลิ้นจี่มาฝากให้ทุกๆคนไว้ในกระทู้นี้ด้วยนะคะ  (ถ่ายมาไม่เยอะ และก็ไม่ค่อยชัด เพราะมัวแต่กิน ! )

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nina on the way วันที่ตอบ 2010-05-09 22:42:33


ความคิดเห็นที่ 48 (1494147)

สนุกสนานในการเก็บลิ้นจี่กันมาก

เตรียมถุงพลาสติกไปด้วย ประมาณว่าไม่โลภมาก  
แต่ครูบาว่าทำไมถุงเล็กจัง เมื่อวานมีคนมาเก็บ เค้าเอาไปเต็มกระสอบเลย ...

เก็บมาฝากเจ้า...

 

ป.ล.คณะผ้าป่าที่จะมาปลายเดือนนี้  ถ้าโชคดีก็อาจจะยังได้กินลิ้นจี่บ้าง  เพราะต่อจากนี้มันจะเริ่มร่วงแล้วอะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น nina on the way วันที่ตอบ 2010-05-09 22:58:08


ความคิดเห็นที่ 49 (1494313)

 

7  วันที่ฉันรู้สึกตัว..........ที่วัดป่ามหาปัญโญ

        สงกรานต์ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว  แต่เลือกที่จะอยู่กับตัวเอง  และตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไปช่วย

ครูบาเจ๊าะปลูกต้นไม้ควบคู่กับการปฏิบัติธรรมด้วย   เพราะเคยมาทำความเพียรครั้งนึงเมื่อเดือนมกราคม53  มากัน

3คน (พี่วาส น้องติ๊ก หญิงเรือง)   ในครั้งนี้ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไร     แค่ได้มีเวลาหยุดพักผ่อน  อยู่คนเดียวนิ่งๆ

สักพัก  ครูบาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่น้ำตกแห้ง  แม้ว่าจะไม่ได้เล่นน้ำตกอย่างที่ตั้งใจไว้  แต่ก็ไม่เป็นไร

ตื่นเต้นกับการ นอนเต้นท์เดี่ยวในป่า

        อยากบอกว่าชอบมาก คิดว่าเป็นบ้านของตัวเองซะเลย(สร้างความคุ้นเคย) เพราะที่ไปอยู่บนเขานั้นคงเคยเป็น

ที่อยู่ของครูบามาก่อนแน่ๆ  มีราวตากผ้าด้วย  มีที่เดินจงกลม(ดินแข็งมากๆ)  มีแคร่ไม้ใผ่เก่าๆไว้นั่งเป็นนอก

ซานบ้านเลย  บ้านของฉันมีแค่เต็นท์ 1หลัง หมอน 1ใบ กับผ้าห่ม  เสื่อผืนนึง  เทียนใหญ่ 1 เทียนน้อย 10 กว่าเล่ม 

ไฟฉายเล็กๆอีก 1อัน  แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว  ไม่คิดว่าเป็นความลำบากเลย   คืนแรกก็รู้สึกกลัวความมืดนิดหน่อย ก่อน

นอนจะสวดมนต์ แผ่เมตตาทุกครั้ง ทำให้รู้สึกว่าดีขึ้น ความกลัวน้อยลง นอนฟังเสียงจิ้งหรีดร้อง ก็คิดว่าเป็นเพลงจาก

ธรรมชาติกล่อมเรา ไพเราะไปอีกแบบนอนหลับสบายไม่ฝันอะไรเลยจริงๆ (ทั้ง 6คืนเลย) รู้สึกตัวตื่นตอนตี3 กว่าๆ

ทุกคืน มันตื่นมาเอง และแปลกที่ไม่รู้สึกง่วงเลย ก่อนลุกขึ้นก็ทำความรู้สึกตัว (เหมือนที่หลวงตาเคยบอกไว้)

บอกตัวเองว่าตื่นแล้ว  ออกจากเต็นท์มาจุดเทียนเดินจงกรม  เสียงสว่างเพียงน้อยนิด ความง่วงไม่มี(เพราะถ้าง่วงปุ๊บ

ตกเขาทันที)   แต่ความกลัวมันมาอีกแล้ว  หนังผีที่เคยดู   ปีศาจน่ากลัว  ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด  คิดปรุงแต่ง

เป็นรูปเป็นร่างจนหวาดผวา ใจเต้นแรง  ก็เลยพยามตั้งสติ  ตัดภาพออกไป  เดินจงกรมไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวที่เท้า

กระทบพื้น ไม่นานก็รู้สึกดีขึ้น   คิดว่าเราคงกลัวไปเอง  แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย  จากนั้นมาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่กลัว 

ไม่ตื่นเต้นแล้ว  บอกตัวเองว่ายังไงก็ต้องอยู่ได้   แล้วก็อยู่ได้แบบสบายๆด้วย  อยูกับธรรมชาติเรียบง่ายดีที่สุด

ปลูกต้นไม้อย่างที่ตั้งใจ

     วันที่ 2 ได้ข่าวว่าครูบาจะพาไปปลูกต้นไม้  ตอน 5 โมงเย็นหลังจากทำความเพียร  ฉันก็ตั้งตารอเลย ดีใจจะได้

ปลูกต้นไม้แล้ว  ประมาณ 4 โมงเย็น ได้ยินเสียงขุดดินแว่วๆมา แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่หรอก ตอนนั้นใจลอยไปปลูก

ต้นไม้แล้ว  และไม่กล้าลงไปก่อนเวลากำหนด  เพราะครูบาสั่งไว้ตั้งแต่แรกให้ตั้งใจปฏิบัติ ห้ามลงมา พอ 5โมง ลงมา

อ้าวเฮ้ยหายไปไหนกันหมด  พอดีเจอคุณน้าพรทิพย์บอกว่าเห็นเขาปลูกต้นไผ่แถวต้นลิ้นจี่  ก็ตามไป  เห็นแต่ละคน

สนุกกับการปลูกไผ่เป็นอย่างยิ่ง  ยังดีครูบาเหลือไว้ให้ปลูกตั้ง 2 ต้น  ก็เลยสบายใจ ไม่งั้นคงติดอารมร์เล็กน้อย

ประมาณว่าโดนหักหลัง ไม่ยอมชวนมาด้วย  (ได้ข่าวว่าครูบาไม่ให้ใครไปบอก ปล่อยให้มันทำความเพียรต่อไป)

แต่จริงๆแล้วมันมีวีรกรรมอยู่ว่า  มีปาร์ตี้เพลกันเล็กน้อย โดยการห่อข้าวไปฉันกันอย่างสนุกสนาน มากกว่า 2คน

ครูบาไปเจอเข้า  กลุ่มปาร์ตี้เลยสลายตัว รู้สึกละอายขึ้นมา ก็เลยไปชวนครูบาปลูกต้นไม้ ตั้งแต่บ่าย3 ซะงั้น

เพื่อเป็นการทดแทน  ทำความเพียรต่อไปคงไม่ได้อารมณ์แน่ๆ  พี่วาสเล่าให้ฟัง

เก็บอารมณ์  2 วัน  ทรมานแทบขาดใจ

หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเย็น ครูบาก็ให้ข้อคิดตามปกติ และพูดให้เรามีความตั้งใจกันมากขึ้น

วันนั้นมี อีก 2 คน ที่ต้องเก็๋บอารมณ์ โดยครูบาถามความสมัครใจก่อน  ตอนแรกยังไม่สนใจเท่าไหร่

เพราะคิดว่าเราต้องหุงข้าว ทำกับข้าว ถ้าเก็บอารมณ์เราจะไม่ได้ทำอะไรเลย คิดว่าตัวเองทำไม่ได้แน่ๆ

แต่มาติดกับดักตรงครูบาบอกว่า โอกาส  มาแล้วถ้าไม่ทำก็น่าเสียดาย  ก็เลยขอครูบาเก็บอารมณ์

วันแรก   เดินจงกรม ประมาณ 17 ชั่วโมง  ให้ทำความเพียรอยู่กับตัวเองอย่างเดียว ห้ามลงมาข้างล่าง

ก็พยามตั้งใจปฏิบัติ มีบ้างที่เผลรายการอาหารผุดขึ้นมา อยากอาหารทำแต่ก็สามารถตัดความคิดไปได้

ช่วงเช้า  น้องดาว  ขึ้นมาส่งข้าว ส่งน้ำให้ ก็รู้สึกขอบคุณมาก (แค่ทางขึ้นก็หอบกินแล้ว) วางข้าวไว้บน

แคร่ไว้สักพัก  กะว่าเดินจงกรมสัก 10 รอบ แล้วค่อยฉันเช้า (มื้อเดียว)  มาดูอีกทีมดขึ้นเต็มชามข้าว

ฉันไม่ได้เลย  มองดูชามข้าวพร้อมกับดูใจตัวเอง  ถามว่าโมโหมั๊ย  คำตอบคือไม่  แต่คิดว่าถ้าฉันข้าว

ตั้งแต่แรก คงไม่ต้องทนหิวขนาดนี้ แต่เอาเถอะในเมื่อมันย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องยอมรับ

วันนั้นทั้งวันอดทนอดข้าวทั้งวัน  คิดว่าพรุ่งนี้ข้าวมาปุ๊บจัดการเลยทันที

        พยามทำความรู้สึกตัว  ตัดความคิด ต่อสู้กับความง่วงโดยการเดินจงกรมตลอด  จนส้นเท้าแตก

รู้สึกเจ็บเท้ามากๆ ก็เลยเดินแบบเร็วๆ ไม่งั้นจะเกิดความเบื่อและขี้เกียจ  เดินเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง

สังเกตว่าความเจ็บเท้าจะหายไป ก็เลยบอกตัวเองว่า  กายเจ็บ ก็ดูมันเฉยๆ เดี๋ยวมันก็หายไปเอง

มันก็จริง 

วันที่ 2  ความหิวทำให้รู้สึกทรมานมากๆ แต่ก็เดินจงกรมรอว่าเมื่อไหร่ข้าวจะมาสักที หิวจะตายอยู่แล้ว

แต่พอข้าวมาจริงๆกลับเฉย ไม่ได้เดินไปฉันทันทีอย่างที่ตั้งใจไว้  ก็ลองสังเกตใจตัวเอง  เออ เรา

สามารถควบคุมจิตได้นะ ไม่ให้ทำตามความอยากของใจ จากนั้นมาใจก็รู้สึกนิ่งๆได้สักพัก

มาช่วงเย็น ก็ลงไปอาบน้ำ กลับมาเจองูเชื่อรองเท้านอนขวางทางอยู่ สีมันกลืนกับดินมาก ก็เลยยืนนิ่งๆ

มองมัน สักพักมันก็เลี้ยยเข้ากอไผ่อย่างเร็ว สังเกตตัวเองตกใจตอนมันขยับตัวนี่แหละ

ดีใจพรุ่งนี้จะได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว  เดินจงกรมจนถึง 2 ทุ่ม  ได้ยินเสียงไฟเผาป่าไกล้เข้ามา

ก็คิดว่าจะต้องลงไปข้างล่างแล้วล่ะ  พอดีกับที่ครูบาให้  น้องโดม มาช่วยเก็บเต้นท์ลงไปนอนที่ลานต้น

ไผ่ เก็บอารมณ์ต่อ เดินจงกรมชดเชยถึง 4ทุ่ม เข้านอนก็หลับปกติ  แต่มาตื่นตอน ตี2 ได้ยินเสียง

ไฟประทุไกล้ลงมาเรื่อยๆ ก็เลยออกไปดู น่าตกใจ ก็ไปปลุกพี่วาสมาดู เผื่ออาจต้องช่วยกันดับไฟ

พี่วาสก็ไล่ให้ไปนอนซะงั้น บอกรอดูไปก่อนคงลงมาไม่ถึงที่เราอยู่หรอก

ตี 3ตื่นมาเดินจงกรม ไฟด้านที่อยู่ลดลง  เช้ามาได้ข่าวว่า ครูบาไปดับไฟเมื่อตอนตี 2 อีกฝั่งหนึ่ง

ทำไมไม่มาเรียกให้พวกเราไปช่วยดับไฟด้วยนะ น่าเสียดาย  แต่ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าซะที  แล้วยังได้ตามครูบาออกบิณฑบาตรด้วย  ความประทับใจที่ได้เห็นเด็ก

ตัวน้อยๆตื่นมาใส่บาตรทั้งที่ยังดูดขวดนมอยู่ น่ารักมากๆ

ทัศนะศึกษา พระพุทธบาท 4 รอย      วันสุดท้าย ก่อนกลับกรุงเทพ  ครูบาพาไปเที่ยววัด

อากาศร้อนมาก ดื่มกันแต่น้ำ กับน้ำแข็งใส ไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยจริงๆ  เสร็จแล้วก็กลับมาทำความ

สะอาดห้องเก็บของ  แล้วก็กลับไปสู่โลกแห่งความวุ่นวายต่อไป 

สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติธรรม   (จากการสังเกตตัวเอง)

รู้จักตัวเองดีขึ้น  อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ไม่ยาก ความอยากน้อยลง ปล่อย

วางได้มากขึ้น  ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่กับความเป็นจริงได้ดีขึ้นมาก

ขอบคุณด้วยความศรัทธา

หลวงตาสุริยา   ผู้อบรมสั่งสอน ชี้นำสู่ธรรมะ ธรรมชาติของชีวิต

ครูบาเจ๊าะ        ครูรูปแรกที่สอนการเดินจงกรมอย่างถูกวิธี

คุณอภิสิทธิ์       ผู้นำพาเข้าหาธรรมะ

พี่วาส              คอยดูแล ตักเตือน ชวนเข้าวัดเป็นประจำ

พี่หนุ่ย             คอยกระตุ้น ผู้สนับสนุนการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

น้องดาว/น้องโดม   คอยส่งข้าว ส่งน้ำตอนเก็บอารมณ์ น่ารักมากๆ

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น หญิงเรือง วันที่ตอบ 2010-05-12 05:23:35


ความคิดเห็นที่ 50 (1494549)

มาช้าดีกว่าไม่มานะน้องหญิงเรือง

อนุโมทนาด้วยคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่สาว วันที่ตอบ 2010-05-13 16:44:27


ความคิดเห็นที่ 51 (1501612)

...อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์แล้วมีความสุขดีครับ ดูรูปแล้วเหมือนได้ไปด้วยเลยครับ,จิตใจชุ่มชื่นดีครับ

...ขอบคุณรูปสวยๆจากโปรผนิตอนมากๆครับผม (^_^)

ผู้แสดงความคิดเห็น น้องต้น49 วันที่ตอบ 2010-07-16 14:03:07



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658