<กระทู้แนะนำ>รายงานอารมณ์การปฎิบัติธรรม จากโรงเรียนอนุบาลบุณยรักษ์


 

โรงเรียนอนุบาลยุณยรักษ์ ได้เข้าปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าโสมพนัส ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม - 22 มีนาคม 2553

ขอรายงานอารมณ์การปฎิบัติ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ กับผู้ร่วมเส้นทางธรรมนี้ พร้อมขอน้อมถวายเป็นจริยบูชากับหลวงตาและครูบาทุกท่าน

 



ผู้ตั้งกระทู้ บุญรักษา :: วันที่ลงประกาศ 2010-04-26 14:07:14


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1492996)

การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าที่นี่เป็นครั้งที่ 2  ก่อนหน้านั้นในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาก็ได้ไปปฏิบัติที่วัดสนามใน  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  ซึ่งเป็นสายปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนเหมือนกับที่วัดป่าโสมพนัสแห่งนี้  การไปปฏิบัติที่วัดสนามในนั้น  เป็นการไปปฏิบัติเพื่อรักษาจิตไม่ให้มันตกต่ำ  ไปเพื่อปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรมให้เกิดขึ้น  และไปเพื่อรักษาความดีไม่ให้มันหล่นหายไปจากจิตใจ  ส่วนการมาปฏิบัติที่นี้เป็นการมาอบรมและพัฒนาจิต  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในไปสู่ความรู้แจ้ง  เป็นการปฏิวัติภายในอย่างแท้จริง  เพราะที่นี่หลวงตาท่านสอนดี  เอาใจใส่เป็นอย่างดี  และเวลาในการปฏิบัติก็เข้มข้นกว่าที่อื่นเป็นอย่างมาก

 

                วันแรกของการปฏิบัติ  ก็เน้นที่การเดินจงกรมเป็นส่วนมาก เพราะสามารถทำให้ชนะความง่วงได้  ก็รู้สึกว่า  การกำหนดรู้ยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร  ยังไม่มีภาวะอะไรเกิดขึ้น

 

                วันที่ 2 ของการปฏิบัติ  ตื่นนอนขึ้นมาก็รู้สึกว่าสมองมันโล่งเบาเหมือนไม่มีอะไร  ใจมันรู้สึกว่าง  เฉย ๆ  ไม่มีความคิดวิ่งเข้ามาหา  พอทำวัตรเช้าเสร็จหลวงตาก็เทศน์และได้พูดถึงภาวะที่มันโล่ง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ที่มาจากกรุงเทพฯ ได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงตาว่า  มีอาการโล่งช่วงที่ตื่นนอนเป็นอยู่  3 วัน  ก็เลยเข้าใจว่า  ภาวะของความโล่งนี้มันเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังปฏิบัติ

หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วหลวงตาก็แยกกลุ่มให้มาปฏิบัติที่สวนมรรษพร ซึ่งอยู่ติดกับถนน  ก่อนเดินก็ได้กวาดทางจงกรมพอกวาดเสร็จแล้วก็เดิน  ในขณะที่เดินก็มีความรู้สึกว่า  ทางเดินมันโล่ง ๆ  เดินสบาย ๆ  ก็กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ ได้สักพักเมื่อสติมาระลึกรู้อยู่กับกายอย่างเท่าทันก็รู้สึกตัวเบาขึ้นมา  เหมือนกับว่าน้ำหนักตัวมันหายไปครึ่งหนึ่ง  แล้วมันก็รู้แจ้งขึ้นมาภายในว่า  อ้อจิตของคนเราก็เหมือนกับทางจงกรมนี้เอง  หากเราไม่รู้จักปัดกวาดสิ่งสกปรกโสมมที่มันหมักหมมอยู่ในใจ  ไม่กวาดเอากิเลสตัณหาออกไป  จิตของเรามันก็ไม่สะอาด  ไม่โล่งโปร่งเบาสบาย  ทางจงกรมที่เรากวาดให้สะอาดแล้วเวลามีอะไรตกลงมาเราก็เห็น  จิตใจเราก็เหมือนกันหากกวาดให้มันสะอาดอะไรตกหล่นลงมาเราก็เห็น  และก็จะรู้ว่าที่ตกลงมามันเป็นอะไร  แต่จิตที่ไม่เคยกวาด  ไม่เคยชำระล้าง  เราจะไม่เห็นสิ่งสกปรกตกลงมาในใจเราได้เลย

                เมื่อเดินกลับไปกลับมาสติกำหนดรู้เท่าทันในการเดินแต่ละก้าวก็มีความรู้สึกว่า  เหมือนกับมือเราจับขั้นบันไดไต่ขึ้นไปทีละขั้น แต่เมื่อใดที่สติไม่ได้มาอยู่กับความรู้สึกตัวก็เหมือนกับเราจับบันไดไม่ถูก  จิตของเราก็จะหล่นและไหลไปตามอารมณ์ที่เราปรุงแต่งขึ้นมา  สักพักหนึ่งมันก็เห็นความคิดที่ไม่ได้ปรุงแต่ง  คือ  เห็นมันลอยมาแล้วก็สลายไป  ลอยมาแล้วก็สลายไป  และก็ได้เห็นความคิดที่ปรุงแต่งว่า  เหมือนกับมันอยู่ในรูรอบตัวเรา  พอมันโพล่ขึ้นมาก็ดีดออก มันโพล่ขึ้นมาก็ดีดออก ตัวไหนที่มันปรุงมากมันก็จะตัวยาวพอดีดมันก็จะออกยากสักหน่อย 

          พอเดินกำหนดรู้ดูกาย  และดูความคิดอยู่นั้นพลันก็มีเสียงดังขึ้นในใจว่า “เห็นกายในกาย”  ก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง  ก็เดินกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  ไม่นานมันก็รู้ว่า  อ้อเห็นกายในกายก็คือ  การรู้เท่าทันอาการกายทุกอย่างตั้งแต่การเดิน  กลืนน้ำลาย  กระพริบตา  หายใจเข้าออก  มองซ้ายมองขวา และกลับตัวเวลาเดินจงกรม  พอรู้และเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เดินกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  สักพักก็มีเสียงดังขึ้นอีกว่า  “กายสัมผัส”  ก็อยากรู้อีกว่ากายสัมผัสมันเป็นยังไง  เดินไปได้สักพักก็มีลมพัดมากระทบก็เกิดรู้ขึ้นมาทันทีว่า  อ้อกายสัมผัสมันเป็นอย่างนี้  เสียงจั้กจั่นที่ร้อง  เสียงรถที่วิ่งผ่าน  ก็รู้ว่ามันคือกายสัมผัสทั้งหมด  ก็เลยรู้และเข้าใจแบบนี้  ตอนเช้ามาก็ไปเรียนถามหลวงตา ท่านก็บอกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงสติ  เสียงแห่งบุญกุศลไม่มีอะไรให้กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ

 

                    วันที่ 3-4  ของการปฏิบัติ  ก็ได้กำหนดรู้ในการเดินและการนั่งสร้างจังหวะไปเรื่อย ๆ  ไม่รู้จักเบื่อ  แต่ภาวะของความโล่ง  ความสว่าง  และความรู้แจ้งภายในยังไม่ปรากฏ  ก็ปฏิบัติได้เรื่อย ๆ  รู้สึกว่ามีความอดทนมากขึ้น  ความง่วงส่วนมากจะเข้ามาช่วงบ่ายแต่ก็แก้ได้ด้วยการเดินให้มาก ๆ  ความคิดความกังวลต่าง ๆ ภายในใจก็ไม่มี  จึงทำให้กำหนดรู้ไปได้เรื่อย ๆ

 

                วันที่ 5  ของการปฏิบัติ  หลวงตาท่านก็ให้ลงมาปฏิบัติที่เดิม  ก็จะเน้นการเดินมากกว่าการนั่งสร้างจังหวะ  ก็ได้อารมณ์ของการปฏิบัติบ้างแต่มันยังไม่แจ้ง  ยังไม่สว่างภายในใจ  พอถึงตอนบ่ายหลังทานอาหารเสร็จก็มาเดินตามปกติ  พอเดินไปได้สัก  10  นาที  ก็รู้สึกว่าวันนี้ได้อารมณ์เร็ว  พอเดินกำหนดรู้ไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในใจอีกว่า “สติตั้งมั่นในกาย”  ก็เดินดูว่ามันคืออะไร  ก็เดินกำหนดรู้กลับไปกลับมาได้สักพักก็รู้ว่า  อ้อที่แท้ก็คือให้เรามีสติตั้งมั่นในการกำหนดรู้อิริยาบถทางกายทุกอย่างตั้งแต่การเดิน  กระพริบตา  กลืนน้ำลาย  หายใจเข้าออก  เหลียวซ้ายแลขวา  หมุนตัวกลับ  ถ้านั่งก็กำหนดรู้ทุกอิริยาบถเช่นกัน  นั่นก็คือ  อะไรก็ตามที่เป็นอาการทางกายจะต้องใช้สติกำหนดรู้เท่าทันทั้งหมด  นี้คือสิ่งที่รู้และเข้าใจคำว่าสติตั้งมั่นในกายในขณะนั้น

พอเข้าใจได้อย่างนี้แล้วก็เดินกำหนดรู้อาการกายไปเรื่อย ๆ  สักพักก็ได้ยินเสียงดังแว่วขึ้นมาในใจอีกว่า “ดำรงสติให้มั่น”  ก็เดินกำหนดรู้ดูไปเรื่อย ๆ  บางทีมันก็มีอาการคันตามแขนและคอ  ก็เฝ้าดูมันเรื่อย ๆ  แล้วอาการคันมันก็หายไปเองโดยไม่ต้องเกา  หรือบางทีก็ลืมไปเลยว่ามันหายไปตอนไหน  รถที่วิ่งผ่านก็ไม่ได้มองดูเหมือนแต่ก่อนว่ามันเป็นรถอะไร  มีคนเยอะหรือไม่  ไม่ได้สนใจปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ  ไม่อยากดู  เมื่อรถวิ่งผ่านเลยไปก็ไม่อยากรู้ อยากเห็น    คนเราก็เหมือนกือนกับที่เคยกำหนดรู้และเฝ้าดูมันก่อนหน้านั้นทีมันผ่านไปเฉย ๆมีอะไรเกิดขึ้นเราก็เฉยกับมันเหมือนไม่มีอะไรเกิด  ก็เลยรู้ทันทีว่า  คนเราเป็นทุกข์เพราะความอยากจริง ๆ  ถ้าวางความอยากได้เราก็ไม่เป็นทุกข์  ที่เราเป็นทุกข์เพราะเฉยต่อความอยากไม่เป็น  เหมือนกับรถที่กำลังวิ่งผ่านไปหากเราไม่สนใจเราก็ไม่เป็นทุกข์กับมัน  จึงเข้าใจว่า  ที่หลวงตาให้มาปฏิบัติใกล้กับถนนเพราะท่านให้เราได้ศึกษาเรื่องนี้นี่เอง  หลวงตาท่านช่างเป็นผู้หยั่งรู้จริง ๆ

และในขณะที่กำลังเดินกำหนดรู้กลับไปกลับมาอยู่นั้นก็มีตัวแมลงตกลงมาที่ต้นคอก็รีบยกมือขึ้นเกาทันที  พลันก็เกิดภาวะความโล่ง  แจ้งสว่างขึ้นมาในใจเพราะมันรู้ว่า  นี้คือการที่เราไม่มีสติ  ถ้ามีสติรู้เท่าทันเราจะไม่ยกมือขึ้นมาเกาโดยทันที  จะกำหนดรู้เฝ้าดูมันก่อน  ถ้าดูมันไปเรื่อย ๆ  อาการคันมันก็จะดับไปเอง  เหมือนกับที่เคยกำหนดรู้และเฝ้าดูมันก่อนหน้านั้น  และมันก็เข้าใจไปอีกว่า  คนเราก็เหมือนกันเมื่อไม่สติคอยควบคุมจิต  เวลามีอะไรมากระทบไม่ว่าจะเป็นความโลภ  โกรธ  หลง  กิเลส  ตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ  ความอิจฉาริษยา  ความอาฆาตพยาบาท  ความเคียดแค้นชิงชังเข้ามากระทบปุ๊ป  จิตมันจะไหวไปตามอารมณ์เหล่านี้ทันที  จะควบคุมมันไม่ได้  เมื่อจิตมันไหวไปตามอารมณ์จนไม่สามารถควบคุมได้  มันก็จะแสดงอาการต่าง ๆ  ปรากฏออกมาเป็นคำพูด หรือการกระทำทางกาย แต่ถ้าหากเราใช้สติกำหนดรู้เฝ้าดูมันไปเรื่อย ๆ  เราจะมีความอดทน  อดกลั้น  และรู้จักการปล่อยวาง 

เหมือนกับอาการคันหากเราไม่ไปเกามันก่อนสักพักมันก็จะหายไปเอง  โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน 

ก็เลยเข้าใจ  คำว่า ดำรงสติให้มั่นมันเป็นอย่างนี้นี่เอง  คือ  การที่จิตเรามีความมั่นคงไม่หวั่นไหวไปตามกระแสแห่งกิเลสที่มันเข้ามากระทบภายในใจ  โดยมีสติคอยกำหนดรู้เฝ้าดูอาการที่มันเกิดขึ้นในใจเรา

พอเข้าใจได้อย่างนี้แล้วก็เดินกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  แล้วก็ได้ยินเสียงดังแว่วขึ้นมาอีกว่า “ทัสนานุตตริยะ” 

ก็ไม่ได้ตกใจอะไรกับเสียงที่ได้ยิน  ก็เดินกลับไปกลับมาและอยากรู้ว่าทัสนานุตตริยะมันคืออะไร  เดินไปในจิตมันก็บอกให้เรารู้ว่า  ทัสนานุตตริยะ คือการเห็นว่า  โลภ  โกรธ  หลง  กิเลส  ตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ  อัตตาตัวตน  ความอิจฉาริษยา  ความอาฆาตพยาบาท  ความเคียดแค้นชิงชัง  มันเป็นของต่ำ  เป็นของน่าเกลียด  เป็นสิ่งสกปรก  โสมม  ถ้าเห็นได้อย่างนี้แล้วจะทำให้จิตเราสูงขึ้น  พัฒนาขึ้น  และประเสริฐขึ้น  ก็เลยเข้าใจว่าทัสนานุตตริยะมันคือการเห็นอย่างนี้เอง

                วันที่ 6 ของการปฏิบัติ  หลังทานข้าวตอนเช้าเสร็จก็ลงมาเดินจงกรมตามปกติ  ก็เดินกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  แต่ยังไม่เกิดภาวะอะไรขึ้นมา  พอตอนบ่ายเดินได้ประมาณ  30  นาที  ก็รู้สึกถึงความว่างของจิต  เห็นความรู้สึกเฉย ๆ  ไม่ได้คิดอะไร  สิ่งที่มากระทบกายไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี  เสียงรถ  เสียงจั้กจั่นร้อง  ก็ไม่ได้สนใจเฉยกับมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  มันเป็นของมันเองไม่ได้คิดเอา  มันเป็นการเฉยแบบปล่อยวางว่างจากอารมณ์ต่าง ๆ  ที่เข้ามากระทบ  ก็เลยเข้าใจว่า  อ้อภาวะของจิตที่มันเฉย ๆ  มันว่าง ๆ  เป็นอย่างนี้เอง    

                พอตอนเย็นขณะที่นั่งรอทำวัตร  ก็นั่งสร้างจังหวะกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  ก็นึกถึงคำพูดของครูบาอุทิศที่ท่านบอกว่า  คำพูดของหลวงตาส่วนมากจะแฝงด้วยปริศนาอยู่เสมอ  ก็เลยนึกถึงคำพูดของหลวงตาซึ่งท่านจะพูดเป็นประจำทุกวันว่า “ลืมตากว้าง ๆ  มองไกล ๆ”  ก็คิดอยากจะไขปริศนากับคำพูดของหลวงตา  พิจารณาได้สักพักก็รู้ขึ้นมาเองว่า  ที่หลวงตาบอกว่า  ลืมตากว้าง ๆ  น่าจะหมายถึง  ให้เราลืมกิเลส  ตัณหา  ลืมความโลภ  โกรธ  หลง  ลืมอัตตาตัวตน  ความอิจฉาริษยา  ความอาฆาตพยาบาท  ความเคียดแค้นชิงชัง  ให้ตื่นขึ้นมาอย่าไปหลงใหลกับมัน  เราเคยหลับใหลกับมันมาเป็นเวลานานแล้วลืมมันเสียที  เมื่อเราลืมมันได้เราก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม  เราก็จะกลายเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  คือเข้าใจแบบนี้  ส่วนคำว่า  มองไกล ๆ  คือ  ให้เรามองไปข้างหน้าให้เห็นฝั่ง  อย่าหันกลับมามองมันอีก  อย่าไปอาลัยอาวรณ์กับมัน  นี้คือสิ่งที่ได้รู้จากการถอดรหัสคำพูดของหลวงตาในวันนั้น

                วันที่ 7  ของการปฏิบัติ  เป็นวันที่ถือว่ามีค่ามากที่สุดในชีวิตของการศึกษาและปฏิบัติธรรมมา  เพราะได้รู้  และเข้าใจเรื่อง อัตตาตัวตน  ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนในชีวิตแม้จะอ่านหนังสือหรือฟังเทศน์ก็ไม่มีวันได้เข้าใจลึกมากขนาดนี้   คือ  ในตอนเช้าหลังทานอาหารเสร็จก็ลงมาปฏิบัติที่เดิม  ก็ได้เอาเก้าอี้มานั่งสร้างจังหวะได้สักพักความง่วงก็เข้ามา  ก็พยายามต่อสู้แต่ก็สู้มันไม่ได้  พอหลับตาลงก็เห็นภาพหลวงตานั่งคุกเข่าเหมือนจะกราบพระแล้วท่านก็หันหน้ามา  ก็ตกใจเลยลืมตาขึ้น  คิดในใจว่าหลวงตาท่านคงไม่มาหรอก  แล้วก็หลับตาลงอีกพอลืมตาขึ้นมาก็เห็นหลวงตาเดินตรงมา  ทีแรกดูเหมือนว่าท่านจะผ่านไป  แต่ท่านก็ได้เดินเข้ามาถามว่า “ง่วงอยู่เหรอ”  ก็ตอบท่านไปว่า “ครับ”  ก่อนที่จะเดินไปท่านก็บอกว่า “ให้ดูตัวง่วง  กับตัวปรุง”  ก็ตอบท่านอีกว่า “ครับ”  ตอนนั้นความง่วงมันหายไปหมดเลย

                พอหลวงตาไปแล้วก็ลุกมาเดินจงกรม  เดินได้ไม่นานก็มีเสียงดังขึ้นอีกว่า “ความคิดที่เป็นอัตตาตัวตน”

ด้วยความอยากรู้ก็เดินกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  และในทางจงกรมนั้นก็มีใบไม้สีน้ำตาลใบหนึ่งตกอยู่ที่ด้านข้าง พอเดินกลับไปกลับมา  ก็สะดุ้งตกใจคิดว่าใบไม้มันเป็นตะขาบ  ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พอเดินไปได้สักพักครูวินัยซึ่งเดินอยู่อีกถนนฟากหนึ่งก็จามขึ้น 2 ครั้ง  ก็เลยสะดุ้งตกใจกับเสียงจาม  พอความตกใจเกิดขึ้น  ก็เกิดความโล่ง  แจ้งสว่างภายในใจ  เกิดรู้ขึ้นมาว่า  ถ้าเราไม่มีอัตตาตัวตน  เราจะไม่กลัว  ไม่สะดุ้งกับใบไม้กลายเป็นตะขาบ  จะไม่สะดุ้งกับเสียงจาม  ก็เลยรู้ว่า  อ้อความคิดที่เป็นอัตตาตัวตนเป็นอย่างนี้เอง  คือ  รู้ว่าทุกครั้งที่เราคิดจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่  เราจะใส่ตัณหา  ใส่ความอยากเข้าไปในความคิด  แล้วเราก็จะปรุงแต่งให้เป็นโน่นเป็นนี่  พอปรุงเสร็จแล้วก็เกิดอุปาทานการยึดมั่นถือมั่นว่า  อันโน่นก็ของเรา  อันนี้ก็ของเรา  ใครจะมาแตะต้องไม่ได้  แม้กระทั่งตัวตนของเราใครจะมาว่า  มานินทา  มาตำหนิติเตียนไม่ได้ 

                แล้วมันก็เข้าใจไปอีกว่า  คนเราที่ทะเลาะกัน  ขัดแย้งกันเพราะอัตตาตัวตนของแต่ละคนมากระทบกัน  คนที่ชนะก็จะเพิ่มอัตตาตัวตนสูงขึ้น  คนที่แพ้ก็จะก่ออัตตาตัวตนให้สูงขึ้นเช่นกันเพื่อรอวันเอาชนะในวันข้างหน้า  การแพ้หรือชนะก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนให้กับตัวเอง  คนที่ชนะอัตตาก็จะสูงขึ้นเพราะคิดว่าตัวเองเก่ง  ตัวเองถูก  แล้วก็ดูถูกเหยียดหยามคนที่แพ้  คนที่ด้อยกว่า  ส่วนคนที่แพ้ก็พยายามก่ออัตตาตัวตนให้สูงขึ้นเพื่อหาทางเอาชนะ

จึงไม่แปลกใจว่า  ทำไมคนเราจึงชอบพูดโกหก  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  กลายเป็นคนตอแหล  ก็เพราะมีเหตุผลสำคัญ  2  ประการ คือ  เพื่อตอบสนองอัตตาตัวตน  และเพื่อปกป้องอัตตาตัวตนไม่ให้ถูกกระทบ  หากเราไม่มีอัตตาตัวตน  เราจะไม่หลงในเงาเหมือนกับที่หลวงตาพูดในศาลา  จะไม่สะดุ้งตกใจกับภาพใบไม้กลายเป็นตะขาบ  และไม่กลัวกับเสียงที่คิดว่าจะมาทำอันตรายกับเรา  เราจะเห็นใบไม้เป็นใบไม้  ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยิน  ดังนั้น 

ไม่ว่าตาจะเห็นรูป  หูฟังเสียง  จมูกดมกลิ่น  ลิ้นลิ้มรส  กายสัมผัส  หรือธรรมารมณ์ที่เกิดกับใจ  ล้วนแล้วแต่เป็นอัตตาตัวตนที่มันเกิดขึ้นในความคิดของเราทั้งหมด  ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นอนัตตา  แต่เราคิดให้เป็นอัตตา  คือมันรู้อย่างนี้  เห็นอย่างนี้  และเข้าใจอย่างนี้

                เหมือนกับ  2  วันสุดท้ายของการปฏิบัติที่มีเสียงดนตรีมารบกวน  พอได้ยินปุ๊ปคนที่มีใจยินดีในเสียงก็จะพอใจ  เพราะชอบ  คนที่ไม่มีใจยินดีในเสียงก็ไม่อยากได้ยิน เกิดความไม่พอใจเพราะไม่ชอบ  ทั้งความพอใจและไม่พอใจนี้แหละคืออัตตาตัวตนที่เกิดขึ้นจากความคิด  เราจึงเฉยต่อมันไม่ได้  วางมันไม่เป็น  จึงเข้าใจว่า  ที่ผ่านมาเราเป็นทุกข์เพราะความคิดที่เป็นอัตตาตัวตนนี้เอง 

                เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เดินกำหนดรู้กลับไปกลับมาแล้วก็มีเสียงดังขึ้นอีกว่า “รูปนาม”  ก็เดินดูอีกว่ามันเป็นยังไง  สักพักหนึ่งก็มองไปเห็นขวดน้ำของครูสายัญก็เลยรู้ขึ้นมาว่า  อ้อรูปคือสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา  หู จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  รูปของน้ำก็คือสิ่งที่เราเห็นในขวด  นามของน้ำก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าน้ำ  แล้วก็มามองดูต้นไผ่ใกล้ทางจงกรม  ก็รู้ว่าอ้ออันนี้คือรูปของต้นไผ่  นามของต้นไผ่ก็คือสิ่งที่เราเรียก  เห็นก้อนหินที่อยู่ตรงหน้าก็เข้าใจ  ก็เลยมองทุกอย่างเห็นเป็นรูปเป็นนามไปหมด แต่การรู้เรื่องรูปนามนี้มันยังไม่สว่าง  ยังไม่แจ้งขึ้นมาภายในเหมือนกับสิ่งที่รู้ก่อนหน้านั้น  ก็เลยคิดว่า รูปนามที่เรารู้นี้เป็นเพียงรู้แค่รูปนามภายนอกเท่านั้น  ยังไม่เป็นการรู้แจ้งภายใน  พอเดินมาถึงห้องพักก็ได้เข้าไปยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณครูวินัยว่า “ขอบคุณมากนะครับสำหรับเสียงจาม”  ครูวินัยก็ได้แต่ทำหน้างง ๆ 

 

                นี้คือสิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมปฏิบัติธรรมครั้งนี้  นับเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของการปฏิบัติธรรมมา ลองไปปฏิบัติด้วยตนเองนะครับ  แล้วท่านจะได้พบความจริงตามกำลังสติปัญญาของท่านอย่างแน่นอน..

ผู้แสดงความคิดเห็น ลำครองสิทธิ์ คำสงค์ (lamkrong-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 17:54:41


ความคิดเห็นที่ 2 (1492998)

 

ขออนุโมทนากับอาจารย์ลำครองสิทธิ์ ด้วยนะคะ  สาธุสาธุ......

ผู้แสดงความคิดเห็น หนูฝนใจ วันที่ตอบ 2010-04-26 19:37:43


ความคิดเห็นที่ 3 (1493082)

การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าที่วัดป่าโสมพนัสครั้งนี้  ถือเป็นครั้งแรก  แต่ก็ได้มาทำบุญกับหลวงตาหลายครั้ง  เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันกับหลวงตาจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี  ก่อนที่จะมาปฏิบัติธรรมกับหลวงตา  ในคืนวันที่  15  มีนาคม  2553  ข้าพเจ้าฝันเห็นหลวงปู่มั่นเหาะลงมากลางศาลาท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก  แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าของข้าพเจ้าและสามี (อาจารย์ลำครองสิทธิ์)  แล้วท่านก็พูดว่า “ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง   ให้ตั้งจิตอธิษฐาน”   พอท่านพูดจบก็มีตัวหนังสือลอยขึ้นมาเหนือเข่าท่าน 3 บรรทัดว่า “ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  คุณพระพุทธ  คุณพระธรรม  คุณพระสงฆ์  คุณบิดามารดา  ครูอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นที่ตั้ง”

                แล้วท่านก็พูดต่อไปอีกว่า “ให้ตั้งใจเจริญสติดี ๆ”  พูดเสร็จท่านก็หยิบรองเท้าคีบสีน้ำตาลเก่า ๆ ท่านบอกว่าทำจากหนังวัว  เป็นรองเท้าที่ท่านเอาไว้ใส่หน้าหนาว  แล้วยื่นให้สามีของข้าพเจ้าพร้อมกับพูดว่า “ลองใส่ให้ภรรยาหน่อยซิ  คนอื่นเขาลองใส่กันหมดแล้วแต่ไม่มีใครใส่ได้  ถ้าใส่ได้ก็เอาไปเลย”  แล้วสามีก็ได้หยิบรองเท้าข้างขวามาสวมใส่ให้ข้าพเจ้า  ก็ปรากฏว่าใส่ได้พอดีแล้วท่านก็บอกให้ใส่อีกข้างหนึ่งแล้วก็ให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดว่า “ให้มองดูเท้าของตัวเอง”  พอข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนและก้มมองดูเท้าของตนเองสักพักหนึ่งก็เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะกราบท่าน  ปรากฏว่าท่านได้หายไปแล้ว 

                พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้เล่าความฝันให้สามีและลูก ๆ  พร้อมกับน้องสาวของสามีข้าพเจ้า (อากุ้ง)  ฟังว่า  เมื่อคืนฝันดีมาก ๆ  และบอกกับสามีว่าให้พาไปกราบหลวงปู่หน่อย  เพราะบ้านพักของอากุ้งอยู่ใกล้กับวัดหลวงปู่  คือวัดป่าสุทธาวาส  ในตัวเมืองจังหวัดสกลนคร  ประมาณ 300  เมตร  พอทานข้าวเสร็จก็ได้รับโทรศัพท์จากครูสุนัน ก็เลยเล่าความฝันพอคร่าว ๆ ให้ครูสุนันฟัง  เสร็จแล้วข้าพเจ้าและสามีก็พากันไปกราบขอพรจากหลวงปู่  บอกว่า  ข้าพเจ้าและครอบครัวจะเข้าปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส  อำเภอพรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร  ขอให้ลูกเกิดดวงตาเห็นธรรมด้วยเทอญ

                เสร็จแล้วก็มารอรับครูเรณูกับแม่  และน้องชายครูเรณู  ข้าพเจ้าก็ได้เล่าความฝันให้ฟังในรถ  พอถึงบ้านก็พากันทานข้าว  ประมาณสี่โมงเย็นก็พากันขึ้นไปหาหลวงตาที่วัด  ท่านกำลังพาพระเทปูนรอบที่พักสำหรับผู้หญิงที่จะมาปฏิบัติธรรมช่วงเดือนเมษายน  ก็เลยเรียนถามท่านเกี่ยวกับลูกชาย  หลวงตาท่านบอกว่า  ให้เอามันไปทิ้ง  หลวงตาไม่มีเวลาดูแลให้  เดี๋ยวแม่มันจะไม่ได้อะไร  แล้วก็ลาหลวงตาลงมาอาบน้ำและทานข้าวที่บ้านของย่าก่อนจะกลับขึ้นไปใหม่

                ตอนเย็นคณะผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหมดก็พากันมารวมกันที่ศาลาเพื่อรอทำวัตรเย็นและฟังธรรมจาก

หลวงตา  ข้าพเจ้าก็นั่งตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า “สาธุ  สาธุ  ลูกได้เข้าอบรมปฏิบัติธรรมครั้งนี้  ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัย  คุณพระพุทธ  คุณพระธรรม  คุณพระสงฆ์  คุณบิดามารดา  คุณครูบาอาจารย์  และพระเจ้าที่เจ้าภูมิ  เทวาอารักษ์  เจ้าป่าเจ้าเขา  เทวดาประจำตัวของลูก  พร้อมทั้งเจ้าแม่โพธิสัตว์  ขอให้ท่านทั้งหลายที่ลูกได้กล่าวอ้างอิง  จงมาอนุโมทนาบุญในการปฏิบัติธรรมครั้งนี้  ขอให้ลูกเกิดดวงตาเห็นธรรมด้วยเทอญ”  หลังจากเลิกทำวัตรและฟังการอบรมจากหลวงตาเสร็จก็กลับมาพักผ่อนพร้อมกับผู้เข้าปฏิบัติธรรม  ก็ปรากฏว่านอนไม่หลับทั้งคืน  เพราะมีความวิตกกังวลหลายเรื่องและคิดถึงลูกชายที่ฝากไว้กับย่าที่บ้าน

 

                วันแรกตื่นนอนเวลา  03.12  นาฬิกา  พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ไปกวาดทางเดินจงกรมแล้วก็ไปทำวัตรเช้าและฟังธรรมจากหลวงตาจนถึงเวลา  07.00 น.  ก็รับข้าวต้มรสชาติก็อร่อยดี  เวลา  07.30 น.  หลวงตาก็ปล่อยให้ไปเดินจงกรมกับคณะประมาณ  10  กว่าคน  เวลาเดินก็คิดฟุ้งซ่านไปหลายเรื่อง  และก็ปวดเมื่อยตามร่างกาย  หน้ามืด  วิงเวียน  และก็ง่วงนอนเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน  วันนี้ทั้งวันแทบไม่ได้อะไรเลย

 

                วันที่  18  ก็ตื่นนอนตามปกติ  ทำวัตรเช้าและฟังธรรมจากหลวงตา  พอถึงเวลารับอาหารเช้าเป็นต้มมาม่า  ก็เลยคิดในใจว่า  วันนี้ตายแน่นอน  เพราะกลัวปวดท้อง  ตักมาก็เลยทานไปครึ่งหนึ่ง  พอทานเสร็จก็มาเดินจงกรมเลยคิดว่า  วันนี้ตายเป็นตาย  จะตัดความคิดออกไปให้ได้  จะไปบอกหลวงตาก็กลัว  จะไปบอกครูใหญ่ก็ไม่ได้  ก็เลยต้องเดินจงกรมกลับไปกลับมาจนถึงเวลา  11.00 น. แต่สิ่งที่กังวลคือการปวดท้องก็ไม่ปวด  แต่ปวดตามแข้งตามขา  พอมาทานอาหารเพลในใจก็คิดว่า  จะทำยังไงถึงจะหายปวดขา

 

                พอทานข้าวเสร็จก็มาเดินจงกรมต่อจนถึงเวลาประมาณบ่ายสามโมง  ความปวดก็ยังไม่หายไป  ก็เลยคิดว่า  ลองนั่งสร้างจังหวะดูซิ  พอนั่งสร้างจังหวะไปได้สักพักก็รู้สึกสนุกเพราะมันไม่ปวดขา  พอทำไป ทำไป  ประมาณสักบ่ายสี่โมงเย็นก็รู้สึกว่าสมองมันโล่ง  จิตมันไม่ได้คิดเรื่องอื่นมันมาอยู่กับมือที่ยกขึ้นยกลง  และรู้สึกมันเบา  เบาขึ้นเรื่อย ๆ  สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่าทะลุตั้งแต่ลำคอลงไปจนถึงฝ่าเท้าทั้งสองข้าง  มีความรู้สึกว่า ภายในร่างกายมันไม่มีอะไรเลย  มันมีแต่ความว่างเปล่า  แล้วมันก็แผ่ซ่านขึ้นมาเป็นความเบาจนแทบประคองตัวเองไม่ได้  และรู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่ได้หายใจ  มันรู้สึกโล่ง  โปร่ง  เบาสบาย  เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำรู้สึกว่า  เพียงแค่เท้าแตะพื้นเท่านั้น  เพราะมันเบามาก  ก็เลยทำให้รู้ว่า  พระที่ท่านฝึกจิต  ฝึกการปฏิบัติจนได้อารมณ์กรรมฐานท่านตัวเบาเป็นอย่างนี้เอง  ในใจก็คิดว่าจะไปถามหลวงตาว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

 

                ช่วงที่ทำวัตรเสร็จและฟังหลวงตาเทศน์   ก็ นั่งสร้างจังหวะไปเรื่อย ๆ  แล้วก็มีอาการเบาขึ้นมาอีกและมีความรู้สึกว่า  เหมือนมีอะไรมากระทบที่หน้าอกวูบหนึ่ง แล้วก็รู้สึกโล่งพอขยับตัวก็รู้กลับมาเป็นปกติ  หลังจากหลวงตาเทศน์เสร็จก็เข้าไปเรียนถามหลวงตา  ท่านก็บอกว่า  เป็นอาการของปีติ  เป็นอาการของการเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นบ้างแล้ว  ระวังจะนอนไม่หลับ  ให้กำหนดลมหายใจเวลานอน  ท่านบอกว่ายังไม่ต้องไปบอกใคร  ไม่ต้องไปเพ่ง  ไม่ต้องไปยึดติด  อย่าไปอยากรู้อยากเห็น  ให้กำหนดรู้ทุกอย่าง  แล้วให้ดูว่า  จิตของเรามันจะไปทางไหน  และก็จริงเหมือนกับที่หลวงตาพูดคือนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน  แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย

 

                วันที่  19  ลุกขึ้นมารู้สึกว่ามันโล่ง  เบาไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกับว่าไม่มีอะไร  จิตมันสดชื่น  เบิกบาน  ตื่นอยู่ตลอดเวลา  ช่วงที่นั่งฟังหลวงตาเทศน์หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จก็นั่งสร้างจังหวะ  ข้าพเจ้าก็ได้อารมณ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  คือ  ร่างกายมันเบา  โล่งตั้งแต่หัวใจลงไปหาท้องแต่ความรู้สึกมันเกิดไม่นานเท่าไหร่แล้วมันก็หายไป  และในขณะที่กำลังนั่งทานข้าวตอนเช้าอยู่นั้น  ข้าพเจ้าก็คิดว่า  อยากจะเห็นปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นในขณะที่เดินจงกรมว่ามันจะเป็นอย่างไร

                หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ลงไปเดินจงกรม  ก่อนเดินก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ขอให้พระแม่ธรณีช่วยเบิกทางให้ลูกได้ดวงตาเห็นธรรมอีกครั้งหนึ่งด้วยเทอญ”  แล้วก็เดินกำหนดรู้กลับไปกลับมา  ยิ่งเดินก็รู้สึกว่า  เท้าตัวเองยิ่งเบา  ยิ่งเบาก็ยิ่งเดิน  อาการเบามันแผ่ซ่านขึ้นมาเรื่อย ๆ  ตั้งแต่เท้าขึ้นมาจนถึงศรีษะ  เดินก็ไม่รู้จักเหนื่อย  สักพักก็เหมือนมีอะไรมากระทบที่ขาด้านขวาแล้วพุ่งขึ้นมาหาศรีษะ  แล้วรู้สึกว่ามันเบา  โล่งกว่าเดิมหลายเท่า  และหลวงตาก็เดินมาหา  ข้าพเจ้าก็เลยเล่าอาการให้หลวงตาฟัง  ท่านก็บอกว่าให้กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ จากนั้นก็กำหนดรู้เหมือนกับที่หลวงตาบอกจนเสียงระฆังดังขึ้นจึงได้ขึ้นมาบนศาลาเพื่อทานอาหารเพล

                ช่วงที่กำลังทานอาหารเพลอยู่นั้น  จิตมันก็คิดอยากจะรู้จะเห็นอีกว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป  นึกถึงคำหลวงตาบอกว่า  หากมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นอีกก็ไม่ต้องไปตั้งคำถามในใจให้ปล่อยมันไป  แค่เฝ้าดูไปเรื่อย ๆ  พอถึงช่วงบ่าย  ข้าพเจ้าก็มานั่งสร้างจังหวะกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  ก็รู้สึกเบา  ไม่เหนื่อย  แต่ไม่รู้สึกโล่งเหมือนตอนเช้า  และก็ลุกมาเดินจงกรมกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  มีความรู้สึกเบาสบายภายใน  ถ้ามีความคิดเข้ามาก็จะบอกว่า  ฉันกำลังเดินอยู่นะแล้วมันก็หายไป  ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  จนเสียงระฆังดังขึ้นในเวลา  17.00  น.

 

                วันที่  20  หลังจากได้ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ  ตอนเช้าก็ลงมาเดินจงกรมและนั่งสร้างจังหวะสลับกันไป  ฝึกตัดความคิด  จิตมันก็จะเถียงกันอยู่ร่ำไป  แต่ไม่มีอาการปวดเมื่อย  พอช่วงบ่ายขณะที่กำลังเดินจงกรมในเวลาประมาณบ่ายสามโมง  อาการเบาและโล่งภายในใจก็ปรากฏขึ้นอีกเหมือนท่อลมมันวิ่งลงมา  เมื่อมีอาการอย่างนี้ปรากฏเกิดขึ้นก็เดินอมยิ้มอยู่คนเดียว

 

                วันที่  21  ได้อารมณ์ขณะที่กำลังเดินในตอนเช้า  ยิ่งเดินก็ยิ่งได้อารมณ์  รู้สึกโล่งตั้งแต่หัวลงมา  และมีความรู้สึกว่า  เมื่อจิตเราว่างหรือเป็นสมาธิก็จะรู้เลยว่า  ในตัวตนของเรามันมีแต่ความว่างเปล่า  มีแต่ความเบาสบาย  แต่เมื่อจิตไม่ว่าง  ไม่เป็นสมาธิ  ก็จะทำให้รู้สึกว่าตัวเรามีแต่กิเลส  ตัณหา  มีแต่ความหนัก  ไม่เหมือนกับจิตที่มีสมาธิไม่ทานข้าวก็เหมือนกับเราอิ่ม  เราโล่ง  เราโปร่ง  และเบาสบาย

 

                วันที่  22-23  หลังจากที่ทานข้าวเสร็จก็ไปเรียนถามหลวงตาว่า  ความโล่ง  ความโปร่ง  ความเบาสบาย  คือจิตที่นิ่งหรือจิตที่เป็นสมาธิใช่หรือเปล่า  หลวงตาตอบว่าใช่  และท่านก็ให้กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ อย่าไปชวนมันคุย  แล้วก็มาเดินจงกรมสลับกับนั่งสร้างจังหวะกำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ  เมื่อจิตมันสงบรู้สึกสบาย  ก็เดินยิ้มอยู่คนเดียว  2  วันสุดท้ายจึงได้แต่ความเบาสบาย

 

                นี้คือประสบการณ์อันล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า  ในชีวิตนี้จะได้พบสิ่งประเสริฐมากขนาดนี้  ซึ่งเงินทองไม่อาจซื้อหาได้  ภาวะแห่งความรู้แจ้ง  ความสว่างภายใน  และความโล่ง  โปร่งเบาสบายที่ได้รับในการไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้จะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านานอย่างมิลืมเลือน.

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น กระจ้อน วันที่ตอบ 2010-04-27 18:08:51


ความคิดเห็นที่ 4 (1493254)

                วันที่16 มีนาคม   2553                                                                                                                                                                                                       ออกเดินทางเวลา 08.30น. นั่งรถตู้ครูประสงค์ไป รู้สึกตื้นเต้นมาก กลัวและกังวลว่าตัวเองจะปฏิบัติไม่ได้ จะคอยถามครูประสงค์ตลอดเลยว่าอีกนานไหม กว่าจะถึงอีกกี่ชั่วโมง นับหลักกิโลเมตรที่อยู่ข้างทางตลอดเลย  17.00น. แวะเข้าห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อและทานอาหารเย็นที่สกลนคร เพราะถ้าถึงวันจะไม่ได้ทานอะไรอีกแล้ว พอใกล้จะถึงวัดก็ตื่นเต้นมาก พอถึงวัดบรรยากาศเย็นมากยกกระเป๋าลงรถด้วยความเงียบเวลาคุยกัน ก็ต้องกระซิบไม่กล้าคุย เข้าไปกราบแม่ชีที่ศาลาและกรอกข้อมูลการปฏิบัติธรรมในเอกสารที่วัดเตรียมให้   แล้วก็ดื่มน้ำปานะทำวัตรเย็นเสร็จแล้วก็เข้าที่พักเก็บของอาบน้ำนอนหลับ

 

             วันที่  17 มีนาคม   2553

                             ตื่น ตี 3 เมื่อคืนนอนไม่หลับเลยอากาศเย็นมากพื้นก็แข็งปวดหลัง   รีบทำธุระส่วนตัว  ก็ได้ยินเสียงระฆังให้ไปสวดมนต์ที่ศาลาง่วงนอนมากๆ หลวงตาบอกว่าเราต้องเอาชนะความง่วงให้ได้ ให้ลืมตากว้างๆ แล้วมองให้ไกลๆ  ก็ช่วยได้บ้างแต่ก็ไม่รู้หรอกว่าท่านกำลังสอนปริศนาธรรม หลวงตาเทศน์สนุกมาก 6 โมง ก็ทานอาหารเช้าเป็นข้าวต้มเวลาทานข้าวให้ตักใส่ชามใบใหญ่เอาทุกอย่างรวมกันแล้วทาน ทุกคนก็ทานเหมือนกันทั้งพระและผู้ปฏิบัติธรรม  ทานเสร็จก็เอาชามไปล้างเอง เวลาจะลุกจะนั่งจะต้องทำอย่างเป็นระเบียบไปทีละแถวต้องรู้จักอดทนและรอคอย  แล้วหลวงตาก็แบ่งกลุ่มให้ไปเดินจงกรม กลุ่มของข้าพเจ้าได้ไปเดินที่สวนป่าสัก มีลู่จงกรมให้เดินและมีที่นั่งให้ มีพระคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ พระท่านก็เดินท่านบอกว่าไม่ต้องเกร็งให้เดินสบายๆ เหนื่อยก็นั่งพักเจริญสติ  แล้วก็เริ่มเดินสักพักก็เริ่มเบื่อและมีความปวดเมื่อย  11 โมง ได้ยินเสียงระฆังดีใจมากจะได้พักทานอาหารกลางวัน  อาหารวันนี้อร่อยมาก  แล้วก็ไปเดินต่อช่วงบ่ายอากาศเริ่มร้อนทำให้เบื่อและหงุดหงิดอยากกลับบ้าน อยากร้องไห้และปวดหลังปวดขา  ก็ต้องฝืนแต่ก็แอบนั่งและไปห้องน้ำบ้าง  เดินจนถึง 5 โมงเย็นก็เลิกต้องรีบอาบน้ำเพราะคนเยอะ  6 โมงเย็นก็ไปเดินจงกรมรอบวัดดื่มน้ำปานะทำวัตรเย็นและฟังเทศน์จากหลวงตาประมาณ  3 ทุ่มก็เลิกเตรียมตัวเข้านอน

 

วันที่  18  มีนาคม  2553

 

                           วันนี้ก็เหมือนทุกวันแต่นั่งผิดกลุ่ม ก็เลยได้ย้ายไปเดินที่สวนมะม่วง วันนี้พยายามเดินและบอกกับตัวเองว่าจะตั้งใจ ก็เดินได้นานขึ้นความปวดเมื่อยมีบ้างแต่ก็น้อยลง ไม่รู้สึกง่วงเลยมองคนรอบข้างเค้าตั้งใจมากก็ยิ่งทำให้เราตั้งใจมากขึ้น แม่ชีก็จะคอดูแลเป็นอย่างดีใครแอบหลับไม่ตั้งใจ เข้าห้องน้ำบ่อยก็จะคอยเตือน วันนี้เดินได้นานได้ความอดทนและชนะความง่วงได้บ้าง

                วันที่  19  มีนาคม  2553

                               วันนี้เดินได้ไม่ดีเลยง่วงและเบื่อมาก ๆ  เดินไปเกือบชนต้นไม้  แต่ไม่ปวดเมื่อย  ตอนพักทานอาหารกลางวัน  หลวงตาบอกให้ตั้งใจและเอาชนะมารทั้งหลายให้ได้แต่เรามารเยอะมากโดยเฉพาะมารทางความคิด คิดมากและทำให้ไม่มีสติเลย

 

                วันที่  20  มีนาคม  2553

                              วันที่ 4 แล้วคนอื่นทำได้ดีขึ้นแต่เรายังไม่ได้อะไรเลยก็บอกกับตัวเองว่า  ต้องตั้งใจนะและต้องเอาชนะความง่วงให้ได้ก็ทำได้ ตอนเช้าเดินตลอดเลยไม่พักนั่งและดื่มน้ำและเวลาผ่านไปเร็วมากเดินแล้วรู้สึกได้อารมณ์พอช่วงบ่ายก็เดินต่อจนถึงเย็นและได้เทคนิคว่า  ถ้าง่วงก็เดินเร็วและมองคนที่ง่วงกว่าเราแล้วเราก็จะหายง่วง เดินไปเรื่อยๆ  ไม่ต้องพักแล้วเราจะไม่เมื่อยและไม่ง่วงค่ะ

 

                วันที่ 21  มีนาคม  2553

                             วันนี้หลวงตาบอกว่าเวลาเดินให้เอาความรู้สึกไว้ที่เท้าเราก็ไม่เข้าใจ พระพี่เลี้ยงบอกว่าความรู้สึกที่เท้าคือ  เวลาเดินให้เราฟังเสียงเท้าที่กระทบกับดินรู้ว่าเรากำลังเดิน เวลาเดินให้อยู่กับปัจจุบันรู้สึกดีขึ้นมากคิดน้อยลงคิดแล้วไม่คิดต่อก็ทำให้มันลืมไป และทำให้รู้ว่า  การที่เราทุกข์เพราะความคิดทุกคนคิดได้แต่จะทำอย่างไรไม่ให้คิดแล้วเป็นทุกข์

 

วันที่ 22  มีนาคม 2553

                วันนี้เดินได้ตลอดไม่ง่วงไม่เมื่อยรู้สึกดีมีความรู้สึกตัวมากขึ้นเดินได้อารมณ์มาก เวลาก็

ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

        

                วันที่  23  มีนาคม  2553

                        วันสุดท้ายแล้วพรุ่งนี้ได้กลับบ้านแล้ว วันนี้เดินเหมือนทุกวัน ช่วงบ่ายก็เริ่มเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเดินต่อประมาณ  4 โมงเย็นขณะที่กำลังเดินอยู่มีความรู้สึกได้อารมณ์มากเดินแล้วเหมือนมีลมเย็นๆ พัดมากระทบที่หน้ารู้สึกโล่งใจมากสมองปลอดโปร่งสมองไม่คิดอะไรเลย  จนถึง 5 โมงเย็นค่ะ

 

                วันที่ 24 มีนาคม 2553

                        ตื่น 03.15 น. เก็บกระเป๋าทำความสะอาดที่พัก ก่อนกลับก็สวดมนต์ทำวัตรเช้าก่อนแล้วก็ลาหลวงตาเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพค่ะ…

 

                      ประสบการณ์ 7 วันที่ดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรมทำให้ได้ความอดทน  ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่แท้จริง ได้ปฏิบัติจริงซึ่งแตกต่างจากที่เคยทำมา  ประทับใจในคำสอนของหลวงตาเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ  ค่ะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณครูกลอย วันที่ตอบ 2010-04-29 15:36:09


ความคิดเห็นที่ 5 (1493255)

                  เมื่อรับทราบข่าวจากทางโรงเรียน ว่าจะมีการพาคณะคุณครูโรงเรียนอนุบาลบุญยรักษ์ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส ในระหว่างปิดภาคเรียนช่วงเดือนมีนาคม ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม ร่วมกับคณะคณุครูซึ่งเป็นกัลยาณมิตรที่ดีด้วยกันเสมอมา

เมื่อได้มาถึงที่วัดป่าโสมพนัสแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า วัดนี้เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ได้สวยงามเสิศหรู เหมือนวัดบางแห่ง คงมีแต่ความสงบ ร่มเย็น เรียบง่าย

วันแรกที่ข้าพเจ้า ได้ปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีความทุกข์ทรมานทางกายมาก ต้องต่อสู้กับความง่วง และความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแต่ข้าพเจ้าไม่เคยท้อถอยเลยและคิดว่าพรุ่งนี้จะทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าวันนี้อีก  เพราะได้ทราบจากหลวงตาและครูบาอาจารย์พระพี่เลี้ยงแล้วว่าในสามวันแรก จะพบกับความลำบากอะไรบ้าง ด้านทุกขเวทนาทางกาย ช่างวันแรกจะมีแต่ความง่วงเหงา หาวนอน และความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่พอได้นอนหลับพักผ่อนตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็สดชื่น ขึ้นมาเหมือนเดิม และได้รับฟังธรรมะดี ๆ พร้อมคำชี้แนะต่าง ๆ จากหลวงตาสุริยา ยิ่งเพิ่มพูน กำลังใจ และความพยายามมากขึ้น

วันที่ 2 ข้าพเจ้าสามารถกำจัดความง่วงได้ดีขึ้น และเดินจงกรมได้สบายขึ้น

วันที่ 3 ข้าพเจ้า สามารถทำได้ดีขึ้นมาก แต่มีความเบื่อหน่ายแทรกเข้ามาเพราะยังตัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจไม่ได้  พยายามหาวิธีตัดความคิดโดยการกำหนดรู้สึกตัวที่เท้า ก็ใช้ได้ผลพอสมควร ความทุกข์เวทนาทางกายลดลง คงมีแต่ความเพลิดเพลิน สบายกายดีขึ้น

วันที่ 4-7 ของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าสามารถเดินได้นานมากขึ้นสามารถตัดความง่วงเหงา หาวนอน ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางกายได้ดีขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพราะร่างกายปรับตัวได้แล้ว มีความอดทน อดกลั้นต่อความเหนื่อยความหิวโหย ได้ดีขึ้น และปฏิบัติธรรมได้อย่างมีความสุขดีแต่ข้าพเจ้า ยังไม่สามารถตัดความคิดของตนเองได้เลย ความคิดต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ประสบการณ์ จากการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม ที่วัดป่าโสมพนัสในครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะยังตัดความคิดไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นนับว่าเกินความคาดหมายได้ความอดทน อดกลั้น

การรอคอย ความมีระเบียบวินัยเมื่ออยู่ร่วมกับคนหมู่มากได้พบเจอพระที่มีจริยาวัตรงดงามทั้งกายใจ ได้รับฟังธรรมะข้อคิดดี ๆ จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ พบเจอแต่กลัยาณมิตรที่ดี ได้พบกับสัจธรรมของชีวิตคนเราที่เกิดมา มีร่างกาย มีชีวิต มีจิตวิญญาณ เมื่อวันหนึ่งเราต้องละทิ้งสังขารร่างกายไปแล้ว สิ่งที่จะอยู่กับเรา คือความดีงาม ที่ได้กระทำไว้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าหวังว่า คงจะมีโอกาสได้กลับมาปฎิบัติธรรม ณ วัดแห่งนี้อีกเพื่อฝึกฝนกายและใจ ให้พบเจอกับทางสว่างของชีวิตตนเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณครูเปี่ยมจิตร วันที่ตอบ 2010-04-29 15:40:50


ความคิดเห็นที่ 6 (1493303)

ขออนุโมทนาด้วยคน กับคณะครูอาจารย์

อนุโมทนากับอ.ลำครองสิทธิ์  ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อด วันที่ตอบ 2010-04-30 09:13:31


ความคิดเห็นที่ 7 (1493317)

ข้าพเจ้าคุณครูบรรเจิด    สังขวิชัย  ฝ่ายธุรการ   โรงเรียนอนุบาลบุณยรักษ์

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส  . สกลนคร ระหว่างวันที่ 16 – 24 มีนาคม 2553   เนื่องจากเป็นโครงการการปฏิบัติธรรมประจำปีของโรงเรียน   เป็นการนำคณะผู้บริหารและคณะครูได้ปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาบุคคลากร

       ข้าพเจ้าได้รู้จักวัดป่าโสมพนัสจากหนังสือ  “การรู้ธรรมแบบรู้แจ้ง”  เขียนโดย หลวงตา ส. มหาปัญโญ   จากอาจารย์

รุ่งรุจน์ธนัน  บุณยรักษ์  ท่านผู้จัดการ  ได้อ่านและฟัง  cd  ที่แนบมากับหนังสือด้วย  ประสบการณ์ที่ได้รับในการไปปฏิบัติในครั้งนี้

 

1.  ได้อะไร        2. เรียนรู้อะไร    3.  ประทับใจอะไร

 

1.   ได้อะไร      ได้ฝึกฝนตนเอง  เห็นกิเลสตัวเอง  และวิธีการจัดการกับกิเลสของตนเองพอได้บ้าง  ได้แก่  ความง่วง  

ความเมื่อย  ความฟุ้งซ่านจากความคิด   ความอดทน

2.  เรียนรู้อะไร   ได้เรียนรู้การปฏิบัติในแนวทางเจริญสติแบบเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบอย่างไร แตกต่างกับแบบอื่น ๆ

อย่างไร  

                การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว   สติให้รู้สึกจับที่การเคลื่อนมือไปมาตลอดไม่ไปที่อื่น   การเดินสติอยู่ที่เท้า  และรู้สึกที่เท้าไม่ไปไหน  แต่เรายังจับได้น้อยเพราะยังฟุ้งซ่านไปกับความคิดอยู่มาก   ก็ยังไม่รู้ว่าคิดถูกหรือเปล่า  แต่คิดได้แบบนี้

ได้ข้อคิดว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์พระผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบแต่เดิมสืบ ๆ มานั้น กว่าท่านจะได้อรรถ  ได้ธรรมของท่านและนำมาสั่งสอนพวกเราได้นั้นยากและต้องพากเพียรเป็นอย่างยิ่ง   ทำให้รู้คุณค่าในธรรมของท่านทุก ๆ องค์  มีความเคารพในธรรมและศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ทุก ๆ องค์  และภูมิใจว่าเราก็เป็นผู้มีวาสนาที่ดีที่มีโอกาสได้พบและกราบไหว้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและเคารพมาตลอด    ทำให้มีพลังใจในบุญกุศลของตนเองและไม่ท้อถอยที่จะเพียรพยายามเพื่อจะได้อรรถ  ได้ธรรมสร้างบุญเพื่อจะได้นำความรู้ไปสร้างประโยชน์และตอบแทนบุญคุณให้กับพระพุทธศาสนาได้มากขึ้น  

3.   ประทับใจอะไร  

ความเมตตา     ความอดทนในการสอนเพื่อให้ทุกคนทำได้ของหลวงตา      ครูบา ทุกรูป    และ คณะแม่ชี

ที่ทำให้ดู   อยู่ให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี 

ประทับใจหลวงปู่เริญ   หลวงปู่สังข์  พระภิกษุ ผู้มีอายุมากแล้วทั้งสององค์  แต่มีความตั้งใจมั่นในการช่วยสอน  หลวงปู่สังข์ท่านป่วยมีอาการไอ  ถึงไอมากแต่ก็ลงมาร่วมกิจวัตรตลอดไม่ได้ขาดแม้หลวงตาจะอนุญาตก็ตาม    ท่านขออนุญาตเพียงว่า  ขอช่วยดูอยู่ห่าง ๆ เพราะเกรงว่าอาการไอของท่านจะไปเป็นการรบกวนผู้ปฏิบัติธรรม   ท่านไม่ได้ห่วงกายท่านเลยท่านห่วงผู้อื่น ๆ  ต่างหาก   และห่วงในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างมากและได้ทราบข่าวว่าจนวันสิ้นสุดการปฏิบัติของคณะ  ท่านเป็นมากจนต้องพาไปโรงพยาบาล   กราบอนุโมทนาบุญกับครอบครัวอาจารย์ลำครองสิทธิ์ที่ได้ดูแลอุปัฏฐากภิกษุผู้เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นกุศลยิ่งขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ 

เทคนิคการสอนของหลวงตาทุกอย่างเป็นอุปกรณ์สอนได้หมด  เช่น  การกำหนดสติของชาวอินเดียที่ฝึกสมาธิด้วยเสียงระฆัง   นำมาสอนให้รู้จักการกำหนดสติอย่างไร   เสียงจะเกิดได้เพราะใจตั้งมั่นอยู่ที่การหมุนระฆัง   ถ้าไม่มองไม่จดจ่อเสียงก็ไม่เกิดไม่ต่อเนื่อง  

กระโถน กระแทกกระโถน ๆ และเน้นโทนเสียงหนัก ๆ  ดุ  ดุ   เพื่อปลุกให้หายง่วง ๆ   จะได้ตั้งใจฟังธรรม

นาฬิกาปลุกไก่   จะให้รางวัลเป็นนาฬิกาปลุกเพราะในระหว่างนั้นทุกคนก็กลัวตื่นไม่ทัน  ทำให้สนใจฟังธรรมขึ้น เพราะอยากได้รางวัล

เท้าของหลวงตา  ( การมีสติอยู่กับตีน  ยกเท้าขึ้นมาประกอบทำให้เห็นชัด ๆ แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคนจะนำไปคิดได้ )   มันจะยากอะไรนี่ไง  ตีน ตีน   

การเดินไปสอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัติด้วยตัวเองของหลวงตา  ที่ทางจงกรมของทุก ๆ คน   ได้สอบถามความก้าวหน้าในการปฏิบัติเพื่อช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด  ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่น   มั่นใจ

การยกตัวอย่างเพื่อเป็นอุบายธรรมในการสอน  หลายครั้งท่านยกหลวงปู่สังข์  หลวงปู่เริญ     และพระผู้พรรษาน้อยหรือพระบวชใหม่  คณะคุณแม่ชี  มาเป็นตัวตลก    เรื่องตลก ๆ   และสอดแทรกธรรมะ  เพื่อให้คลายเครียดและมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น  และหลวงปู่ทุกองค์  ตลอดถึงพระ   คณะคุณแม่ชีผู้ถูกหลวงตายกเป็นตัวอย่างก็มีความยินดีด้วยอาการสงบและรู้ธรรมไปด้วย  ซึ่งบางเหตุการณ์ถ้าเป็นเราคงอับอายในคำพูดเป็นต้น   เช่น พระท่านไม่กล้าพูดไมล์  ก็ถือไมล์ไว้นานมาก ๆ ๆ ทุกคนก็รอฟัง  จนท่านต้องพูดขึ้นด้วยอารมณ์ขันว่า  บ่แม่นตายแล้วติ๊ หมายความว่า ตายแล้วเหรอถึงเงียบไป

ความสะอาด   ระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดของวัด    การจัดระเบียบ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะในการทำกิจกรรมทุก ๆ อย่างร่วมกันของคณะใหญ่

ประทับใจผู้บริหาร    คณะครูผู้ร่วมเดินทาง  มีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันช่วยเหลือและให้กำลังใจกันดีมาก    และดูแลปฏิบัติกันได้ดี   เพราะการปฏิบัติครั้งนี้เป็นสิ่งที่ยังใหม่มาก ๆ และค่อนข้างหนักและเครียด 

คงต้องศึกษาและปรับตัวของเราอีกหลาย ๆ อย่าง    

บทสวดมนต์ต่อจากบทบูชาพระรัตนตรัย   จะเป็นการเฉลยของการสอนในวันนั้นๆ  เรื่องนี้จะมาเข้าใจในวันที่ สาม  ถึงวันที่สี่  จนถึงวันที่หกถึงเจ็ดได้เข้าใจชัดมากขึ้น

ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติ     ข้าพเจ้าได้เดินพิจารณาธรรมคำว่า   “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ”  และได้ขอให้ได้กระจ่างแจ้งเกินความหมายตัวอักษรนี้  คิดไป ๆๆ  ก็คิดได้แค่ตื้น ๆ ไม่สามารถลึกซึ้งเหมือนอะไรมาติดขัดอยู่   และวันสุดท้ายของการสวดมนต์เย็นทางวัดได้สวดบทนี้   ทำให้เกิดปีติในธรรม  และนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณาธิคุณ   สั่งสอนสัตว์โลกผู้ไม่ที่ยังโง่เขลาอยู่มาก  และคำสอนที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นลำดับสืบมา   ที่ยังมีเมตตาคอยช่วยเราอยู่เสมอ

 

 

ขอเล่ารายละเอียดในการปฏิบัติ  7   วัน

วันที่หนึ่ง      ตื่นตีสาม  มาสวดมนต์ ฟังธรรมรวมที่ศาลา  มีความปกติไม่ง่วง  ชอบสวดมนต์และฟังธรรมเป็นปกติอยู่แล้ว    แต่นั่งพับเพียบไม่ค่อยสะดวกเพราะปวดเข่ามากๆ  พลิกบ่อย ๆ  เกรงใจผู้อื่นมาก   สร้างจังหวะไม่เป็นเพราะถ้าสร้างจังหวะแล้วฟังหลวงตา จะฟังไม่รู้เรื่องต้องนั่งนิ่งๆ  จึงจะฟังได้รู้เรื่อง       ทำให้เรารู้สึกแปลกที่เราทำไม่ได้เลยไม่ค่อยสนุกและรู้สึกเบื่อ ๆ  เป็นอาการนี้อยู่หลายวัน

                 ภาคเช้า หลังจากทานข้าวเช้าได้ไปเดินจงกรมอยู่ในกลุ่มป่าสัก ใกล้ที่พัก ใกล้ห้องน้ำ  มีคณะครูเราเจ็ดคน   กลุ่มอื่นอีกสามคน   ภาคเช้าผ่านไปปกติ    ภาคบ่ายอากาศร้อน  ทางเดินร้อนไม่มีร่มและไม่มีที่นั่ง  รู้สึกเหนื่อยมากๆ  หงุดหงิดมาก   มองหน้าแต่ละคนก็ดูเครียดๆ   ภาคบ่าย เหนื่อยมากหมดแรง  ก่อนปล่อยเลิกครูบาได้เรียกในกลุ่มมาสอบถามได้ข้อคิดจากท่านว่า   ใน เจ็ดวันนี้ให้เป็นคนไม่มีอดีตไม่มีอนาคตอยู่กับสองเท้า  เติ้ง  เติ้ง  แค่นี้พอ   ฟังแล้วก็เหมือนง่ายๆ  ก็คลายไปบ้าง

วันที่สอง    ภาคเช้าปกติ  เดินไปเรื่อยๆ    ง่วงบ้างนิดหน่อย ภาคบ่าย  เดินประมาณสองชั่วโมงเหนื่อย  เห็นครูบาแอบหลับ

ก็เลยแอบหลบไปใต้กุฏิแม่ชี  นั่งลงหลับน่าจะไม่เกินสามนาที  ปรากฏว่าโดนมือเป็นกำปั้นทุบบนศรีษะสองทีแรงพอสมควร  ปรากฏว่าเป็นหลวงตา  และพูดว่ามาวัดยังมานั่งโง่อยู่อีก  ไปเดิน  ตอบท่านว่ามันร้อนมาก    ท่านบอกว่ามาตรงนี้ 

ชี้ให้ไปที่ทางเดินจงกรมเป็นดินและบอกว่าเดิน ๆ เดินอย่านั่ง   จิตมันตื่น ๆ  และไม่หลับอีกเลย   ช่วงเย็นครูบานายได้ให้ข้อคิดว่า เดิน ๆ เดินให้มาก ๆ เดินสบายๆ เหมือนเดินเล่น  ก็รู้สึกสบายขึ้น

วันที่สาม    ภาคเช้าได้ถูกเปลี่ยนสถานที่จากสวนป่าสักเพราะร้อนมากช่วงบ่าย   ไปเป็นที่บึงไกลพอสมควร   และหนักกว่าเดิมไกลและร้อนมากกว่าเดิม    และถูกเปลี่ยนผู้ดูแลเป็นแม่ชีม่วย   ก็เดิน ๆ  พอเริ่มเดินช้าลงคุณแม่ชีก็เข้ามาพูดว่า  เดินให้เร็วขึ้นจะได้ไม่ง่วง  และการปฏิบัติธรรมต้องเอาชีวิตเข้าแลกนะจึงจะได้  น้อมรำลึกขอบคุณท่านมากค่ะ  ณ ตอนนี้   แต่ตอนที่ฟังท่านพูดขณะนั้นไม่ได้คิดอย่างนี้เพราะเหนื่อยจึงคิดไม่เป็นกุศลเสียโอกาสดีไป   ช่างโง่จริง ๆ     ภาคบ่ายแม่ชีม่วยเล็งเราคนเดียว  หยุดเดินเป็นมองและส่งสายตากำราบตลอด   ขอบคุณมากค่ะ   พอช่วงเย็นแม่ชีมาบอกว่าพรุ่งนี้ไม่อยู่นะ

แม่ชีนะโมจะมาแทนมีคำถามอะไรให้ถามท่านเลย และอวยพรขอให้ทำได้

วันที่สี่    วันนี้แม่ชีนะโมมาดูแล   ก็ไปเลือกทางเดินติดกับท่านเลย  ขอพลังจากท่านเหมือนกับหลวงตาที่ได้ชี้แนะไว้ว่า   เราควรจะขออาศัยบารมีธรรมของพระ ของแม่ชีผู้ทรงศีลมาช่วยจะได้เร็วขึ้น  ก็เดินได้ดีไม่ง่วงเลย   แม่ชีสอนให้เดินถอยหน้าถอยหลัง  ชูมือ  สะบัดมือทำท่าอะไรก็ได้ให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  ตื่นที่สติ รู้สึกตัว  ก็ทำตามมีความสุขในการปฏิบัติขึ้นอีกบ้าง  เพราะตรงกับความรู้สึกของเราคือไม่เครียด  ไม่กังวล   ไม่ใช่ทำแบบเอาเป็นเอาตาย  หน้าตาบึ้งตึงสีหน้าเคร่งเครียดแข่งขัน  ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับการเดินมากขึ้น    ตอนบ่ายขออนุญาตท่านไปเดินทางใหม่ที่ไม่ร้อน 

ท่านตอบว่า ทางจงกรมไหนก็เหมือนกันร้อนเย็นอยู่ที่ใจเรา  ก็เลยไม่ได้ย้ายไปทนร้อนต่อไป  มีคุณแม่ชีเป็นที่พึ่งเดิน ๆ

วันที่ห้า    วันนี้แม่ชีไม่ได้มาท่านบอกว่าติดงาน   แต่เดินมาหาและก็มาพูดด้วยตอนสวดมนต์เช้าว่าขอให้ทะลุนะ    ขอบคุณท่านค่ะ  แต่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจอะไรเลย  เฉยๆ   วันนี้เจ็บเท้ามากมีแผลทั้งสองข้าง   ก็เดินแบบรู้สึกเจ็บ ๆ   ก็ดีรู้สึกอีกแบบนึง

วันที่หก   วันนี้แม่ชีม่วยมาดูแล  ก็เดินไปกับท่านทางเดินติดกัน   คิดพิจารณาธรรมไปเรื่อย ๆ  ขบคิดธรรมที่หลวงตาสอน   ไปเรื่อยๆ  ไม่เหนื่อยๆ  เห็นความคิดว่า  เราคิด  คิดเรื่องธรรมก็คงเป็นเพราะเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรมะ  ได้ข้อคิดว่าเวลามันเงียบอยู่กับตัวเองโดยไม่มีอะไรจริงๆ    ความคิดในจิตใต้สำนึกคืออันนี้นี่เองหรือ  ก็ขอให้เรามีแต่จิตสำนึกที่ดี ๆ  เวลาต้องใช้มันมีคุณค่ากับตัวเองอย่างนี้มั้ง  

วันที่เจ็ด  วันสุดท้ายหลวงตาได้เดินลงไปถามทุก ๆ คนที่ทางจงกรม  จนมาถึงตัวเรา ท่านถามว่า  ง่วงไหม ไม่ง่วงค่ะ     เหนื่อยไหม   ก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ  เหนื่อยแล้วทำยังไง   ก็นั่งบ้างค่ะ   ไม่นั่งได้ไหม   ก็ได้ค่ะ    เดินทำไม  เดินไปเรื่อย ๆ ค่ะ   ทางนั้นมีอะไร เดินไปเรื่อยๆ  นะทางนั้นมันมีอะไรอยู่นะ    ก็ไม่ได้ตอบ  ท่านก็ฉายไฟไปที่ต้นทางเดิน      เดินหาอะไรท่านย้อนถามอีกครั้ง    เดินแล้วได้อะไร   ได้ความคิดค่ะ  ความคิดมาจากไหน   มาจากใจค่ะ  ใจมาจากไหน  มาจากจิตค่ะ  

จิตมาจากไหน ไม่ตอบอึ้งๆ อยู่   ท่านก็บอกว่า เอาหาจิตเธอให้เจอ   จิตดีอยู่แล้วหาให้เจอ….และก็ใช้กิ่งไม้เคาะที่ศรีษะ

หนึ่งครั้ง ….สาธุ  กราบขอบพระคุณในความเมตตาค่ะ   ได้ครบท่านเคาะให้ รวมเป็นสามครั้ง   ภาคบ่ายก็เดินคิดธรรมที่ท่านให้  และหาใจ ๆ  หาจิต  ก็ยังไม่เจอได้แต่ความคิดว่า    ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่สำเร็จแล้วด้วยใจ   ก็ยังไม่ลึกซึ้งและละเอียดได้มากไปกว่าตัวอักษร  แต่ก็มีสุขที่ได้ทำ…..

ช่วงสรุปวันสุดท้าย    ได้ข้อคิดจากผู้ร่วมปฏิบัติธรรมท่านอื่น ๆ  คือ

  คุณครูใหญ่กัลยาณี    ให้ประสบการณ์ว่า  มาเป็นครั้งที่สองแล้ว มาครั้งแรกเดินๆ เหมือนเด็กฉี่ราด  ก็ต้องตามเช็ด  ตามเก็บอยู่    และจะเริ่มคลานดีขึ้นๆ  ล้มบ้างลุกบ้างแต่ก็จะพยายาม ๆ  การปฏิบัติให้แข่งขันกับตัวเองไม่ต้องไปแข่งขันกับคนอื่นๆ เพราะทำให้เครียดเปล่าๆ  เดินให้รู้สึกเย็นที่เท้าโดยเอาน้ำราดที่พื้นทำให้รู้สึกเย็นขึ้น ทำให้มองเห็นภาพการปฏิบัติธรรมได้ชัดและเข้าใจขึ้นมาก  ขอบคุณค่ะ

คุณครูใหญ่จุฑาภรณ์    ให้ประสบการณ์ว่า  มีความเคารพในการสอนของหลวงตาและครูบา  ตลอดจนแม่ชีทุกท่านที่ได้สอนโดยการทำให้ดู  อยู่ให้เห็น ด้วยการปฏิบัติของตนเอง  ไม่ต้องสอนอะไรแต่ทำให้ดู  ให้เห็นเป็นตัวอย่างที่น่าเลื่อมใส  หลวงตาเป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นผู้ให้แสงสว่างทางปัญญา   ก็จะได้นำหลักแนวการสอนไปปฏิบัติในการทำงาน  และจะนำคณะครูมาปฏิบัติที่นี้ทุกปี   ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

อาจารย์ลำครองสิทธิ์    ให้ประสบการณ์ว่า  มาเป็นครั้งที่สอง  ได้ก้าวหน้าในการปฏิบัติมากขึ้น   ได้ยินเสียงมาบอกสอนธรรมขณะเดินจงกรม     ได้ปีติสุข    ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ  

คุณครูวินัย    มาเป็นครั้งที่สองมีความตั้งใจปฏิบัติมาก มาก  ได้รับการสอนธรรมเช่นกัน  ท่านอื่นๆ    ผู้มาเล่าประสบการณ์   คุณครูอรชร   คุณครูขวัญเรือน   ลูกชายแม่ครัว   อีกสองสามท่าน    มาเป็นครั้งแรกก็จะได้ความเบากาย  ความปีติ สุข ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ประสบการณ์ครั้งแรกในการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้   

1.       นอบน้อมรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

2.       ความเมตตาของครูบาอาจารย์ทุกองค์   หลวงตา  ครูบา  คณะแม่ชี  ที่เมตตาต่อกิเลสหนา ๆ ของเราที่อยากขัดเกลาให้ได้  แต่เราก็ไม่ได้เพราะมันนอนนิ่งอยู่ในสันดาน  ยากจริงๆ   แพ้มัน  ยิ่งออกมาสู่โลกภายนอกก็ยังแพ้มันอีกแล้ว

3.       ต้องฝึกฝน  และมีผู้กำราบให้จึงจะได้  ตัวเองทำเองก็ติดสุข ๆ และแพ้มัน

4.       ขอบคุณท่านผู้บริหาร  เพื่อนครูทุกคน  ขออนุโมทนาบุญค่ะ

5.       ข้อคิดให้ตัวเอง   อีกไม่นานเราอาจจะเป็น  บรรเจิด  แจ่มจ้ากระจ่างแจ้ง

เพราะฝนแสนห่า  ฝ่าแสนหน  คนทำได้….ท่าน ว. วชิรเมธี

                        แสนสนุกมีความสุขเมื่อฟังธรรม

                        ขำก็ขำและได้ธรรมไปขบคิด

                        แต่ให้เดิน เดิน เดิน  และคิด คิด

                        โอ้ชีวิต   เจ็ดวันนี้   …ได้อะไร

                                                   กายนี้ทุกข์   เมื่อเดินก็อยากนั่ง

                                                        เมื่อได้นั่งก็อยากเดินเพราะปวดเมื่อย

                                                        นั่ง  หรือเดิน ก็ทุกข์ ไม่สุขเพลิน

                                                        แม่มหาจำเริญเธอจะเอาอย่างไรกัน

                        ใจและกายเรานี้ช่างว้าวุ่น

                        แต่ก็บุญพอมีจุดจบได้

                                กายจบลงตรงที่หยุดหายใจ

                                แล้วใจล่ะไปแห่งไหน…ช่วยตอบที  ….หลวงตาให้ข้อคิดไว้ว่า “หาจิตเธอให้เจอ”       สรุป สนุก   สะดวก  สะอาด  สบาย  และยังไม่จบค่ะ   

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณครูบรรเจิด วันที่ตอบ 2010-04-30 10:42:37


ความคิดเห็นที่ 8 (1493401)

อนุโมทนากับทุกท่านด้วยนะคะกับความตั้งใจในการปฏิบัติ และผลที่ได้รับ

ช่วยเป็นกำลังใจให้กับคนที่ยังลังเลใจ หรือยังไม่ได้ตั้งใจทำเต็มที่

ให้ได้เห็นตัวอย่างของผู้ที่ทำจริง เห็นผลได้จริง

จะได้เดินทางนี้กันต่อไปด้วยความมั่นใจมากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-05-01 09:08:17


ความคิดเห็นที่ 9 (1494148)

ขออนุโมทนากับคุณครูทุกท่านด้วยนะคะ สมแล้วที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ เด็กๆที่โรงเรียนก็คงจะได้อานิสงส์นี้ไปด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น โมทนาสาธุ วันที่ตอบ 2010-05-10 00:02:37


ความคิดเห็นที่ 10 (1494855)

เริ่มเดินทางจากโรงเรียนอนุบาลบุณยรักษ์ในวันที่ 16 มีนาคม  เวลา 8.30 น. ถึง

วัดป่าโสมพนัส เวลา 18.30 น. เข้ากราบนมัสการหลวงตา ทำวัตรเย็นร่วมกับคณะปฏิบัติธรรมอื่นๆที่เดินทางไปถึงก่อน เสร็จแล้วแยกย้ายกันเข้าที่พัก โชคดีได้นอนกับเพื่อนโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์รวมกับบุณยรักษ์แล้วประมาณ 10 คน คืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ อาจเป็นเพราะผิดสถานที่และที่สำคัญมีเสียงกรนจากคนที่นอนหลับก่อน เสียงดังมาก

                วันที่ 17 มีนาคม ตื่นนอนตามเสียงระฆัง ตีสามครึ่ง ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วพร้อมกันที่ศาลาเก่า ฟังหลวงตาเทศน์จนถึงเวลา 6 โมงเช้า ครูบานำเดินจงกรมด้านหน้าวัด เสร็จแล้วจึงรับประทานอาหารเช้าซึ่งวันแรกเป็นข้าวต้มอร่อยมาก

                หลังจากนั้นเวลา 8.00 น. เสียงระฆังดัง หลวงตาหลวงตาได้จัดให้ไปเดินจงกรมใกล้กับอ่างเก็บน้ำ เริ่มเดินไปเรื่อยๆโดยได้รับคำแนะนำจากครูบาที่คอยดูแลเราให้รู้สึกตัวอยู่ตลอด เดินไปเรื่อยๆ จนถึง 10 โมงกว่าๆ ยังไม่พักแต่รู้สึกง่วงนอน แต่ก็ทนเดินเพราะพระพี่เลี้ยงบอกให้ขยันเดิน จนถึงเวลา 11.00 น.ได้ยินเสียงระฆังให้พัก จึงหยุดพากันเดินขึ้นไปรับประทานอาหารบนศาลา ซึ่งบนศาลามีอาหารเยอะมาก ตักอาหารพอสมควรเพราะกลัวอิ่มมากแล้วจะง่วง

                พอถึงบ่ายโมงหลวงตาให้ลงไปเดินจงกรมอีก ก็เริ่มเดินตั้งแต่ที่ลงไปถึง เดินไปสักพักรู้สึกง่วงนอนจึงหยุดนั่งสร้างจังหวะ พอหายง่วงนอนจึงเริ่มเดินใหม่ แต่การเดินในรอบบ่ายรู้สึกง่วงมากเลยนั่งสร้างจังหวะบ่อยไปด้วย จนถึงเวลา 17.00 น. ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นจึงหยุดเดิน กลับที่พักอาบน้ำเตรียมตัวพร้อมกันที่ศาลา 6 โมงเย็นเสียงระฆังดังทุกคนพร้อมกันหน้าศาลา ครูบานำเดินจงกรมภายในป่าบริเวณวัด จนถึงเวลา 18.40 น. จึงกลับขึ้นศาลารับน้ำปานะคนละ 1 แก้ว หลังจากนั้น นั่งฟังหลวงตาบรรยายธรรมจนถึงเวลา 20.30 น. หลวงตาจึงปล่อยให้พักผ่อน ขณะกำลังจะนอน หลวงตาเดินมาบอก ห้องนี้แออัดเกินไป ให้แยกไปอยู่ห้องที่อยู่ติดกับเมรุเผาศพ 6 คน ซึ่ง 6 คนนั้นคือ ครูวินัย  ครูสายันต์  ครูธงชัย  อ.ลำครองสิทธิ์  ปิงปอง และ ครูไกรศร ซึ่งการนอนในคืนที่ 2 นี้  ต้องบอกว่าน่ากลัวพอสมควร เพราะไม่เคยนอนใกล้กับเมรุเผาศพมาก่อน กว่าจะหลับได้ก็ดึกพอสมควร

                วันที่ 18 มีนาคม ตื่นก่อนเสียงระฆังเล็กน้อย ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ พร้อมกันที่ศาลา ฟังธรรมจากหลวงตา จนถึงเวลา 7 โมงเช้ารับประทานอาหารเสร็จแล้วทำธุระส่วนตัว   8 โมงเช้าเสียงระฆังดังทุกคนพร้อมกันที่จุดเดินจงกรม ซึ่งวันนี้หลวงตาได้เปลี่ยนที่ให้ใหม่เป็นบริเวณสวนสะเดา การเดินวันที่ 2 มีความตั้งใจเดินมากกว่าวันแรก แต่มีอุปสรรคจากความง่วงมาเยือนเป็นระยะๆจนถึงเวลา 11 โมง จึงพักรับประทานอาหาร เริ่มบ่ายโมงลงไปเดินที่เดิมมีความตั้งใจมากขึ้น แต่ความง่วงก็มาเยือนเป็นระยะๆเหมือนเดิม สรุปแล้ว 2 วันยังไม่ได้อะไร

                วันที่ 19 มีนาคม  ตื่นก่อนเสียงระฆังอีกแล้ว ทำธุระส่วนตัวแล้วพร้อมกันที่ศาลาหลังใหญ่ ฟังหลวงตาบรรยายธรรม จนถึงเวลา 7 โมง รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วทำธุระส่วนตัว 8โมง เสียงระฆังดังทุกคนพร้อมกันที่จุดเดินจงกรม ทุกคนตั้งหน้าตั้งตากันเดิน ซึ่งวันนี้ตั้งใจกว่าทุกวันมาก เพราะได้ยินจากครูสายันต์บอกว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะเกิดในวันที่ 3 นี่แหละ ปรากฏว่าภาคเช้าเดินโดยไม่พักนั่งหรือดื่มน้ำเลย ภาคบ่ายก็ไม่นั่งเลยแต่หยุดดื่มน้ำบ้างเท่านั้น ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                วันที่ 20 มีนาคม ตื่นนอนจากเสียงระฆังเพราะเพลียจากการเดินจงกรม ทำธุระส่วนตัวพร้อมกันบนศาลา ฟังธรรมจากหลวงตา รับประทานอาหาร พร้อมกันที่จุดเดินจงกรมในเวลา 8.00 น. ซึ่งวันนี้ความตั้งใจเต็มร้อย หวังว่าจะได้เห็นแสงวูบวาบเหมือนที่ครูอรชรได้พูดให้ฟัง  แต่ปรากฏว่ายังเหมือนเดิม พยายามสอบถามครูบาที่เป็นพี่เลี้ยง ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็ได้รับคำแนะนำเหมือนเดิม คือให้รู้สึกตัวและตั้งใจ วันนี้มีการเผาศพที่เมรุใกล้ที่พักอีกด้วย

                วันที่ 21 มีนาคม ตื่นก่อนเวลาเพราะฝันไม่ค่อยดี ทำธุระส่วนตัวแล้วพร้อมกันที่ศาลา

หลวงตาไม่ได้เทศน์เนื่องจากติดธุระ พอสายครูบาพาเดินจงกรม เสร็จแล้วรับประทานอาหาร แล้วเข้ากลุ่มเดินจงกรมเหมือนเดิม วันนี้ความตั้งใจไม่ค่อยเต็มร้อยแล้ว คิดไปต่างๆนาๆ ว่าไม่มีบุญ วันนี้เดินไปหยุดไป เน้นสร้างจังหวะมากกว่าจนถึงเย็นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                วันที่ 22 มีนาคม ตื่นตามเสียงระฆัง ทำธุระเสร็จแล้วพร้อมกันที่ศาลา ฟังธรรมจากหลวงตาจนถึงเวลา 7 โมงกว่า จึงรับประทานอาหาร 8 โมงพร้อมกันที่จุดเดินจงกรม วันนี้สติแตกเนื่องจากเดินๆอยู่ มีเสียงเพลงจากไหนไม่รู้ดังมากซึ่งเพลงที่เปิดจังหวะมันส์ๆ ทั้งนั้น เสียงดังทั้งวันทำให้วันนี้ไม่ได้อะไรเลย

                วันที่ 23 มีนาคม ตื่นก่อนเวลาพอสมควรเพราะเป็นวันสุดท้าย ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วพร้อมกันบนศาลา ฟังธรรมจากหลวงตา รับประทานอาหาร หลวงตาเน้นให้ตั้งใจ  8โมงเช้าเจอกันที่จุดเดินจงกรม  วันนี้มีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งเพราะครูบาแนะนำว่า ไหนๆ เป็นวันสุดท้ายแล้วตั้งใจเต็มที่ไปเลย ซึ่งทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ตั้งใจเดินเป็นอย่างมาก ไม่พูด ไม่คุย ไม่หยุด ไม่ดื่มน้ำ จนพักกลางวัน พอถึงตอนบ่ายเหมือนสวรรค์ไม่เป็นใจ เสียงเพลงจากวัดอื่นซึ่งจัดงานประจำปี ได้ดังขึ้นมาอีกแล้ว ทำให้สติแตกกระเจิงไม่เป็นอันเดิน รอเวลาเลิกอย่างเดียว จนถึงเวลา 17.00 น. เดินกลับที่พัก อาบน้ำ 18.00 น. พร้อมกันบนศาลาฟังธรรมเล็กน้อย หลังจากนั้นหลวงตาให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้รับธรรมเกิน 60% มาแสดงความรู้สึกประมาณ 6-7 คน จนถึงเวลา 22.00 น. จึงแยกย้ายกันเข้านอน

                วันที่ 24 มีนาคม ตื่นนอนก่อนเสียงระฆัง เพื่ออาบน้ำเพราะวันนี้จะเดินทางกลับแล้ว ตีสี่พร้อมกันที่ศาลา ฟังธรรมจากหลวงตา เสร็จแล้วหลวงตาให้ครูใหญ่จุฑาภรณ์และครูใหญ่กัลยาณีแสดงความรู้สึก

 

7.00 น. คณะครูจุฑาภรณ์และครูบุณยรักษ์เดินทางกลับ

20.10 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

 

                                                                                                                                บันทึกการปฏิบัติธรรมโดย

                                                                                                                                   ครูไกรศร  ฉิมบรรเทิง

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูไกรศร วันที่ตอบ 2010-05-17 14:55:18


ความคิดเห็นที่ 11 (1504285)
อยากทราบว่าที่คุณครูดูถูกผู้ปกครองว่า ไม่มียศ ไม่มีรถ แล้วจะส่งลูกไหวเหรอ ถ้าไม่ไหวลาออกก็ได้เลยนะค่ะ จริงไหมครับ และถ้าผู้ปกครองไม่จบ ป.ตรีและเป็นอย่างที่คุณครูว่าจะไม่รับ    และถ้าผมไม่มีรถและยศแต่มีเงินส่งลูกเรียนจะมีปัญหาอย่างขอความขั้นต้นไหม เพราะผมชอบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้าอมเด็กเล็กที่นี่ครับ   ช่วยตอบด้วยนะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น m วันที่ตอบ 2010-08-08 13:07:09


ความคิดเห็นที่ 12 (1504342)

 

เรียนคุณ M วัฒนธรรมของโรงเรียนไม่มีนโยบายให้ครูและบุคลากรดูถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและในบริบทของโรงเรียนปัจจุบันก็มีผู้ปกครองหลากหลายทั้งที่มีรถและไม่มีรถ  โรงเรียนยินดีต้อนรับผู้ปกครองทุกท่านที่ต้องการส่งลูกมาเรียนที่นี่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น บุคลาของโรงเรียน วันที่ตอบ 2010-08-08 20:35:29


ความคิดเห็นที่ 13 (1504346)

คุณครูบรรเจิด  สังขวิชัย คุณครูฝ่ายต้อนรับและแนะนำโรงเรียน  และการเรียนการสอนให้ผู้มาเยี่ยมชมโรงเรียนค่ะ ท่านผู้ปกครองคงจะได้มาเยี่ยมชมโรงเรียนแล้วนะคะจากความคิดเห็นที่กล่าวมา ขอบคุณที่ชอบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนค่ะ  ผู้บริหารและคุณครูล้วนมีความตระหนักในหน้าที่  ทำงานกับเด็กๆ ด้วยความรักและเอาใจใส่ เพื่อให้ได้คุณภาพของเด็กปฐมวัยวัยที่เป็นรากแก้วของการศึกษาอย่างมีคุณภาพในอนาคตต่อไป  คำพูดดังกล่าวที่ผู้ปกครองกล่าวมานั้นไม่ทราบที่มาอย่างไร  แต่สำหรับใจคุณครูนั้นยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ เพราะการศึกษามิได้อยู่ที่ยศฐาบรรดาศักดิ์  หรือการศึกษาของผู้ปกครองแต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นศิษย์บุณยรักษ์แล้วความมุ่งมั่นของเราคือ เด็กดี มีความสุข อบอุ่น มีความพร้อมทั้งกิจกรรมและวิชาการ ผู้ปกครองมีความเข้าใจและมีทัศนคติที่ดีงามกับโรงเรียน มีความรู้เข้าใจในบริบทของโรงเรียน  เราก็ช่วยกันพัฒนาการศึกษาร่วมกันได้ค่ะ ผู้ปกครองก็มีมากหมายหลายระดับเช่นกัน   ถ้าได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดมาอย่างไรก็ขอเชิญมาพบและคุยกันได้ตลอดนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น บรรเจิด สังขวิชัย (krubunjerd-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-08-08 21:07:07


ความคิดเห็นที่ 14 (1504761)

 

เรียน คุณเอ็มคะ

        ดิฉันได้อ่านข้อความของคุณเอ็ม  ขอแสดงความยินดีด้วยคะที่จะให้ลูกเรียนที่โรงเรียนอนุบาลบุญยรักษ์  จากที่เคยเข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียน รู้สึกชื่นชมผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาระบบการศึกษาให้เด็กที่ได้เข้ามาศึกษาสถานที่แห่งนี้ ได้รับความอบอุ่นจากคุณครูที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ มีความสุขกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและที่สำคัญแนวการสอนๆให้เรียนรู้ภายในและภายนอก เพื่อเข้าใจธรรมชาติและสร้างเสริมสิ่งที่ดีงามให้กับเด็กๆ

        

ผู้แสดงความคิดเห็น กัลยาณมิตร วันที่ตอบ 2010-08-10 17:06:21


ความคิดเห็นที่ 15 (1514068)
i like it very much
ผู้แสดงความคิดเห็น will วันที่ตอบ 2010-10-17 15:41:54



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658