ก้อนเล็กๆของเม็ดดินอย่างฉัน ก็มีวันเปลี่ยนแปลงตัวเอง


 

วันที่ 16 มีนาคม 2553 เป็นวันออกเดินทางวันแรก...

กับการไปที่วัดป่าโสมพนัส

...

เป็นครั้งแรกที่ได้มาวัด หลังจากห่างเหินไปนาน

...นานเสียจนลืมไปแล้วว่า "วัด" ควรจะเป็นแบบไหน...ในความรู้สึก

จนได้มารู้

มาดู

มาสัมผัส

จึงเข้าใจ

...

ว่าการที่เราเหินห่างวัดมากไป

ก็ทำให้จิตใจชองเรากระด้างเหลือเกิน

กระด้างหยาบ...เกินกว่าจะหยั่งรู้ได้

ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆแล้วคืออะไร

ที่เราดิ้นรน

ต่อสู้ชีวิต

หาเงินมาปรนเปรอตนเอง

...เพื่ออะไร...

ชีวิตของเด็ก มอ.6 คนหนึ่ง

ที่วันๆเอาแต่เล่นแชต

เล่นเกมคอมพ์

ไปเที่ยว

เดินห้าง

ไปนอนบ้านเพื่อน

พยายามมองหาที่พึ่งพาทางใจหลายอย่างมากมายรอบตัว

เบื่อบ้าน

ไม่อยากอยู่บ้าน

ก็เอาแต่วิ่งหาสิ่งนอกบ้านมาบำเรอตนเอง

เพื่อหวังสุข

แต่สุดท้ายก็ทุกข์อีก

...

พอมาวัด

คล้ายว่ารู้สึกตัวเองเป็นคนบาป...

ที่มาชำระจิตใจแล้ววันนี้

ได้เห็นธรรมะที่จริง

เป็นของจริงแท้

จึงได้รู้ของจริง

...

ธรรมะ...

บางทีก็...

อาจเป็นเพียงก้อนดินเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรมากบนทางเดินจงกรมแห่งนั้น

ไม่มีใครสนใจแม้สักครั้ง ถึงจะเหยียบมันอยู่

มันอาจจะติดเท้าเรากลับมาที่พัก

แต่เราก็ไม่สนใจมัน

ซ้ำร้องยี้เมื่อเห็นว่าเท้าสกปรก

แค่เม็ดเล็กๆของก้อนดิน

แค่สิ่งเล็กๆที่คนมองข้ามไป

เหมือนกับใจ กับจิต

ที่บางครั้งเราก็มองข้ามมัน

เที่ยวแต่เสาะหาสิ่งของภายนอก

มองแต่สิ่งภายนอก

แต่ไม่เคยกลับเข้ามาดูใจตัวเองสักครั้ง

มาเฝ้าดู

มารู้ตัวทั่วพร้อม

แล้วจะเห็นว่ามีหลากหลายเรื่องราวในใจของเรา

...

ที่สมควรสะสาง แล้วทิ้งลงชักโครก

วันแรกที่จะไปวัดโสมพนัส รู้สึกตื่นเต้น...

เพราะมันเป็นวัด อีกอย่างเราก็ไม่เคยคิดจะไปอะไรแบบนั้นง่ายๆด้วย

แค่คิดว่า...

อยากไปขัดเกลาจิตใจในช่วงปิดเรียนเท่านั้น

โทรบอกหลวงตาว่าจะไปอยู่ถึงสิ้นเดือนมีนาคม

...

แต่ก็อยู่ได่แค่ 9 วันเท่านั้น

เพราะ 7 วัน นั้นเพื่อนๆเขากลับกันเกือบหมดแล้ว

ไอ้เราก็กลัวผีแทบตาย

ถ้าอยู่ในห้องพักคนเดียว

...

มันก็ยังไงๆอยู่เหมือนกัน

 

หลวงตาถามว่า "ทำไมกลับก่อนสิ้นเดือน"

เราบอกว่า "ไม่มีเพื่อนอยู่ต่อ"

คุณแม่ชีก็อยากให้อยู่ต่อ

แล้วหลวงตาก็อยากให้อยู่ต่อด้วย

...อันที่จริงเราคิดถึง...ผัดไทย ...

 

ที่วัด...

มันทำให้เราอยากร้องไห้

ไม่ใช่เสียใจ

แต่ซาบซึ้งใจ

มองดูหลวงตาที่กำลังพูด และ สอน

ความรู้สึกเหมือนว่าหลวงตาเป็น พ่อ

พ่อที่หวังดีกับลูกๆทุกคนที่อยู่ในวัดนี้

 

ไม่เคยดุ

ไม่เคยว่า

มีแต่ให้ กับ ให้

 

มองดูข้าวที่เราฉันท์ในวันบวชชีพรามณ์

เห็นหลวงตา

เห็นพระทุกรูปอยู่ตรงหน้า

กับเพื่อนๆผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน

 

คล้ายรู้สึก

...เราต่ามมีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน...

คือ มาเพื่อรู้

มิใช่มาเพื่อทำตัวโง่

... 

เรามาวัด

เหยียบย่ำดินวัดจนแข็ง

รากต้นไผ่ดูดซับน้ำไม่ได้เพราะเรา

มันกำลังจะตาย...

พอกลับ

เราเอาดินวัดติดเท้าเรากลับมาด้วย

 

เราอาบน้ำวัด

พักที่สบายกว่าพระ

กว่าหลวงตา

เราปฏิบัติแค่ 7 วัน

...

กินข้าวหลวงตา

แล้วยังมาให้หลวงตาเหนื่อยกายสอนเรา

ในเรื่องที่เรายังไม่รู้ แต่กำลังจะรู้

...หากเราไม่ตั้งใจปฏิบัติ...

เราไม่ได้ปัญญา

เรานั่งหลับ

เราเป็นทุกข์

เราไม่พยายามวาง

เราไม่ยอมตัด

แต่เราคิด

...

แล้วเราเหนื่อยเปล่า

ใน 7 วันที่ไม่ได้อะไรเลย

 

ข้าวที่เรากินไป

...ไร้ค่า...

สิ่งที่หลวงตาสอน

...เปล่าประโยชน์...

 

เราเดินจงกรม

เราปวดขา

เราเจริญสติ

เราเหนื่อย

 

แล้วเราจะได้อะไร

...

การเจริญสติ

อาจไม่ได้ใช้ความอดทนโดยอย่างเดียว

แต่ใช้ปัญญาด้วย

 

เวลาที่เห็นคนนั่งหลับ

หรือแอบหลับ

รู้สึกคล้ายว่า

เขาทรยศตัวเอง

 

ที่ไม่ยอมซื่อสัตย์ต่อความอดทนของตัวเอง

และไม่ซาบซึ้งในพระคุณของหลวงตาที่สอนเรา

ให้ข้าวเรากิน

ให้เราพักอาศัย

 

จะมีที่ไหน อยากให้ เราได้เท่านี้

จะมีที่ไหน อยากเห็น เราได้ดีเท่านี้

จะมีที่ไหน อยากสอน เราให้เห็นเท่านี้อีกแล้ว

 

เราควรดีใจ

ที่ได้พบวัดดีๆแบบนี้

ได้พบหลวงตาที่ดีที่สุด

 

การมาวัดแล้วไม่ตั้งใจ

คล้ายว่ามันเป็นบาปที่สุด

 

บางคน

...

อาจคิดว่าไปบวช 7 วันได้อานิสงบุญ

แต่การไม่ตั้งใจปฏิบัติ

อาจนำมาซึ่งความ "เป็นบาป" ก็ได้

...

 



ผู้ตั้งกระทู้ เศษทรายตามรายทาง (Z_ak1991-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2010-04-27 18:19:06


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1493199)
คิดมากเกิ้น ^^"
ผู้แสดงความคิดเห็น freedom วันที่ตอบ 2010-04-28 22:38:35


ความคิดเห็นที่ 2 (1493347)

อาจคิดว่าไปบวช 7 วันได้อานิสงบุญ

แต่การไม่ตั้งใจปฏิบัติ

อาจนำมาซึ่งความ "เป็นบาป" ก็ได้

สาธุ...ชอบวิธีคิดแบบ reverse ของคุณเศษทรายค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น moving foward วันที่ตอบ 2010-04-30 14:20:00


ความคิดเห็นที่ 3 (1493397)
ยึดมั่นเกิ้น^^"
ผู้แสดงความคิดเห็น freedom วันที่ตอบ 2010-05-01 06:54:09


ความคิดเห็นที่ 4 (1493398)

อนุโมทนากับคุณ เศษทรายตามรายทาง ด้วยนะคะ

หากว่าสิ่งที่ได้พบเจอเป็นสิ่งมีค่าเกินกว่าจะให้ค่าได้

ก็อย่าลืมนำมาปฏิบัติต่อในชีวิตประจำวันนะคะ

มีเวลาก็ไปปฏิบัติกับหลวงตาที่วัดอีก

ถ้าทำได้อย่างนี้รับรองว่า ดินวัดที่เหยียบติดไป อาหาร น้ำ และไฟ ที่ใช้ ไม่สูญเปล่าหรอกค่ะ

หลวงตาท่านก็คงจะชื่นใจ ที่ศิษย์ที่ท่านห่วงใย อยากให้รู้ให้เห็นธรรม นั้น ได้น้อมนำเอาไปปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันต่อ

เม็ดทราย หรือเม็ดดินเม็ดเดียวก็อาจดูไร้ค่า แต่หากนำมารวมกันก็กลายเป็นพื้นดินผืนใหญ่ที่ให้สารพัดประโยชน์ เหมือนการเจริญสติ หากทำน้อยนิดก็อาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ แต่หากสะสมให้มากก็จะสัมผัสประโยชน์อันเหลือคณานับได้ด้วยตัวเอง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-05-01 08:48:56


ความคิดเห็นที่ 5 (1493411)
คิดมากเกิ้น ^^"
ผู้แสดงความคิดเห็น freedom

 

ยึดมั่นเกิ้น^^"
ผู้แสดงความคิดเห็น freedom

 

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
๘.อภัยราชกุมารสูตร

เรื่องอภัยราชกุมาร

[๙๔].."ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่งตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น


ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย."

ผู้แสดงความคิดเห็น คนที่คุณรู้ว่าเป็นใคร! วันที่ตอบ 2010-05-01 10:17:49


ความคิดเห็นที่ 6 (1501128)

อนุโมทนากับน้องด้วยค่ะ อ่านแล้วทำเอาผู้ใหญ่อายเลยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น สายบัว วันที่ตอบ 2010-07-12 18:02:51



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658