ใครมีวิธีปฏิบัติอย่างไร ที่ว่า "ให้พิจารณา" ในคำว่า "พิจารณา" ปฏิบัติกันแบบไหนคะ


เช่น ที่บอกว่า "ให้พิจารณาอาหาร" "ให้พิจารณาเคื่องนุ่งห่ม" "พิจารณาที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค" หรือพิจารณาอื่นๆ ในคำว่า "พิจารณา" ปฏิบัติกันอย่างไร


ผู้ตั้งกระทู้ เหมียว :: วันที่ลงประกาศ 2010-05-27 08:25:17


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1495639)

เป็นคำถามที่รู้สึกว่าตัวเองได้ครุ่นคิด

ในความเข้าใจ การพิจารณาคือ การเอาใจจดจ่อ หรือให้เห็นสภาพนั้นๆ กับความจริงของธรรมชาติที่เกิดขึ้น คงต้องให้ท่านผู้รู้มาตอบอีกที

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ใจ วันที่ตอบ 2010-05-27 08:43:05


ความคิดเห็นที่ 2 (1495702)

คือการเฝ้าดูให้เห็นตามความเป็นจริงค่ะ อย่าหลงไป เพียงแค่สักแต่ว่าดู เท่านั้น ไม่ต้องบอกว่ามันน่ากิน มันสวย คือไม่ใส่ความรู้สึกลงไปเพื่อไม่ให้หลงค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กเขาใหญ่ วันที่ตอบ 2010-05-27 15:09:38


ความคิดเห็นที่ 3 (1495703)

เพิ่มเติมเดี๋ยวจะงงเพราะการเว้นวรรคประโยคนะคะ

คือการเฝ้าดูให้เห็นตามความเป็นจริง อย่าหลงไปว่ามันเป็นของจริงน่าหลงใหลเพลิดเพลิน ให้พิจารณาเพียงแค่สักแต่ว่าดู สักแต่ว่าเห็น เท่านั้น ไม่ต้องบอกว่ามันน่ากิน มันสวย คือไม่ใส่ความรู้สึกลงไปเพื่อไม่ให้หลงค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กเขาใหญ่ วันที่ตอบ 2010-05-27 15:13:23


ความคิดเห็นที่ 4 (1497571)

เมื่อก่อนก็คิดว่าคำว่า "พิจารณา"  ก็คือการคิดเอา แต่เมื่อได้เจริญสติ ซึ่งตัวเองทำแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน รู้สึกว่าเข้าใจคำว่า พิจารณา เปลี่ยนไป โดยเข้าใจว่า การพิจารณาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือยารักษาโรค ก็ตาม ก็คือการรู้สึกตัวธรรมดาๆ กับสิ่งที่กำลังทำอยู่นั่นเองค่ะ ก็คือการปฏิบัติธรรมในทุกๆ อริยาบท ไม่ได้ไปพิจารณาที่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือยารักษาโรคแต่ประการใด แต่เป็นการรู้สึกอยู่ที่ตัวของเราเอง และหากปฏิบัติต่อเนื่องจนสติมีกำลังจนเป็นสมาธิบ้างแล้ว ก็จะรู้อาการของใจด้วย ซึ่งแม้ในความหมายนี้ ก็ไม่ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ไปโดยอัตโนมัติ เพราะมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ในขณะรู้สึกตัว ความหลงเพลิดเพลินย่อมเกิดไม่ได้ หรือเมื่อเกิดความหลงเพลิดเพลินแล้วรู้สึกตัว ความหลงเพลิดเพลินก็จะดับทันที หรือค่อยๆ ดับลง ความรู้สึกตัวก็จะกลับแทนที่

สรุปความทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือจะบอกว่า คำว่า "พิจารณา" ก็ไม่มีอะไรต้องไปคิดตีความอะไรกับมันค่ะ  ก็รู้สึกตัวไปเฉยๆ ตามเดิมโลดค๊า...  

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-06-10 15:09:30


ความคิดเห็นที่ 5 (1497578)
ให้พิจารณา ให้เห็นไตรลักษ์ เกิดขึ้นตั้งตั้งอยู่ดับไป  ก่อนกินเป็นข้าว แต่หลังกินเป็นขี้ ดูการเปรียนแปลง มันไม่คงที่ครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น กวี วันที่ตอบ 2010-06-10 16:33:59


ความคิดเห็นที่ 6 (1497714)
เรื่องพิจารณาให้แต่ละเรื่องก็คงจะแตกเรื่องต่างเหตุและผลกันไป แต่หลักของการพิจารณาคือการรู้รูปและนาม
ผู้แสดงความคิดเห็น ^^ วันที่ตอบ 2010-06-11 22:42:44


ความคิดเห็นที่ 7 (1508891)

คุณพุทธรักษาค่ะ

อย่างนั้น คำว่า "พิจารณา" ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน  

แล้วอย่างนั้น เขาจะมาแยกเป็นอีกคำหนึ่งทำไมค่ะ?

มันน่าจะมีความแตกต่างกันบ้างนะค่ะ ไม่อย่างนั้นก็พูดว่า "ให้รู้สึกตัว" ก็พอ

ในบทสวด เรื่องการพิจารณาอาหาร ยังแบ่งออกเป็น 3 เวลา คือ ก่อนฉันอาหาร -ขณะฉันอาหาร-หลังฉันอาหาร

สหายทั้งหลายปฏิบัติกันอย่างไรกันบ้างค่ะ เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2010-09-07 16:51:15


ความคิดเห็นที่ 8 (1508928)

เมื่อทำความรู้สึกไปเรื่อยๆ ตัวรู้เค้าจะพิจารณาอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ของเค้าเอง เป็นไปเองน่ะค่ะ คนละเรื่องกับการพิจารณาโดยใช้ความคิด เป็นการพิจารณาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะพิจารณา  ซึ่งแตกต่างกับการพิจารณาโดยใช้ความคิด ใช้เหตุผลในการตริตรอง การพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาใช้ดับทุกข์นั้น จะเกิดจากการใช้ความคิดไม่ได้เลยค่ะ ส่วนในเรื่องการใช้ภาษาที่ใช้ต่างๆ กันไป เช่น รู้สึกตัว, พิจารณา, เจริญสติ ฯ ก็เป็นเพียงการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังเท่านั้นเองค่ะ เหมือนการพูดกับชาวต่างชาติก็ต้องใช้ภาษาต่างชาติ แม้ต้องการจะสื่อถึงเรื่องเดียวกัน ถ้าใช้ภาษาไทยก็ไม่สามารถเข้าใจกันได้ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ผู้ที่ปฏิบัติจนเป็นเองแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนผู้ใหม่ก็อย่าพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดเลยค่ะ ปฏิบัติไปจนเกิดความรู้ขึ้นภายในดีกว่า แล้วจะไม่สงสัยและจะไม่ต้องถามใครอีกเลยค่ะ

 การทำความรู้สึกตัว เป็นทุกขั้นตอนของการปฏิบัติค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้น หรือผู้ที่เดินทางไปไกลแล้วก็ตาม ก็ปฏิบัติสิ่งเดียวกันคือ รู้สึกตัว (เจริญสติ) และจะเห็นว่าในหลักสติปัฏฐาน 4 คือการพิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตใจจิต พิจารณาธรรมในธรรม ก็ตามก็ไม่ได้ตามคิดในสิ่งเหล่านี้แต่ประการใด ก็ทำเพียงรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ เช่นกันค่ะ เมื่อทำความรู้สึกตัวต่อเนื่องเพียงพอแล้ว ก็จะเกิดการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ได้เองโดยไม่ต้องคิดดลเดาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการพิจารณาจากภายใน เกิดขึ้นเอง แม้แต่ตัวเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิด เมื่อเกิดแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรค่ะ ก็เพียงแต่ตามรู้ (สึกตัว) ต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นดิฉันจึงเข้าใจว่าในแง่มุมของการปฏิบัตินั้น การพิจารณาเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ก็ตาม ก็คือการบริโภคสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้สึกตัวนั่นเองค่ะ ผู้มีความรู้สึกตัวจะไม่เป็นทุกข์กับการไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้แน่นอน แต่ไม่ใช่เพราะคิดพิจารณาเอาจนเข้าใจ แต่เป็นเพราะขณะบริโภคนั้น เราจะรู้ (หรือบางท่านเรียกเห็น) เวทนาที่เกิดขึ้น ว่าชอบหรือไม่ชอบ ผู้รู้สึกตัว(มีสติ) เท่านั้นจึงสามารถอยู่เหนือเวทนาเหล่านี้ ไม่เป็นเหยื่อของสิ่งที่ไปเกี่ยวข้องได้ เพราะรู้เท่าทันค่ะ 

ดังนั้น การพิจารณาในแง่ของการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ที่ดิฉันเข้าใจ ก็คือการเฝ้ารู้สึกตัวธรรมดาๆ นั่นเองค่ะ  

อย่างไรก็ตามดิฉันเองก็ยังเป็นนักศึกษา ยังเดินทางอยู่ สิ่งที่แสดงความคิดเห็นก็อิงกับการปฏิบัติของตนเท่านั้นเองค่ะ หากเข้าใจผิดประการใด ขอท่านผู้รู้ให้อภัยด้วยนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-09-07 22:52:55


ความคิดเห็นที่ 9 (1508943)

จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=05-08-2010&group=8&gblog=83

จิตเีพียงเห็น นั่นแหละ คือ จิตพิจารณาแล้ว

ในการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์นั้น นัำกภาวนาเพียงหมั่นเจริญสัมมาสติจนจิตเกิดความตั้งมั่น
เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น นี่คือกิจของนักภาวนาที่ต้องทำ มีอยู่เพียงเท่านี้เท่านั้น

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิแล้ว จิตจะรู้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริงของเขาเอง
ดังตัวอย่างเช่น

1.เมื่อตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้ยิน ลิ้นได้รส กายรู้สัมผัส จิตก็รับรู้สภาวะธรรมในที่ตั้งของจิต
จิตไม่วิ่งไปทางตา ไม่วิ่งไปทางหู ไม่วิ่งไปทางจมูก ไม่วิ่งไปทางลิ้น ไม่วิ่งไปทางกาย

2.เมื่อเกิดอารมณ์ปรุงแต่งต่าง ๆ เช่นอาการพอใจ ไม่พอใจ จิตก็จะเห็นอารมณ์ปรุงแต่ง
นั้นได้ และไม่วิ่งเข้าไปผสมโรงกับอารมณ์ปรุงแต่งนั้น

3.เมื่อเกิดเวทนาทางกายขึ้น จิตก็เห็นเวทนาทางกายนั้นและไม่เข้าไปผสมรวมกับเวทนาทางกาย
นั้น

การที่จิตเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริงดังที่เขียนข้างต้น เมื่อจิตไม่วิ่งตาม
ไม่เข้าผสม เพราะจิตมีความตั้งมั่นอยู่ จิตจะเห็นได้เองว่า สภาวะธรรมต่าง ๆล้วนไม่ใช่ตัวเรา
ไม่ใช่ของเรา มันเกิดเพราะมีเหตุ มันดับเพราะเหตุจบลง นี่คือผลแห่งภาวนามยปัญญา
ที่เกิดขึ้นในตัวของนักภาวนาเอง ทุกอย่างเกิดอย่างอัตโนมัติ 
นักภาวนาไม่ต้องมีการกระทำใด ๆ เพิ่มเติมไปจากนี้

ถ้าว่ากันในคำสอนในตำรา นี่คือสภาวะแห่งการพิจารณาธรรม

แต่ถ้านักภาวนาไม่เข้าใจ ก็จะเข้าใจผิดไปด้วยความคุ้นชินทางภาษาทางโลกว่า
การพิจารณา คือ การหยิบเอาอะไรมาสักอย่างหนึ่ง มานั่งดู นั่งคิดในแง่มุมต่างๆ ในสิ่งนั้น
นี่เป็นขบวนการทางโลก ที่ต้องใช้ความคิดมากระทำ

แต่ในทางธรรม ไม่มีความจำเป็นต้องกระำทำอย่างนั้นเลย ถึงแม้ว่านัำกภาวนาจะกระทำด้วยความคิด
พิจารณาแบบใช้เทคนิคทางโลก ก็ไม่ผิด แต่ไม่จำเป็น

ในยามเช้า เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้ท่านเห็น ท่านไม่ต้องไปคิดเลยว่า นี่ไง ดวงอาทิตย์
มันโผล่แล้ว มันเช้าแล้ว ท่านคิดก็ไม่ผิดอะไร แต่ไม่จำเป็นต้องไปคิด เพราะถ้าท่านไม่
คิดอะไร ดวงอาทิตย์มันก็โผล่ของมันเองขึ้นมาอยู่แล้ว ท่านคิดหรือไม่คิด มันก็ต้องโผล่

ในสภาวะธรรมก็เช่นกัน ท่านคิดหรือไม่คิด มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ถ้าท่านไม่เห็น
มัน ท่านก็ไม่เกิดปัญญา ถ้าท่านเห็นได้ มันก็คือปัญญาของจิต

ในสภาวะธรรมที่เกิดนั้น ถ้าจิตท่านตั้งมั่นอย่างสุด ๆ สภาวะธรรมเหล่านี้ จะเกิดอย่างสายฟ้าแล็บ
ท่านยังไม่ทันตั้งตัวเลย มันเกิดและหยุดไปเรียบร้อยแล้ว ท่านไม่มีเวลาคิดอะไรด้วยซ้ำไป
ถ้าท่านไปคิด สภาวะธรรมก็จบลงไปแล้ว เมื่อสภาวะธรรมจบลงไปแล้ว เมื่อท่านไปคิด มันก็ไม่ใช่
สภาวะธรรมในปัจจุบัน มันเป็นอดีตไปแล้ว ในตำราก็สอนกันอยู่ว่า การปฏิบัติให้อยู่กับปัจจุบัน
นี่ืคือ คำอธิบายที่ใช้แนวตำราให้ท่านเห็นภาพของคำว่าพิจารณาธรรม

สภาพของจิตมันช่างซื่อตรงอย่างเด็กแบบเบาะ จิตเห็นก็เหมือนเด็กเห็น คือ เห็นจริงแต่ไม่รู้เรื่อง
ว่านี่คืออะไร นี่คือจิตเห็นแต่สภาวะธรรมที่เป็นปรมัตถ์ล้่วน ๆ ถ้าการเห็นแล้วรู้ว่านี่คืออะไร นี่จะเลยไปสู่สมมุติแล้ว อันเป็นการทำงานของสัญญาขันธ์
นี่เป็นคำอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมผู้รู้ธรรมจากตำราคำสอนจนแตกฉาน ดังเช่น พระโปฐิละ หรือในพระไตรปิฏกเรียกว่า พระใบลานเปล่า จิตถึงยังไม่อาจตัดกิเลส ตัดอาสวะออกไปได้
จนถึงกับต้องไปใหนสามเณรสอนการปฏิบัติให้จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

นี่เป็นข้อคิดที่น่าสนใจกับคำว่า ปัญญาวิมุตติ ว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญสติปัฏฐานจะเกิดปัญญาวิมุตติได้อย่างไร ผมเดาเอาว่า ถ้าเกิดได้ ก็อาจได้แต่แว๊บ ๆ ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็จบลง คล้าย ๆ ก้บอาการที่คนกลุ้มใจหนักแล้วได้คิดขึ้นมา ก็หายกลุ้มใจไปชั่วคราว แต่แล้วก็จะกลุ้มใจอีกในภายหน้าได้

ในพระไตรปิฏกได้กล่าวไว้ว่า สติปัฏฐาน 4 คือ เอกายมรรค คือ ทางสายเดียวแห่งการหลุดพ้น
ถ้าปัญญาวิมุตติเกิดได้เพราะไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน เพียงแต่นั่งอ่านนั่งฟังตำราคำสอน นี่ก็เท่ากับพรไตรปิฏกขัดการเองอย่างนั้นหรือ ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ครับ

ที่ผมเข้าใจนั้น เมื่อได้เจริญสติปัฏฐาน จนเกิดสัมมาสมาธิ เกิดปัญญาญาณ เกิดการตัดกิเลส
ตัดอาสวะ อวิชชา นี่คือ เจโตวิมุตติ (การสำเร็จธรรมด้วยสมาธิ) และในเจโตวิมุตตินั้น
ก็จะมีปัญญาิวิุมุิตติอยู่พร้อมด้วยเสมอ เหมือนกับ 2 in 1 นั้นเอง

ในส่วนตัว ผมไม่เชื่อในคำสอนที่ว่า การคิดพิจารณาธรรมด้วยสมอง จะทำให้เกิดการตัดกิเลส
อาสวะ อวิชชา จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ เหตุผลต่าง ๆ ได้อธิบายไว้ข้างต้นแล้ว

แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่้งว่า ผู้แตกฉานในตำรา สามารถนำความรู้จากตำรามาแย้งมายันนักภาวนา
ผู้ไม่แตกฉานในตำราให้หงายเก๋งได้อย่างสบาย ๆ จนทำให้ผู้ดูที่อยู่วงนอกอาจเข้าใจผิดไปได้ว่า
ท่านผู้ที่แตกฉานในตำรานี่มีปัญญามากกว่านักภาวนาจริงๆ 
เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรในมหาวิทยาลัยจะรู้มาก แต่ในการปลูกข้าว
ทำสวน ชาวนา ชาวสวน ทำได้ดีกว่า แต่พูดไม่เก่งเท่าผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเอง

****

Create Date : 05 สิงหาคม 2553
ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-09-08 08:45:27


ความคิดเห็นที่ 10 (1508955)
อนุโมทนากับคำตอบของคุณมนสิการ........ตามอ่านของคุณมนสิการหลายกระทู้.......ต้องเข้าไปเป็นแฟนคลับ...Bloggangแล้ว--------ขอบคุณที่แวะเข้ามาตอบคำถามที่เวบนี้นะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น เอ๋ย วันที่ตอบ 2010-09-08 10:51:48


ความคิดเห็นที่ 11 (1510577)

สำหรับตัวคุณนมสิการพิจารณาอย่างไรค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2010-09-21 12:53:12


ความคิดเห็นที่ 12 (1510850)

ทดลองส่งข้อความ เพราะเขียนส่งแล้ว 2 ครั้งไม่ผ่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-09-23 08:44:31


ความคิดเห็นที่ 13 (1510853)

ทดลองส่งครั้งที่ 3

การฝึกแบบหลวงพ่อเทียน ใช้กายเป็นการฝึก เพื่อให้เกิดสัมมาสติที่ตั้งมั่น

เมื่อสัมมาสติตั้งมั่นได้แล้ว  ผู้ภาวนาจะเห็นความคิดได้

ผมมีเขียนเรื่องการฝึกเพื่อการพิจารณากายไว้ทีนี่ ลองอ่านดูครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=08-2010&date=27&group=8&gblog=108

ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-09-23 08:46:55


ความคิดเห็นที่ 14 (1510897)

ขอ นำข้อความของคุณมนสิการ มาแปะให้นะคะ

วิธีพิจารณา กาย ฉบับชาวบ้านเขียน ชาวบ้านอ่าน

1...กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดแรกของสติปัฏฐาน 4
หมวดนี้ในความเห็นของผม เป็นหมวดที่เป็นรากฐานสำหรับมือใหม่
ด้านการภาวนาจริง ๆ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับการเป็นโรงเรียนชั้นประัถม
ที่บรรดาผู้จบปริญญาตรี โท เอก 
ก็จะต้องผ่านมาจากโรงเรียนประถมก่อนทั้งสิ้น

2...ที่ผมว่าเป็นรากฐานเพราะอะไร ??
ตอบ เพราะว่า สำหรับปุถุชนคนทั่วไป กำลังสัมมาสติช่างอ่อนแรง
มาก จนไม่สามารถจะเจริญสติปัฏฐานในหมวดอื่นได้เลย เพราะการเจริญสติปัฏฐาน
ใด ๆ จะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ ผู้เจริญจะต้องเห็นสภาวะว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้น
ไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่ของเขาได้ก่อน ซึ่งการปลูกพลังสัมมาสติในคนที่มีกำลังสติอ่อนแอ
อันเป็นการเริ่มต้นเหมือนเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนประถม จะมาจากกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

3..การพิจารณากายทำอย่างไร ??
ตอบ ถ้าจะอ่านกันเต็ม ๆ ขอให้อ่านพระไตรปิฏกครับ ถ้าใน blog นี้ผมจะเสนอ
วิธีฉบับชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้เต็มที่อย่างที่กล่าวในพระไตรปิฏก ซึ่งเป็นวิธี
ง่าย ๆ ที่คนทั่ว ๆ ไปสามารถเริ่มต้นได้

ก่อนอื่น ขอให้สังเกตคำว่า .พิจารณา. ก่อน คำว่าพิจารณานี้ จะไม่เหมือนภาษาไทย
ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เข้าใจกันครับว่า การพิจารณาคือการหยิบยกอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา
คิด ขึ้นมาดูรายละเอียด ขึ้นมาถกเถียงกัน นั่นคือคำไทยในทางโลก

แต่ในทางธรรมปฏิบัติ คำว่า พิจารณา คือ การที่จิตสามารถรับรู้ถึงความเป็นปรมัตถ์ธรรม
ของสภาวะธรรมได้ (ถ้างงประโยคนี้ ขอให้อ่านต่อไปก่อน ) โดยที่ไม่ต้องมาใช้ความคิด
พิจารณาใด ๆ เลย เพียงจิตเห็นปรมัีตถ์ ก็คือการพิจารณาแล้ว

4.. ปรมัตถ์ของ .กาย. คืออย่างไร ??
ตอบ ข้อนี้เป็นการให้รายละเอียดเพิ่มจากข้อ 3 (ที่ผมใส่วงเล็บไว้ว่าถ้างงให้อ่านต่อไป)
ในทางตำรา ปรมัตถ์ของ .กาย. จะมี 4 อย่าง แต่ที่ใช้ฝึกฝนการปฏิบัติได้จะมี 3 อย่างคือ

4.1 ดิน
4.2 น้ำ (หมายเหตุ ปรมัถต์ตัวนี้นำมาฝึกไม่ได้)
4.3 ลม
4.4 ไฟ

5.. การฝึกโดยใช้ ปรมัตถ์ ดิน ทำอย่างไร
ตอบ คำว่า ดิน นี้ไม่ใช่อย่างที่คนไทยเข้าใจกัน แต่คำว่าดินนี้คือสภาพที่เราสัมผัสได้
เป็น .ความอ่อน ความแข็ง. ผมจะยกตัวอย่าวให้ท่านเข้าใจที่เป็นรูปธรรมว่าการฝึกโดยใช้ดิน
เป็นอย่างไร

ตอนเช้า พอท่านตื่นขึ้นมา ท่านสัมผัสได้ไหมถึงผ้าห่มที่ท่านห่มอยู่ (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ท่านสัมผัสได้ไหมถึงเสื้อผ้าที่ท่านใส่อยู่ (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
พอท่านลุกขึ้น เท้าเหยียบพื้่นท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ท่านลุกไปจะเข้าห้องน้ำ มือไปบิดลูกบิดประตูห้องน้ำ ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ท่านเข้าไปในห้องน้ำ มือหยิบแปรงสีฟัน ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
มือท่านหยิบหลอดยาสีฟันมาบีบ ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
พอท่านแปรงฟัน ขนแปรงสัมผัสฟัน สัมผัสลิ้น สัมผัสเหงือก ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ท่านเอาน้ำบ้วนปาก ขณะที่น้ำอยู่ปาก ท่านสัมผัสไ้ด้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ท่านรู้สึกปวดอึ ท่านไปนั่งโถส้่วน ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ขณะที่ท่านนั่งอึ ท่านฉี่ก่อน ท่านสัมผัสได้ไหมว่าน้ำฉี่กำลังไหลออกมา (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
ขณะที่ก้อนอึกำลังไหลออกมา ท่านสัมผัสได้ไหม (นี่คือการรู้ปรมัตถ์ของดิน)
และอื่น ๆ อีกมาก ถ้าผมบรรยาย ใน 1 วันท่านจะเห็นว่า ท่านสัมผัสปรมัถต์ของดินตลอดเวลา
แต่เป็นเพราะท่านไม่เข้าใจ ท่านจึงไม่รู้ว่านี่คือ การฝึกฝนกายานุปัสสนสติปัฏฐานในชีิวิตประจำวัน 

6..การฝึกโดยใช้ ปรมัตถ์ ลม ทำอย่างไร 
ตอบ ก่อนอื่น ท่านต้องเข้าใจคำว่าลมก่อน ลม คืออาการเคลื่อน อาการไหว อาการสั่นสะเทือน
ไม่ใช่ตัวลมจริง ๆ ถ้าท่านรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับข้องกับร่างกายท่าน นั้นคือการรู้ลมทั้งสิ้่น
ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็น

เวลาหายใจ ลมเคลื่อนไหว เพราะการทำงานของกระบังลมที่มันเคลื่อนที่ เมื่อกระบังลมเคลื่อนที่
ท่านจะรู้สึกถึงการไหว การสั่นสะเืืืทือนที่บริเวณหน้าอก และแถวท้อง นี่คือการรู้ลม

เวลาท่านยกมือขึ้น ท่านรู้สึกถึงอาการเคลื่อนการไหวเมื่อท่านกำลังยกมือ คือ การรู้ลม
เวลาท่านเดินหรือวิ่ง ท่านรู้สึกถึงอาการเคลื่อนการไหวเมื่อท่านกำลังเดินหรือวิ่ง คือ การรู้ลม

7..การฝึกโดยใช้ ปรมัตถ์ ไฟ ทำอย่างไร 
ตอบ ไฟ คือ อาการที่รู้สึกถึงอุณหภูมิไม่ว่า อุฌหภูมิจะสูงหรือต่ำ คือไฟทั้งนั้น เช่น

ท่านไปดื่มน้ำขิงแก่ที่ร้อนมาก ท่านรู้สึกร้อนภายในร่างกายท่าน นี่คือท่านรู้ไฟ
เมื่ออากาศหนาวมาเยือน ท่านรู้สึกหนาว นี่คือ ท่านรู้ไฟ

8.. ตัวอย่าง การฝึกฝนในรูปแบบด้วยการเดินจงกรม
ผมจะอธิบายการเดินจงกรมในรูปแบบให้ท่านเห็นภาพว่า กายาุนุปัสสนา นั้่นปฏิบัติและรู้อะไร
ในการเดิน ขอให้ท่านเดินอย่างสบาย ๆ เหมือนเดินดูร้านขายของตามห้างสรรพสินค้า ท่านไม่มีงานอื่นต้องทำ เดินสบาย ๆ ไม่ต้องสนใจอะไร เพียงแต่ขอให้มีความรู้สึกตัวอยู่เท่านั้น ไม่ต้องอยากรู้อะไรเลย ไม่ต้องคิดอะไรในหัวสมองด้วย เมื่อท่านอยู่ในสภาวะนี้ ขอให้ท่านสังเกตก่อนว่า

ตาท่านก็ยังมองเห็นได้อยู่
หูท่านก็ยังได้ยินได้อยู่ 
เมื่อท่านเดิน ท่านจะรู้สึกได้ เบา ๆ ของการเคลื่อนไหวในขณะที่เดินอยู่ นี่คือการรู้ลม(อ่านข้อ6)
เมื่อท่านสัมผัสพื้น ท่านรู้สึกได้ นี่คือการรู้ดิน (อ่านข้อ 5)
เมื่อท่านเดิน ท่านสัมผัสได้ถึงเสื้อผ้าที่แนบกับร่างกาย นี่ืคือการรู้ดิน (อ่านข้อ 5)
เมื่อท่านเดินไปสักหน่อย ท่านรู้่สึกร้อน นี่คือ การรู้ไฟ (อ่านข้อ 7 ) 

อนึ่งการสัมผัสที่ผมบอกดังกล่าว จะรู้สึกได้เบาๆ สบาย ๆ เพราะท่านไม่ได้จ้องดู เพียงแต่รับรู้
อย่างสบาย ๆ เพราะเพียงมีความรู้สึกตัวอยู่

ขอให้ท่านลองเดินดู ในห้องก็ได้ แล้วตอบตัวเองว่า เข้าใจการรู้กายานุปัสสนาในขณะเดินจงกรมได้ไหมดังที่ผมเขียนในข้อ 8 นี้

9...ตัวอย่าง การฝึกอาณาปานสติ
ขอให้ท่านกลับไปอ่านข้อ 6 อีกครั้งเพื่อความเข้าใจ

การฝึกอาณาปานสติ คือ การฝึกการรับรู้ลมที่เป็นการไหว การเคลื่อน การสั่นสะเทือน อันเนื่องมากจากลมหายใจ ไม่ใช่การไปรู้ลมหายใจจริง ๆ 

ปรกติ สำหรับคนใหม่ การรู้ลมหายใจเป็นสิ่งที่ยาก เพราะจะเบามากจนยากสำหรับคนใหม่ที่จะสัมผัสการเคลื่อนการไหวนี้ได้

แต่ถ้าท่านต้องการจะฝึกดู ผมแนะนำให้ท่านนั่งกอดอกช่วยก่อน เพราะการนั่งกอดอก จะทำให้
การรับรู้การไหวนี้ได้ชัดมากขึ้น จนคนใหม่สามารถรับรู้ได้

ขอให้ท่านนั่งสบาย ๆ นั่งอย่งไรก็ได้ นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ขอให้สบาย ๆ ไม่ต้องเกร็ง
ขอให้ลืมตา และมองไปไกลๆ เช่นมองไปทีท้องฟ้า แต่ไม่จ้องอะไร เพียงลืมตาขึ้นเฉยๆ แล้วมองไปไกล ๆ คล้าย ๆ คนที่ตาเม่อลอย (ผมไม่แนะนำให้หลับตาฝึกลม เพราะการหลับตาจะทำให้เกิดการจ้อง ที่นักภาวนาจะไม่รู้ว่าเกิดการจ้อง การลืมตาที่มองไกลๆ จะิแก้ปัญหาการจ้องได้ดีมาก)

เมื่อปฏิบัติอยู่ ท่านสังเกตดู

ตาก็มองเห็นได้อยู่
หูก็ได้ยินอยู่
อาการไหวกระเพือ ๆ ที่ท่านนั่งกอดอก ก็รู้สึกได้อยู่ นี่คือการรู้ลม
เมื่อท่านนั่งไป เกิดร้อนขึ้นมา ท่านรู้สึกได้ นี่ืคือการรู้ไฟ
ท่านเลยไปเปิดพัดลมอย่างแรง ท่านเกิดหนาวขึ้นมา นี่คือการรู้ไฟ

**************************
10..มีเรื่องหนึ่งที่เกีียวกับ กายาุนุปัสสนา ที่มีคนเขาสอนกันคือ การให้ดูอิริยาบท
กล่าวคือ ท่านสอนว่า นั่งก็ให้รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ เดินก็ให้รู้ว่ากำลังเดินอยู่ ยืนก็ให้รู้ว่ากำลังยืน
อยู่ นอนก็ให้รู้ว่ากำลังนอนอยู่ อันมีกล่าวไว้ในสติปัฏฐานสูตรด้วยในพระไตรปิฏก

ในความเห็นส่วนตัวของผม ถ้าท่านยังเป็นมือใหม่และจิตยังไม่สามารถแยกตัวออกมาได้
การดูอิริยาบทดังกล่าวจะไม่มีประสิทธิภาพที่ดี เพราะมือใหม่ ดูอิริยาบทอย่างไร ก็จะเห็นเป็นว่า
ฉันกำลังเดิน ฉันกำลังนั่ง ฉันกำลังนอน ฉันกำลังยืน ทุกอย่างเป็นตัวฉันไปหมด

แต่ถ้า จิตของท่านแยกออกมาได้แล้ว การเห็นอิริยาบท ก็จะเห็นได้เองอย่างอัตโนมัติ
และการเห็นก็ไม่ใช่ว่าเห็นตลอดเวลา จะเป็นการเห็นเพียงระยะ ๆ คือเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง

*********************


ท่านจะเห็นว่า กายานุปัสสนา ที่ผมอธิบายข้างต้น เป็นสิ่งที่เกิดตลอดเวลาในชีิวิตประจำวันของท่าน
ขอให้่ท่านหมั่นฝึุกฝนให้มาก ๆ ทั้งในชีิวิตประจำวันและในรูปแบบ กำลังสัมมาสติของท่านจะ
เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ อันจะนำให้ท่านมีัพลังจิตที่มากขึ้นในการแก้ใขทุกข์ใจให้กับท่านได้


เมื่อกำลังสติของท่านเพิ่มมากขึ้น ท่านจะมีความสามารถในการรู้ เวทนา จิต ธรรม ได้เอง
เพราะกำลังของสติที่มากขึ้น ซึ่งผมมีเขียนไว้หลายบทในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วใน blog

********
แนะนำอ่านเพิ่มเติม

หลักการเบื้องต้นของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแบบชาวบ้าน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=09-2009&date=02&group=1&gblog=83

ตัวอย่างการฝึกเพื่อการรู้กาย
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=05-2009&date=30&group=1&gblog=20

ผู้แสดงความคิดเห็น asst.adm วันที่ตอบ 2010-09-23 13:19:19


ความคิดเห็นที่ 15 (1548009)
ตอบยาวเนื้อหาเยอะแต่เข้าใจยากจัง พิจารณาก็คือให้รู้ให้เห็นไปตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ไม่ใช้อยากให้เป็นอย่างนั้นอยากให้เป็นอยากนี้ หรือไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นไม่อยากให้เป้นอย่างนี้ หรือการพิจารณาให้เห็นความจริงอีกด้านหนึงที่เราไม่เคยมอง เช่นเคยทำอย่างนี้มันดีแล้ว แต่ถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างไร ให้ลองทำดูก็จะรู้...
ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2011-05-25 11:08:43


ความคิดเห็นที่ 16 (1549912)
พอดีได้อ่านหนังสือทางพ้นทุกข์ของอ.สุภีร์ทุมทองอธิบายว่า "การพิจารณาเห็น"คือ..การมองเห็นด้วยความรู้สึกนั่นแหละคือการพิจารณาเห็น ..เห็นแล้วก็รู้สึกด้วยใจว่าไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน --เมื่อฝึกมากขึ้นก็มองห็นเป็นรูปนาม เห็นว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนันตา เป็นการทำลายฆนสัญญา" --พิจารณาเห็นไม่ใช่คิดเอาแต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของผู้ปฏิบัติ--
ผู้แสดงความคิดเห็น เหมียว วันที่ตอบ 2011-06-03 10:36:22


ความคิดเห็นที่ 17 (1550264)
ผมใช้โยนิโสนมสิการ..(การทำใจโดยแยบคาย)ใช้ได้ทุกเรื่องไม่จำกัดกาล(อกาลิโก) เพราะอยู่ระหว่างผิดกับถูก(ยังไม่บรรลุ)และก็เป็นหลักธรรมของพระองค์ที่จำเป็น ในการพิจารณา จิตไม่ให้เศร้าหมอง(กุศล)
ผู้แสดงความคิดเห็น lungsem วันที่ตอบ 2011-06-05 02:59:39


ความคิดเห็นที่ 18 (1583498)

การพิจารณาในทางปฏิบัติธรรม หมายถึง ให้เรามองสิ่งต่างๆว่าเป็นเรื่องธรรมดา เช่น พิจารณาความง่วงก็คิดว่าเป็นความง่วงเท่านั้นแหละ พิจารณาบ่อยๆท่านจะไม่วิตกเรื่องความง่วงอีกต่อไป เพราะเป็นเรื่องธรรมดาเท่านั้นค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น แดง วันที่ตอบ 2011-11-14 16:09:49



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658