<กระทู้แนะนำ>รายงานอารมณ์ "ณ ขณะที่รู้สึกตัว" กับคุณครู รร.อนุบาลจุฑาภรณ์


โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ ได้จัดคอร์สอบรมปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส ระหว่างวันที่  26 กันยายน - 3 ตุลาคม 2553

หลังจากกลับมาจากการปฏิบัติธรรมก็มุ่งมั่นสู้กับการงานที่หนักและมากมาย.. เพราะทิ้งงานไปปฎิบัติธรรม เกือบ 9 วัน .... ด้วยการที่ฝึกสติมาดีแท้ของจริง ทำให้การงานที่ทำอยู่ ถึงจะหนักและสับสนวุ่นวายในความรู้สึก แต่จิตที่ฝึกมาดีกับไม่ร้อนรนทำใจได้ ค่อยๆ...ไปเผชิญไปแต่ละอย่าง

และพร้อมที่จะทะยอยรายงานอารมณ์กันแล้วคะ

 



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-10-08 17:11:45


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1512941)

นอกจากคณะของ รร.อนุบาลจุฑาภรณ์แล้ว ยังมีญาติธรรมท่านอื่นๆ ที่ทราบข่าว ขอเข้าร่วมคอร์สปฏิบัติธรรม เป็นจำนวนมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:13:57


ความคิดเห็นที่ 2 (1512942)

การปัดกวาดลานวัด ก็เป็นการเจริญสติได้เช่นกัน.....

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:15:06


ความคิดเห็นที่ 3 (1512943)

ก่อนที่จะกล่าวถึงความรู้สึกที่ดิฉันได้รับจากปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ  ที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร ร่วมกับคณะผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ครั้งแรก เมื่อกลางเดือนมีนาคม  พ.ศ. 2553  ดิฉันขอขอบพระคุณ บุคคลทั้ง 3 ท่าน คือ ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ที่ให้โอกาสและมอบสิ่งที่ดีๆ คือหน้าที่การงานให้กับดิฉัน  อาจารย์      รุ่งรุจน์ธนัน บุณยรักษ์  ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลบุณยรักษ์ ที่มอบหนังสือ และซีดี  “การรู้ธรรมแบบรู้แจ้ง”        ของท่าน ส. มหาปัญโญภิกขุ (หลวงตา  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ) ให้กับดิฉัน  และคุณครูพรรณี ทุ่งโพธิ์          ผู้แนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวให้กับดิฉัน

 

ดังนั้น นับเป็นครั้งแรก ที่ดิฉันได้ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นจริงเป็นจังที่สุดในชีวิต  เพราะดิฉันมีความวิตกกังวล ในเรื่องที่จะต้องจากบ้าน  จากคุณแม่  จากลูกชาย -หญิง 2 คนที่ยังอยู่ในวัยเรียนเป็นระยะเวลานาน ถึง 9 วัน แต่เมื่อลองปรึกษากับคุณแม่  คุณแม่อนุญาตให้ไป  เพราะการไปปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ดี  ไม่ต้องเป็นห่วงทางบ้าน  ดิฉันจึงคลายความวิตกกังวล  และตั้งใจไปปฏิบัติธรรมกับคณะ

 

เมื่อถึงกำหนดวันเดินทาง  ดิฉันมีความรู้สึกตื่นเต้น  และดีใจมาก  ระหว่างที่นั่งในรถ  ผู้อำนวยการจะให้คุณครูทุกท่านเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ไปปฏิบัติธรรมกันมา  เพื่อให้เป็นแนวทางในการเตรียมใจที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต  และดิฉันจะต้องปรับตัวอย่างไร

 

           คณะเดินทางถึงวัดป่าโสมพนัส  เวลาประมาณ 17.00น  ดิฉันได้เห็นบรรยากาศความร่มรื่นของวัด  สงบ  ร่มเย็น  เห็นผู้ปฏิบัติธรรมแต่ละคนกำลังเดินจงกรมกันอย่างมีสติและสงบ  คณะเข้าไปกราบหลวงตาที่ศาลา  ลงทะเบียนกับแม่ชี  และแยกย้ายกันไปเก็บของที่ห้องพักรวม  คืนแรกหลวงตาแสดงธรรมที่เรียบง่าย  สามารถฟังและเข้าใจได้ดี  จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา  และน่าปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง 

 

            ในวันแรก  ดิฉันปฏิบัติตามที่หลวงตาสอน คือการนั่งสร้างจังหวะ  และเดินจงกรมในสวนประดู่  ดิฉันมีความง่วง  ปวดเมื่อย  เจ็บปวดสังขาร  คิดฟุ้งซ่าน  แบบคนเสียสติไปเลย  แต่ครูบาสวัสดิ์  ที่เป็นพระพี่เลี้ยงก็จะสอนว่า “ ให้กำหนดรู้  รู้สึกตัวตลอดเวลา  รู้กายเคลื่อนไหว  รู้ใจนึกคิด  ถ้าความคิดเข้ามาให้ตัดทิ้งเสีย”  ดิฉันก็พยายามลองทำดู  แต่มันยากมาก  เห็นแต่ความคิดที่มากมายมหาศาล  คิดถึงแต่อดีต  และเรื่องของลูกชายที่ผ่านมาอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ดิฉันทุกข์ใจมาก  แต่พยายามที่จะตัดความคิดที่ฟุ้งซ่านนั้นออกไป  ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง  จึงต้องเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดินจงกรมแทน  เมื่อเริ่มต้นเดิน  ก็เริ่มมีอาการปวดขา  เมื่อย  และท้อแท้  ถึงแม้หลวงตาจะสอนว่า  “เวลาเดินให้มีความรู้สึกอยู่ที่เท้า  ตามองไกลๆ  ไม่ต้องคิดอะไร” พอดิฉันตัดความคิดได้   ความง่วงก็เข้ามาแทนที่  ทำให้ดิฉันเดินเซไปชนขอบลานจงกรม  ก็สะดุ้งตื่นจากความง่วง  และอดทนฝืนเดินต่อไป  ความง่วงก็จะหายไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น  และความคิดก็กลับเข้ามาอีก  กลับไปกลับมา  รู้สึกทรมานมาก  ไม่เคยคิดว่าจะทุกข์มากเช่นนี้  แต่ใจของดิฉันคอยเตือนตัวเองว่า  “ต้องสู้กับความคิด  ความง่วง  ความปวดเมื่อย  ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจให้ได้” จึงมุ่งมั่นเดินจงกรมต่อ  ซึ่งดิฉันก็ยังทำได้ไม่ดีนัก

 

 

4 วันผ่านไป  ดิฉันก็ยังไม่ได้อะไร  ยังคิดฟุ้งซ่านถึงอดีต  และอนาคตอยู่เหมือนเดิม  แต่ความง่วงก็ลดน้อยลงบ้าง  ดิฉันพยายามฝืนเดินจงกรม  และสร้างจังหวะให้มากขึ้น  เพราะต้องการให้หลุดออกจากความคิด  และดิฉันก็สามารถทำได้บ้าง  ดิฉันจึงได้รู้ว่า  การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวนี้  จะต้องให้ใจจดจ่ออยู่กับความเคลื่อนไหวของกาย  เมื่อใจอยู่กับกาย  ก็จะไม่มีความคิดที่ฟุ้งซ่าน  และอารมณ์ง่วงก็จะมีน้อยลง  ดิฉันจึงต้องพยายามสร้างความรู้สึกตัวให้มีอยู่อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งก็เป็นการยากมาก  เพราะใจของเรายังตัดความคิดได้ไม่ทั้งหมด  ดังนั้น ในทุก ๆ วันที่อยู่ที่วัด  ดิฉันมุ่งมั่นปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงตา  ทำให้ดิฉันเดินจงกรมได้ดีขึ้น  มีความรู้สึกตัว  และตัดความทุกข์ได้มากขึ้น  โดยเฉพาะใน 2 วันสุดท้าย  ดิฉันสามารถเดินได้ตลอดในช่วงเช้า ไม่ค่อยปวดเมื่อย และง่วงเหมือนกับในวันแรกๆ  และในการเดินแต่ละก้าวเดินนั้น  ดิฉันรู้สึกเบาสบาย  เหมือนกับเดินอยู่บนของนุ่ม ๆ ปล่อยวางมากขึ้น และสิ่งที่แปลกคือ  ดิฉันก็มิได้คิดถึงลูกชายของดิฉันอีกเลย 

ซึ่งแต่ก่อนที่จะไปปฏิบัติธรรมนี้  ดิฉันจะเป็นคนที่มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย  ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  คิดเล็กคิดน้อย  ไม่ค่อยมีความสุข  ยึดติดกับสิ่งของทุกอย่างที่เป็นของตน  และจะเกิดอารมณ์เสียทุกครั้ง  ที่ใครมาหยิบของไปโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต  แล้วไม่นำกลับมาไว้ที่เดิม โดยเฉพาะลูกชาย  ซึ่งเป็นคนที่ขาดระเบียบวินัย  ถึงแม้ว่าดิฉันจะคอยอบรมสั่งสอนเขามาโดยตลอด  แต่ก็ไม่ค่อยปฏิบัติตาม  

 

 

                ส่วนการไปปฏิบัติธรรมครั้งที่ 2  คือเมื่อปลายเดือนกันยายน พ.ศ.  2553  ที่ผ่านมานี้  ดิฉันรู้สึกปล่อยวางมากขึ้น  มีความทุกข์น้อยลง  ส่วนการคิดถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา  ก็สามารถตัดไปได้บ้าง  ถึงแม้จะไม่ทั้งหมด  แต่ดิฉันก็ยังคงมีความศรัทธา  ในคำสั่งสอนของหลวงตา  และพยายามที่จะเดินจงกรม  และสร้างจังหวะอย่างต่อเนื่อง  ถึงแม้ว่า  ดิฉันอาจจะยังไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงธรรมะที่หลวงตาแสดง  ที่มีทั้งนิทานธรรม  และคติธรรมสอนใจต่างๆ   แต่สิ่งที่ดิฉันได้รับจากการได้ไปปฏิบัติธรรมทั้ง 2 ครั้ง ก็คือ  ดิฉันได้ความอดทน  ความขยันหมั่นเพียร  ได้การรู้สึกตัว  ได้อยู่กับตัวเอง   เรียนรู้ใจของตนเอง  และปล่อยวางความทุกข์มากขึ้น  ดิฉันก็ได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  และในการทำงาน  โดยนำการสร้างจังหวะ 14  ท่า มาถ่ายทอดให้เด็ก ๆ  ในชั้นเรียนของดิฉันทุกคน  ซึ่งในขณะนี้เด็ก ๆ ได้มีการฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวกันทุกวัน  ทั้งที่โรงเรียน  และที่บ้าน  ซึ่งดิฉันพอใจ   ดิฉันจะต้องปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ   เพื่อพัฒนาให้เด็กทุกคน  เป็นเด็กที่มีอารมณ์เยือกเย็น  มีสติ และมีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  เพื่อจะได้เติบโตเป็นเด็กดีมีคุณภาพต่อไปในอนาคต

 

           สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณ  หลวงตา พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ ที่คอยให้การอบรม สั่งสอนและให้ธรรมะที่เป็นประโยชน์สูงสุดในชีวิตแก่ดิฉัน  และขอบพระคุณ ผู้อำนวยการที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรม

 

                                              กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

                                          คุณครูสุดใจ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:16:25


ความคิดเห็นที่ 4 (1512947)

อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ทำให้ต้องต่อสู้ กับการคิดถึงบ้าน  ครอบครัว และภาระหน้าที่การงานที่ทิ้งมายิ่งนัก ทำอย่างไรจะชนะใจตัวเองได้ นอกจากการเจริญสติ ดูใจของตนเองไปเรื่อยๆ 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:22:29


ความคิดเห็นที่ 5 (1512948)

ต้นแบบการเจริญสติมีให้ดู และปฏิบัติเป็นเพื่อนมากมาย ตั้งแต่แม่ชี ครูบา และเพื่อนที่มาเดินทางสายนี้ร่วมกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:26:18


ความคิดเห็นที่ 6 (1512950)

       ในช่วงของการปฏิบัติ  นอกจากการทำวัตรเช้าแล้ว  ยังมีการทำความสะอาดบริเวณวัดอีกด้วย  เป็นวิธีการขัดเกลากิเลสอีกทางหนึ่ง  ที่หลวงตาท่านมีกุศโลบายที่ดีมาก  ขณะที่ดิฉันกวาดใบไม้อยู่ในลู่จงกรมแต่ละลู่  ได้มีเวลาย้อนมาดูที่ตัวเองว่า  “ใบไม้ที่ทับถมกันอยู่นั้น  เปรียบเสมือนกิเลสของเราที่ทับถมกันอยู่เป็นชั้นๆ อยู่ในใจของเรา  ไม้กวาดก็เปรียบเสมือนสติ  หรือการระลึกรู้  หากไม้กวาดแข็งแรง  ก็จะสามารถกวาดใบไม้ได้สะอาดมากขึ้น”  ซึ่งเป็นเหตุให้ดิฉันเร่งสร้างความรู้สึกตัวถี่ขึ้น  ให้เหมือนกับซี่ของไม้กวาด  เพื่อที่สติจะได้มีกำลังที่จะตัดกิเลส  หรือทุกข์ในใจให้เบาบางลงได้บ้าง

 

              ดิฉันได้นำการปฏิบัตินี้มาทำต่อเนื่องที่บ้าน  และในฐานะความเป็นครูอนุบาลได้นำมาถ่ายทอดให้กับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนฯ  ซึ่งเด็ก ๆ ก็สามารถปฏิบัติตามได้ดี  บางคนสามารถนั่งสร้างจังหวะได้เป็นเวลานาน  และบอกดิฉันได้ว่า  “ผมรู้สึกสบายครับ”  “หนูรู้สึกเย็นข้างใน  และมีความสุค่ะ”  บางคนก็บอกว่า  ”หนูชอบนั่งสร้างจังหวะมากค่ะ”  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า  เด็ก ๆ กลุ่มนี้มีอารมณ์จากการสร้างจังหวะ  ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกดี  และเริ่มมีจิตใจที่ดีงาม  รวมถึงความรู้สึกลึก ๆ ในใจของคนที่เป็นครูอย่างดิฉัน  ที่อยากจะเห็นแด็กไทยได้รับการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์  เพื่อจะได้เติบโตเป็นเยาวชนที่ดีมีคุณภาพต่อไปในอนาคต

 

                   การอบรมครั้งที่  3  เมื่อปลายเดือนกันยายน  พ.ศ.  2553  เกิดขึ้นจากดิฉันมีศรัทธาเต็มร้อย  เมื่อผู้บริหารได้มอบโอกาสดี ๆ ในชีวิตให้กับดิฉันอีกครั้งหนึ่ง  ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสุด

 

            การอบรมทั้ง  3  ครั้งที่ผ่านมา  ดิฉันได้รับประโยชน์มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยวางกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น  ดีใจ   เสียใจ   โกรธ   เบื่อ   เหนื่อย  หิว  หรือง่วง  เป็นต้น  ดิฉันเริ่มตัดนิวรณ์เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น  มีจิตใจที่สงบ  เบิกบาน  เข้มแข็ง  อดทน  และยอมรับสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้  สามารถจัดการกับชีวิตได้เป็นระบบมากขึ้น  และเข้าใจดีว่า  “ทุกสิ่งทุกอย่างนี้  มีเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป  เป็นสัจธรรมของโลก”  เช่น  วัตถุสิ่งของต่าง ๆ รวมทั้งร่างกายของเรา  ก็ต้องมีการเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

 

               ในฐานะที่เป็นคุณครู  ดิฉันจะถ่ายทอดการปฏิบัติการเจริญสติฯ  ให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับเด็ก ๆ ได้เก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะได้รับอย่างสูงสุด  ดิฉันมั่นใจว่า  การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวนี้  จะเป็นธรรมโอสถ  ที่จะช่วยรักษาใจให้กับทุกคนได้พบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตแน่นอนค่ะ 

  ในปลายเดือนนี้  ระหว่างวันที่  28 – 31  ตุลาคม  พ.ศ. 2553  ทางโรงเรียนฯ ได้ร่วมกับเพื่อนสติ  จะจัดให้มีการอบรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต  ดูกายเห็นจิต  ดูความคิดเห็นธรรม  อบรมโดย พระคุณเจ้า  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  (หลวงตา)  จึง ขอเรียนเชิญทุกท่านได้เข้ามาดูใจตัวเอง  และมาศึกษาธรรมะนะคะ

 

                       ดิฉันกราบขอบพระคุณพระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  (หลวงตา)  พระสงฆ์ทุกรูป  แม่ชี  แม่ครัวทุกคน  อุบาสก  อุบาสิกา  ที่วัดป่าโสมพนัสทุกท่าน  และที่สำคัญที่สุดคือ  คุณครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ที่ได้มอบโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับดิฉัน ได้เข้ารับการปฏิบัติธรรมที่ทำให้ชีวิตของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ  ขอกราบขอบพระคุณอีกครั้ง  และอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ 

 

 

                                       สาธุ                                                                                                  

                                                                                                                                         ครูชุติมา

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:28:52


ความคิดเห็นที่ 7 (1512953)

เพราะมีผู้บริหารเป็นผู้นำพาให้มีการเจริญสติเกิดขึ้น..... นอกจากคณะครูด้วยกันแล้ว และได้ขยายผลไปยังเด็กๆ ตัวน้อยที่เป็นลูกศิษย์ มีความรู้สึกว่า เรากำลังทำงานยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ต้องพยายาม ต้องอดทน ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง..........

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-08 17:34:55


ความคิดเห็นที่ 8 (1512982)

ทำได้ตริง ๆ หรือค่ะ ที่ทำให้ลืมความทุกข์  ลืมครอบครัวได้  ดิฉันจะลองนำไปปฏิบัติดูบ้าง  จะได้ลืมความหลังเมื่ออดีตที่ผ่านมา

ผู้แสดงความคิดเห็น ผูที่มีความทุกข์ วันที่ตอบ 2010-10-09 09:10:23


ความคิดเห็นที่ 9 (1512983)

คุณ ผู้ที่มีความทุกข์  ครับ

การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่ทำให้ลืมความทุกข์ ลืมครอบครัว นะครับ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงครับ 

การปฏิบัตินั้น ถ้าได้ผลแล้ว จะทำให้เกิดการปล่อยวางทุกข์ที่เกิดขึ้นได้

หมายความว่า ทุกข์ยังมีอยู่ แต่ไม่ไปยึดไว้ เมื่อไม่ยึดทุกข์ไว้ ก็จะม่ทุกข์ ครับ

และที่ว่า ปล่อยวางทุกข์ได้นั้น ก็ไม่ใช่ว่า จะปล่อยวางได้ง่าย ๆ นะครับ

ต้องอาศัยความเพียรในการฝึกฝนอยู่เสมอ และต้องฝึกฝนถูกต้องด้วยครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-10-09 09:18:40


ความคิดเห็นที่ 10 (1512984)

ขอบคุณค่ะ  แล้วปฏิบัตินานไม่ค่ะถึงจะทำได้แบบคุณครูค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ที่มีความทุกข์ วันที่ตอบ 2010-10-09 09:22:29


ความคิดเห็นที่ 11 (1513020)

เรื่องเวลา นานหรือไม่  ไม่สามารถกำหนดได้ครับ  ขึ้นอยู่กับเงือนไขหลาย ๆ อย่าง

แต่สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง และหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และฝึกฝนได้ถูกต้อง

เวลาสัก 1 ปีขึ้นไป ก็พอจะเห็นความคิดที่เป็นต้นทางแห่งการปฏิบัติได้

พอเห็นความคิดได้ จิตก็จะเริ่มปล่อยวางความคิดที่ไม่รุนแรงมากนักได้ก่อน

พอฝึกต่อไปอีก การปล่อยวางก็จะค่อย ๆ พัฒนามากขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น บ่อยครั้งขึ้นเมื่อเวลาเกิดทุกข์ขึ้นมา

เมื่อเกิดการปล่อยวางขึ้น เพราะการเห็นความคิด เห็นอารมณ์ปรุงแต่งทางจิตใจได้แล้ว ทุกข์ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เอง

ถ้าอยากพ้นทุกข์ ก็อย่าได้รีรอ ยิ่งเริ่มได้เร็ว ก็ได้ผลที่เร็วกว่าคนเริ่มช้า

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นมสิการ วันที่ตอบ 2010-10-09 13:58:39


ความคิดเห็นที่ 12 (1513093)
อยากทราบว่าทำไมถึงได้ไปปฎิบัติธรรมและได้ในสิ่งที่คุณครูผู้ปฎิบัติธรรม รู้ึซึ้งถึงการปฎิบัิติธรรม ธรรมมะ คืออะไร สติคืออะไร การปล่อยวาง การตัดความคิด และสุดท้าย การรู้สึกตัวตน โดยเป็นตัวตนเอง สิ่งที่เขึยนมาบอกตัวตนได้หรือเปล่าคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น st วันที่ตอบ 2010-10-09 22:10:20


ความคิดเห็นที่ 13 (1513097)
ขออนุโมทนากับคุณครูที่ได้เห็นธรรมค่ะ อยากทราบธรรมมะของผู้อำนวยการโรงเรียน คิดอย่างไรกับการพาคุณครูไปปฎิบัติธรรมรบกวนตอบเพื่อเป็นแนวทางให้บุคคลอื่นด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น ปล่อยวาง วันที่ตอบ 2010-10-09 22:36:17


ความคิดเห็นที่ 14 (1513571)

ทางโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ได้จัดให้มีโครงการปฏิบัติธรรมให้กับคุณครูเป็นประจำทุกปี  และในปีการการศึกษา 2552  ทางคณะผู้บริหารและคุณครูทุกคน ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ตามแนวปฏิบัติของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนครโดยมีหลวงตา พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ  เป็นพระวิปัสสนาจารย์  เป็นครั้งแรก  เมื่อปลายเดือนกันยายน  พ.ศ. 2552  ครั้งที่ 2  เมื่อกลางเดือนมีนาคม  พ.ศ. 2553  และครั้งที่ 3  เมื่อปลายเดือนกันยายน  พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณครูให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาด้านจิตใจ  ให้ครูได้มีเวลามาศึกษาเรียนรู้กาย และใจของตนเอง ให้รู้จักปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น  อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  ด้วยการเจริญสติ  คือสร้างความรู้สึกตัว   ด้วยการสร้างจังหวะ 14  ท่า  และการเดินจงกรมวันละ 7-8 ชั่วโมง  ด้วยใจที่ปรกติสบายๆ  จากการที่ได้ปฏิบัติธรรมในแต่ละครั้ง  คณะคุณครูได้เรียนรู้ ได้เห็น และได้ประสบกับความทุกข์มากมาย  จึงได้เห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า “ชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และไม่มีตัวตน” การที่ได้มาศึกษาดูจิต เปรียบเสมือนการทำวิปัสสนากรรมฐาน  ซึ่งถือเป็นการทำบุญที่สูงสุด  สามารถทำได้ทุกที่  ทุกเวลา  และทุกกำลังสติที่เรามี

 

คณะปฏิบัติธรรมจึงได้รับประโยชน์มาก  ได้นำธรรมะมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพทั้งกายและใจ  เพราะคุณครูเป็นต้นแบบของความดีงาม  การที่คุณครูมีจิตใจดี  ก็สามารถที่จะพัฒนาให้เด็กมีจิตใจดี  และมีความประพฤติที่ดีงามได้  คณะผู้บริหาร  และคุณครูจึงได้นำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ด้วยการสร้างจังหวะมาปฏิบัติทั้งในขณะทำงาน  และในการดำเนินชีวิตประจำวัน  เป็นผลให้ “คุณครูมีอารมณ์ที่เยือกเย็นมากขึ้น  รู้จักปล่อยวาง” อีกทั้งได้นำการสร้างจังหวะ 14 ท่า  และการเดินจงกรมมาถ่ายทอดให้กับนักเรียนอนุบาล    ทุกคน  เนื่องจากจิตของเด็กมีความบริสุทธิ์  จึงรับสิ่งดีๆ ที่คุณครูถ่ายทอดให้ได้เร็ว  และสามารถปฏิบัติตามได้แบบซื่อๆ  ทำให้ “เด็กๆ มีอารมณ์ดี  มีความขยัน  อดทน  มีสมาธิในการฟัง  และมีระเบียบวินัยมากขึ้น”

 

                                                  อาจารย์จุฑาภรณ์  ภูตยานนท์

                                            ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์

 

ขอบคุณสำหรับคำถามของคุณปล่อยวางคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-12 16:58:20


ความคิดเห็นที่ 15 (1513575)

พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่า เห็นทุกข์แล้วจะวางใจ...อยู่กับทุกข์ได้อย่างไร .......จึงได้จัดให้มีโครงการนี้ขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-12 17:28:08


ความคิดเห็นที่ 16 (1513576)

       ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม การปฏิบัติธรรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4  โดยพระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ (หลวงตา) ให้การอบรมครั้งสุดท้าย  เมื่อวันที่  25 กันยายน  พ.ศ. 2553  ผมได้มาศึกษา และเรียนรู้ใจของตนเองในแต่ละวัน  จึงขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับมา

 

วันแรก  ผมตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ผมมีความมุ่งมั่น  และตั้งใจมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้มาก  ขอให้ผมเดินจงกรมทั้ง 7 วัน  โดยไม่หยุดนั่งพัก   ไม่หลับ  ขอให้ผมต่อสู้กับความง่วงจนถึงที่สุด  และมีกำลังใจในการปฏิบัติ”เมื่อผมเริ่มเดินจงกรมที่ลู่ในสวนไผ่  ผมเริ่มรู้สึกง่วง   ก็พยายามสู้กับตัวง่วง   ด้วยการเดินเร็วๆ  เดินไปเดินมาจนความง่วงหายไป   ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ข้อนิ้วเท้าข้างขวา  เดินไปก็เกิดความคิดว่า  แผลมันเปิด  เม็ดทรายอาจจะเข้าไปได้  เห็นทุกข์เริ่มเกิดขึ้น  แต่ผมก็มิได้หยุดเดิน  เพราะได้อารมณ์  จึงเดินต่อไป  นึกถึงคำที่หลวงตาเทศน์ตอนเช้าว่า  “ให้รู้จักกาย  รู้จักจิต”  ผมจึงพิจารณาดูว่า  “เท้าคือรูปที่สมมติ  เมื่อก่อนหน้านี้  นิ้วเท้าก็ยังดีอยู่  แต่ตอนนี้ฉีกเป็นแผลแล้ว  กายไม่ได้เจ็บ  แต่จิตต่างหากที่เจ็บ  ถ้ารู้จักแยกกาย  แยกจิต  ไม่ติดกับเวทนา  กลับมาอยู่ที่ความรู้สึกตัว  ความเจ็บปวดก็จะหายไปได้”  

 

เมื่อเสียงระฆังดัง  ผมจึงเดินไปล้างเท้า  ดูที่แผล   แต่ผมไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเลย  หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว  ผมก็ไปเดินจงกรมตามปรกติ  โดยไม่ได้ไปคิดปรุงแต่งเรื่องนิ้วเท้าที่เจ็บอีกเลย  แล้วผมก็เดินต่ออย่างสบายกาย และสบายใจ

 

            วันที่  2   ผมรู้สึกว่าการที่เดินจงกรมตอนเช้า  ก่อนตี 4  ช่วยทำให้จิตตื่น  เวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  ก็เข้าใจในบทสวด   สามารถนั่งสร้างจังหวะอย่างรู้สึกตัว   ขณะฟังหลวงตาสอนธรรมะก็เข้าใจ  เพราะท่านจะให้อุบายในการนำมาปฏิบัติระหว่างวันได้ดี

 

ขณะเดินจงกรมที่ลู่ในสวนไผ่   ผมเริ่มรู้เท่าทันความง่วง และไม่สามารถเข้ามาใกล้ผมได้  ผมจะเดินชนและสู้กับความง่วงทุกครั้ง   ผมเดินเร็วมาก  ในตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  ผมรู้สึกว่ามันสว่าง  โล่ง  และสบาย  โดยยึดคำสอนของหลวงตาว่า  “ถ้าเดินแล้วจะตายในทางจงกรม  ก็ให้มันรู้ไป”  ระหว่างที่เดินอยู่   ความคิดจะคอยเข้ามาเรื่อยๆ  ผมก็รู้  แต่ก็ไม่คิดตาม  ผมตั้งใจเดินต่อไปนานมาก  จนผมรู้สึกปวดขา  ปวดฝ่าเท้า   เมื่อย  จนแทบจะเดินไม่ไหว   จิตที่ตื่น  แสงสว่างที่จ้า   ก็เริ่มหดหายไป   ผมรู้สึกได้เลยว่า  “ผมกำลังทุกข์ที่กาย  ที่เกิดจากจิตที่อ่อนล้า” แล้วผมก็จดจำคำสอนของหลวงตาที่ว่า  “ถ้าเมื่อย  ถ้าล้า  ก็ให้พิจารณาดูว่า  มันเมื่อย  มันล้า เพราะอะไร” ผมจึงพิจารณาตาม  และมีความรู้สึกว่า   “อ๋อ...นี่หรือความเมื่อย   ความอ่อนล้า   มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”  ความรู้สึกที่ปวดเมื่อยก็หายไป  ผมก็สามารถเดินต่อไปได้  โดยไม่เหนื่อยอีกต่อไปทั้งวัน  

 

            ในวันที่  3  ในช่วงที่เดินจงกรม  ผมรู้สึกโล่ง  และเบาสบายมากขึ้น  จิตไม่ได้คิดอะไร  ความเจ็บปวดและความง่วงก็ไม่มี  ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นดิน  เหมือนกับได้เดิน  “บนพรมนุ่มๆ”  จึงนึกถึงธรรมะของหลวงตา  ที่ท่านเคยให้ไว้ในการปฏิบัติธรรม  ครั้งที่ผ่านมาว่า  “เคยเห็นว่าวที่ติดลมบนมั๊ย  ให้เป็นคนเล่นว่าว  แต่อย่าไปเป็นว่าว ” แล้วหลวงตาท่านก็เดินจากไป 

 

ผมก็นำมาพิจารณาในการเดินจงกรมได้ว่า  “ว่าวก็เปรียบเสมือนความคิดต่างๆ  ที่ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสิ้นสุด  สติก็เปรียบเสมือนสายป่าน  ที่จะต้องประคองสายป่าน ไม่ให้ตึง  หรือหย่อนเกินไป  ถ้าตึงไปว่าวก็จะขาด  ถ้าหย่อนเกินไปว่าวก็จะตก   ดังนั้น  เวลาที่ได้อารมณ์  ก็เหมือนกับว่าวที่ติดลมบน  ต้องพยายามประคองสติให้ดี  เพื่อให้มีสติมั่นคงอยู่เหนือความคิด”  ผมรู้สึกปีติ   ดีใจ  อย่างบอกไม่ถูก  ดวงตาก็เปิดกว้าง  จิตใจก็เบิกบาน  เดินไปยิ้มไป  ได้สักพักหนึ่ง  ผมก็รู้สึกว่า  เท้าของผมไปเหยียบถูกอะไรสักอย่าง  เสียงดัง...ก๊อบ.จังหวะที่ผมเดินกลับมา   ผมเห็นจิ้งเหลนนอนหงายท้อง  ดิ้นทุรนทุรายอยู่   ผมรู้สึกตกใจ   ความรู้สึกตัวจากความสว่าง  ค่อยๆ มืดลง  ความโล่งเบาสบาย  ก็ค่อยๆหายไป   ผมนึกถึงคำสอนของหลวงตาขึ้นมาทันทีว่า  “อย่าไปตามความคิด   ความคิดมันกำลังปรุงแต่งอยู่”   ผมก็เลยกลับมารู้สึกตัวอยู่ที่เท้า   ผมเดินกลับไปกลับมา  ความกลัวก็หายไป  แต่จิตของผมก็ยังติดอยู่กับจิ้งเหลน  ตัวที่ตายไปแล้วว่า ไม่สามารถกลับฟื้นขึ้นมาได้  แล้วผมก็คิดต่อไปอีกไกลว่า  ผมจะต้องรับกรรมอย่างไรบ้าง   พอรู้สึกตัว  ผมก็เตือนตนเองว่า  “ผมต้องอยู่กับปัจจุบันนะ”   และพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง  มีเกิดขึ้น  ตั้งอยู่   และดับไป  เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต  “ ความคิดทำให้ผมทุกข์” 

 

        วันที่  4 - 5  ผมไปเดินจงกรมที่สวนไผ่ด้วยใจที่สบาย   ความคิดเริ่มเข้ามามากมาย  มองเห็นมดไปลากไส้เดือนที่ตายแล้ว  จิ้งเหลนก็มาแย่งกินไส้เดือนจากมดไป  ผมก็ตามความคิดไปเรื่อยๆ  แล้วก็ต้องหยุดคิด  เมื่อหลวงตาเดินมา  และถามว่า “ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง..?  ” ผมก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ให้หลวงตาฟัง   แล้วท่านก็บอกว่า “ เอ้อ...เดินได้อารมณ์....ธรรมชาติกำลังสอนธรรมะให้เรา....ให้หาตัวสมมติ” แล้วหลวงตาก็เดินจากไป 

 

ผมก็เดินจงกรมต่อ  แล้วย้อนคิดถึงคำพูดของหลวงตา   ผมเลยเข้าใจดีว่า  ไส้เดือน  มด  หรือจิ้งเหลน ก็คือรูป  หรือสมมติ เท่านั้น  ผมไม่ควรที่จะไปยึดติด  หรือคิดปรุงแต่งใดๆเลย  

 

ในช่วงบ่าย  ผมไม่มีความรู้สึกง่วง  แต่ก็ยังมีความคิด  และความลังเลสงสัยอยู่  คำพูดของหลวงตา  ก็ผุดขึ้นมาเตือนว่า  “การลังแลสงสัยนี้  เป็นนิวรณ์ตัวหนึ่ง  ที่จะขัดขวางไม่ให้เกิดสติ”  ผมก็เลยกลับมารู้สึกตัวที่เท้า  และเดินไปเรื่อยๆ  โดยที่ไม่คิดอะไร  จนรู้สึกว่า  วันนี้ผมพอแล้ว

 

วันที่  6  วันนี้ตอนเช้าสวดมนต์ทำวัตรเช้า  สวดบทขันธ์ห้า  และหลวงตาได้สอนเรื่องของขันธ์ห้า           ซึ่งเป็นกองทุกข์ที่ฝังอยู่ในใจมาเนิ่นนาน  ผมจะต้องพยายามละขันธ์ห้าให้มีน้อยลง  ผมจะได้ไม่ทุกข์  ในระหว่างที่ผมเดินจงกรม  ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก   ผมจะพยายามอยู่กับความรู้สึกตัวเท่านั้น   

 

วันที่  7  วันนี้เป็นวันสุดท้าย  หลวงตาบอกว่า  “ใครที่ยังไม่เห็นอะไร  ไม่ได้อะไร  วันนี้ให้ทุ่มสุดตัว         เทไพ่ให้หมดหน้าตัก ”  ดังนั้น  ผู้ใดที่ยังไม่ตั้งใจ   ยังง่วง เหงา  หาวนอน  เบื่อ   หงุดหงิด  คิดฟุ้งซ่าน  ก็ให้ตั้งใจมุ่งมั่น  ทำความเพียร สร้างจังหวะ  สร้างความรู้สึกตัว  และเดินจงกรมอย่างเต็มที่  แล้วหลวงตาก็พูดต่อไปว่า  “ถ้ามันจะตาย  ก็ให้มันตายคาทางจงกรมเลย”  ยิ่งทำให้ผมมีความมุ่งมั่น  และตั้งใจที่จะเดินจงกรมอย่างเต็มที่  วันสุดท้าย  เป็น วันที่ผมเดินอย่างมีความสุข  สบาย  โล่ง  และไม่มีอาการง่วงนอนเลย 

 

หลังจากการที่ได้ปฏิบัติธรรม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ผมมีความอดทน  มีจิตใจเยือกเย็นขึ้น  มีสติ  รู้เท่าทันความคิด  ไม่ยึดติดกับสิ่งที่มากระทบทางกายและใจ  และรู้จักปล่อยวางมากขึ้น  ทางด้านการงาน  ผมได้นำธรรมะที่ได้รับ  ทั้งที่เป็นคำสอน  และนิทานธรรมะมาถ่ายทอดให้กับนักเรียนอนุบาลที่ผมสอน  ผมพยายามมีสติในการทำงาน  ฝึกให้เด็กนั่งสร้างจังหวะบ่อยๆ  ทั้งก่อนและหลังการทำกิจกรรมต่างๆ  ผลที่ได้รับ  เด็กๆ  มีสมาธิในการฟัง  สามารถจดจำสิ่งที่ใหม่ๆ ได้เร็ว   และแม่นยำ   เด็กๆ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี  มีระเบียบวินัย  และมีความสุขในการเรียนมากขึ้น  ซึ่งทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   

 

ผมขอกราบขอบพระคุณ  หลวงตา  พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ  ที่ท่านได้ ชี้ทางสว่าง  เป็นอุบายให้ผมออกจากกองทุกข์  ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ  ที่ท่านได้จัดโครงการดีๆ ขึ้นมา  และให้โอกาสผมได้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม  ขออานิสงส์ที่ผมได้รับจากการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้  จงดลบันดาลให้ท่านมีความสุขกายสุขใจตลอดไปครับ

 

                                          ขอกราบขอบพระคุณ และอนุโมทนาบุญ

                                                                  คุณครูสายัญ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-12 17:36:52


ความคิดเห็นที่ 17 (1513592)

                ดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณ  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  (หลวงตา)  เป็นอย่างสูง  ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอน  เคาะกิเลสที่ซ่อนอยู่ในใจของดิฉันมาค่อนชีวิต  ให้ดิฉันได้เห็นความทุกข์ที่แท้จริง  และได้รู้วิธีการดับทุกข์  ดิฉันได้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  กับคณะผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ครั้งนี้เป็นครั้งที่  3  ครั้งที่  1 ช่วงปลายเดือนกันยายน  พ.ศ. 2552  ครั้งที่  2  ช่วงกลางเดือนมีนาคม  พ.ศ. 2553  และครั้งที่  3  เมื่อปลายเดือนกันยายน  พ.ศ.  2553 ที่ผ่านมา

 

จากการที่ได้ไปปฏิบัติธรรม  ดิฉันมีความทุกข์น้อยลง  เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง  ขยัน  อดทน  เปิดใจรับฟังผู้อื่น มีความละเอียดในการทำงาน  และมีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนนี้  ดิฉันเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเองสูง  คิดว่าตนเองทำทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้องเสมอ  เวลาพูดจากับใครบางครั้งไม่ค่อยคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น  แต่เมื่อดิฉันได้พบกับทุกข์ที่ใหญ่หลวง  คือการสูญเสียคุณแม่สุดที่รัก  เมื่อเดือนมกราคม  พ.ศ.  2552   ดิฉันเสียใจมาก  และเกือบเสียศูนย์  ถึงเวลาจะผ่านไปแล้ว  แต่ก็ยังทำใจไม่ได้   ยังอาลัยอาวรณ์กับการจากไปของคุณแม่ตลอดเวลา  ใจก็กลับมาทุกข์มากเหมือนเดิม  ดิฉันจึงต้องพยายามไม่ให้จิตว่าง  ด้วยการหางานมาทำตลอดเวลา  เพื่อให้ลืมความโศกเศร้านั้นได้  ดิฉันไม่สามารถควบคุมอารมณ์เศร้าของตนเองได้เลย  ร่างกายก็ซูบผอม  นอนร้องไห้เกือบทุกคืน  ญาติและเพื่อน ๆ ก็ปลอบใจดิฉัน  แต่ทุกความห่วงใย  ก็ไม่สามารถจะช่วยให้ดิฉันพ้นจากทุกข์นั้นได้  จนกระทั่งดิฉันได้รับโอกาสจากคุณครูใหญ่  ให้มาปฏิบัติธรรม  ด้วยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ตามแนวปฏิบัติ ของหลวงพ่อเทียน  จิตฺตสุโภ  ซึ่งดิฉันก็ตอบรับ และเต็มใจที่จะไปปฏิบัติธรรม  โดยมิได้หวังว่าจะได้อะไร

 

สิ่งที่ได้            ในการปฏิบัติธรรมครั้งที่  1  ดิฉันมีความทุกข์น้อยลงเกี่ยวกับการจากไปของคุณแม่  ลดอัตตาตัวตน  ลดความยึดมั่นถือมั่น  ลดทิฐิมานะ ได้กลับมาดูที่ตนเอง   พร้อมที่จะแก้ไข  และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น

 

วันแรกของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันสับสนไปหมด  ไม่รู้จะควบคุมตนเองอย่างไร  ให้อยู่ในลานจงกรมได้จนครบเวลา  ดิฉันหลับทั้งที่ยืนอยู่  เดินชนกิ่งไผ่  นั่งสร้างจังหวะก็ถูกยุงกัดจนคันทั้งตัว  ดิฉันใช้ยอดไม้ไผ่แหย่หู  ดึงผม  และไปล้างหน้าอยู่บ่อย ๆ  แต่ก็ไม่ทำให้หายจากอาการง่วงเลย  เย็นวันนั้นดิฉันแอบร้องไห้ในห้องน้ำ  อยากหนีกลับบ้าน  แต่ก็ทำไม่ได้  เพราะรู้สึกละอายที่คนแก่  และเด็กยังทำได้  เราก็ต้องทำให้ได้ 

 

            วันที่สอง-วันที่สาม ของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันก็ยังรู้สึกทุกข์มาก โดยเฉพาะเวลาทำวัตรเช้า  และเย็น  หูของดิฉันได้ยินแต่เสียงของหลวงตาที่แสดงธรรม  แต่ไม่สามารถจับใจความได้เลย เพราะมีความง่วงมากจริงๆ  ลืมตาก็ไม่ขึ้น  ทั้งแสบตา  น้ำตาก็ไหล  ขาก็เป็นเหน็บชา  ดิฉันทั้งกัดริมฝีปาก  ทุบขาตนเองแรง ๆ  และเปลี่ยนท่านั่งบ่อยมาก  เพราะวิธีที่จะช่วยไม่ให้หลับเท่านั้น  เพราะกลัวว่าหลวงตาจะตำหนิว่า  “เป็นอีผีปอบ”  ในระหว่างการเดินจงกรม  ถ้าดิฉันเผลอหลับ  หรือแอบนั่งพักทีไร  หลวงตาก็จะปรากฏตัวทันที  และเตือนว่า  "เอ้า  ตั้งใจ...  ตั้งใจหน่อย"  ดิฉันจึงต้องเพิ่มความตั้งใจให้มากขึ้นไปอีก

 

            วันที่สี่  ของการปฏิบัติธรรม  วันนั้นฝกตกหนักมาก  ดิฉันขึ้นไปเดินจงกรมบนศาลาใหญ่  เจอผู้ปฏิบัติธรรมเยอะ  จึงออกไปเดินตรงบริเวณที่ล้านจาน  ดิฉันรู้สึกสดชื่น  และสบายใจ  เดินได้สักพักใหญ่  ก็กลับเข้าไปสร้างจังหวะที่ศาลา  สร้างจังหวะไปได้สักครู่  แขนของดิฉันก็รู้สึกเบา ๆ ใจก็สบาย ๆ  เพลินอยู่กับการสร้างจังหวะได้นาน  แต่พอหันไปมองเพื่อน  และคิดว่าเพื่อนกำลังทำอะไร  ภาวะแบบนั้นก็หายไป  เหลือแค่ความรู้สึกปวดแขน  เย็นวันนั้นดิฉันได้ถามหลวงตา  หลวงตาตอบว่า  “ดีแล้ว  ตั้งใจต่อไป  แต่อย่าไปเพ่ง  มันล่ะ  ยิ่งเพ่งก็ยิ่งไม่เจอ”

 

            วันที่ห้า  ของการปฏิบัติธรรม ดิฉันเข้าใจธรรมะที่หลวงตาสอนมากขึ้นในเรื่อง  “ให้ดูใจ  ให้ดูกาย  ให้รู้สึกตัวอยู่กับตนเอง  อย่าไปสนใจใคร  พยายามพูดคุยกันให้น้อย  แต่ถ้าไม่พูดคุยกันเลย  จะดีมาก” ดิฉันนำมาปฏิบัติตาม  พยายามดูกายที่ง่วง  ก็รู้ทัน  และพยายามสร้างความรู้สึกตัว  ความง่วงก็ลดน้อยลงบ้าง  ซึ่งดีขึ้นกว่าทุกวัน  พยายามอยู่กับตัวเอง และพูดคุยน้อยลง  ความฟุ้งซ่านก็มีน้อยตามไปด้วย  ดิฉันจึงสามารถเดินจงกรมอยย่างไม่เหนื่อยเหมือนทุกวัน  และเมื่อมีอาการง่วง  ก็ไม่เผลอหลับ

 

           วันที่หก-วันที่เจ็ด  ของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันมีความสุขกับการเดินจงกรมที่สวนไผ่มาก  เดินแบบสบายๆ เริ่มมองเห็นความสวยงามของต้นไผ่  และการที่ต้องอยู่กับตนเองในลานจงกรม  โดยที่ไม่ได้ไปสนใจกับใครเลย  ทำให้ดิฉันไม่มีความวิตกกังวลใดๆ  ใจมันเบา และสบาย  ไม่มีความอยากได้  อยากเป็น หรืออยากมีเกิดขึ้นเลย  รู้เพียงแต่ว่า  “จิตใจของดิฉันนี่แหละ  เป็นผู้ทำให้เกิดทุกข์  และตัวดิฉันเท่านั้นที่จะเป็นผู้เอาชนะกับทุกข์ได้”  ดังนั้น  ดิฉันจะไมทุกข์อีกต่อไป

 

        หลังจากที่กลับจากการปฏิบัติธรรม  ดิฉันได้นำการสร้างจังหวะ 14 ท่า  มาถ่ายทอดให้กับนักเรียน ชั้นอนุบาล 3  และสิ่งที่ดิฉันแปลกใจคือ  เด็กๆ สามารถจดจำการสร้างจังหวะได้เร็ว  และสามารถทำกันได้ดี  ภายในเวลา 1 สัปดาห์  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันมีกำลังใจที่จะฝึกให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  และได้สังเกตว่า  การฝึกเช่นนี้  จะถูกกับจริตของเด็กๆ  เพราะเด็กจะนั่งทำกันด้วยความตั้งใจ  และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  และรู้จักเชื่อฟังคุณครูมากขึ้น   ส่วนตัว  ดิฉันมีจิตใจเยือกเย็น  อ่อนโยน

และเข้าใจในความแตกต่างของเด็กแต่ละคนมากขึ้น  ดิฉันรู้จักปล่อยวาง  คิดน้อยลง และสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีขึ้น  จึงทำให้ดิฉันเกิดความศรัทธาที่อยากจะไปปฏิบัติธรรมต่อไป

 

        ในปฏิบัติธรรมครั้งที่ 2  ดิฉันได้รู้ว่า  ใจนั้นสำคัญ  จะทุกข์หรือสุขอยู่ที่ใจ  ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ  ดิฉันจะต้องมีพลังใจที่เข้มแข็งมากขึ้น 

 

            วันแรก ของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันต้องเจอกับทุกข์มากอีก  เพราะได้ไปเดิจงกรมที่สวนมะขามที่มีแต่ต้น  ไม่มีใบ  และอากาศร้อนมาก  พื้นดินก็แตกระแหง  เมื่อเท้าสัมผ้สโดนพ้น  เท้าก็รู้สึกเจ็บแปลบทันที  ดิฉันก็บอกกับตนเองว่า  “นี่แหละ  ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”  วันนั้นครูบานัทเข้ามาถามหลายครั้งว่า  “ทนไหวไหม  ดูกายเยอะๆ”  ดิแนตอบท่านว่า  “ทนได้ค่ะ  ไม่เป็นไร” และก็อดทนเดินตรงนั้นต่อไป  แดดวันนั้นไม่เป็นใจ  สาดส่องลงมาที่ลานจงกรม  ทำไมดิฉันจึงไม่สู้กับความร้อนของแดด  และยอมแพ้ได้ง่ายๆ  แต่ดิฉันก็พยายามอดทนเดินสู้แดดต่อไป  ถึงแม้จะมีความทุกข์มาก

 

            ในช่วยเย็น  ขณะที่ดิฉันกำลังเดินจงกรมต่อสู้กับความเหนื่อยล้าอยู่  ครูบานัทก็เข้ามาเตือนว่า  “อดทนดีมาก  แต่ต้องดูกายด้วยว่า  ไหวไหม”  ดิฉันก็พยายามไม่ติดกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น  และฝืนใจเดินต่อไป  แต่ความเมื่อยล้าก็ไม่ได้หายไป  และเริ่มรู้สึกว่า  ความอดทนได้เข้ามาแทนที่ 

 

            วันที่สอง  หลวงตาได้ให้ไปเดินจงกรม  ที่อ่างเก็บน้ำ  ดิฉันมีความสุขมาก  เพราะลานจงกรมของดิฉันมีดอกไม้ป่า  ส่งกลิ่นหอม  ดิฉันเดินจงกรมด้วยความสบายใจ  ตัวเบา  โดยที่ไมมีตัวง่วง  หรือความเจ็บปวดต่างๆ เข้ามาเลย  พอช่วงบ่าย  ครูบานาน  ให้ไปเดินที่ป่าไผ่  ที่นั่นร่มเย็น ผู้ปฏิบัติธรรมก็น้อย  ทำให้ดิฉันมีใจจดจ่อ  กับความรู้สึกของตนเองมากขึ้น 

 

คืนนั้น  หลวงตาเทศน์ถึงการยึดติดกับสิ่งของว่า  “สิ่งนั้นเป็นของเรา  สิ่งนี้เป็นของเรา  แม้แต่ลานจงกรม  ก็ยังยึดติดว่า  ตรงนั้นดี  ตรงนี้ไม่ดี”  ดิฉันก็เลยได้ข้อคิดว่า  “ดิฉันไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ได้เป็นของใคร  เราไม่ควรยึดว่าเราเป็นเจ้าของ

 

            วันที่สาม-วันที่สี่ ของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันเดินจงกรมอย่างเหม่อลอย  ไม่ค่อยมีสติ  ได้เห็นครูบาอุทิศ  ตั้งใจเดินจงกรม  และเดินเร็วมาก  ในท่ามกลางแสงแดด  ท่านไม่ทุกข์กับความร้อนเลย  ระหว่างที่ดิฉันกำลังอยู่ในความคิด  หลวงตาก็ปรากฏตัว  และถามดิฉันว่า  “เป็นอย่างไรบ้าง  ดิฉันตอบท่านว่า  “ดิฉันขับรถตรงบ้าง  ไม่ตรงบ้าง  มีหยุดจอดบ้าง”  หลวงตาก็บอกว่า  “ก็ประคองให้มันดีๆ  ขับไปเรื่อยๆ  มองข้างหน้าให้เยอะๆ”  ดิฉันก็เลยออกจากความคิด  แล้วก็ตั้งใจประคองสติในการเดินจงกรมต่อไป

 

            วันที่ห้า-วันที่เจ็ด  ของการปฏิบัติธรรม  ดิฉันเพลินกับการเดินจงกรมมาก  ความคิดปรุงแต่ง  ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  ก็หายไป  ไม่เข้ามาเลย  ดิฉันสามรถเดินได้ตลอด  โดยไม่เมื่อย  และไม่ได้นั่งเลย ครูบาอุมิศ และครูบานายเข้ามาทักดิฉันว่า  “ดูหน้าโยมสดใสดี”  ทำให้ดิฉันมีกำลังใจมาก  และเดินต่ออย่างสุขใจ 

 

            ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในทุกคำสอนของหลวงตาเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะเวลาที่ท่านกระแทกกระโถนเสียงดังมาก  จนดิฉันสะดุ้ง  และหลวงตาก็บอกว่า  “เปิดกันเสียที   มัวคว่ำกันอยู่แบบนี้  เมื่อไหร่จะรู้  จะเข้าใจกัน”  ตอนนั้น  ดิฉันเลยเข้าใจแล้วว่า  ถ้าดิฉันเปิดรับสิ่งที่หลวงตาสอน  ดิฉันก็จะได้เกิดปัญญา  ดิฉันจึงพยายามสร้างความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น  เพื่อที่จะได้มีสติ  และเข้าใจธรรมะที่หลวงตาได้สอน  และสามารถนำไปปฏิบัติได้ 

 

             หลังจากที่กลับจากการปฏิบัติธรรม  ดิฉันได้นำการสร้างจังหวะมาพัฒนาต่อ  โดยให้เด็กๆ ได้นั่งสร้างจังหวะมากขึ้น  ทั้งก่อน-หลัง  และระหว่างการทำกิจกรรม  เป็นผลให้เด็กมีจิตใจดี  และมีอารมณ์เยือกเย็นมากขึ้น  มีจิตอาสา  และช่วยเหลืองานคุณครู  บรรยากาศในห้องเรียนทุกคนมีความสุข และช่วยเหลือกัน  เด็กๆ ทุกคนตั้งใจสร้างจังหวะ  ดิฉันก็มีสติในการทำงาน และมีความทุกข์น้อยลง  สามารถที่จะคิดวางแผนงาน  และมีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน  สามารถเข้ากับเพื่อร่วมงานได้ดี  และไม่มีอารมณ์ต่อกัน 

 

            ในการปฏิบัติธรรมครั้งที่  3  ดิฉันได้เห็นชัดว่า  ทุกข์นั้นดิฉันเป็นผู้ก่อ  ดิฉันจะต้อกำจัดตัวทุกข์  ออกจากใจ  จะต้องสร้างความรู้สึกตัวให้มีมากๆ  เพื่อจะได้ทุกข์น้อยลง  และมีสติมากขึ้น

 

            ในวันแรกของการปฏิบัติธรรมนั้น  ดิฉันไม่สามารถไปปฏิบัติที่ป่าข้างล่างได้  เหมือนกับครั้งที่แล้ว  เนื่องจากน้ำท่วม  ดิฉันจึงต้องมาเดินจงกรมที่สวนมะม่วงแทน  ประกอบกับมีคนเดินจงกรมกันมากพอสมควร  ดิฉันจึงไม่ค่อยมีสมาธิ  และจิตจะไปติดที่การเดินของเพื่อนๆ  จึงทำให้ดิฉันไม่สามรถเอาชนะความง่วง  ความมื่อยล้า  และความคิดฟุ้งซ่านได้เลย 

 

พยายามนั่งสร้างจังหวะ ให้ใจจดจ่ออยู่กับมือที่เคลื่อนไหว  และไม่ให้คิดอะไร   ดิฉันไม่สามารถต่อสู้กับความง่วงที่มารุมเร้าได้เลย   จะเผลอหลับทุกครั้ง  โดยที่ไม่รู้สึกตัว   ถ้าขืนนั่งก็จะหลับตลอด  จึงเลือกวิธีการเดินจงกรมอย่างเดียว  และไม่นั่งเลย  เพราะจิตจะหลงเข้าไปในความง่วงตลอดเวลา  ขณะที่ก็ยังเดินอยู่   ก็ยังเผลอหลับอีก  โมโหกับตัวเองว่า  “ทำไมยังต่อสู้กับตัวง่วง  และตัวเมื่อยไม่ได้”   จึงต้องออกอุบาย  ด้วยการวิ่งบ้าง   กระโดดบ้าง  เดินถอยหลังบ้าง  ใช้กิ่งไม้ทิ่มแขนตัวเองเป็นระยะๆ  จนได้ยินเสียงระฆังตีบอกเวลารับประทานอาหารเพล 

 

หลวงตาจะไม่ให้เราว่างเว้นจากการเจริญสติ  สร้างความรู้สึกตัว  ด้วยการให้นั่งสร้างจังหวะ ตลอดเวลา  เช่น  ขณะนั่งรอรับประทานอาหารเช้าหรือเพล   ท่านจะเน้นเรื่องการมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อย  ในการยืน   การเดิน  การนั่ง  การนอน  และการเข้าแถวรอรับอาหาร  การพิจารณาอาหาร รู้จักตักอาหารอย่างพอเพียง  และรับประทานอย่างมีระเบียบ  โดยมิให้ช้อนกระทบกับชามสังกะสี  หลวงตาจะสอนจากทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่รอบๆตัว   แม้กระทั่งแก้วน้ำ  กระโถน  หรือไฟฉาย  ก็สามารถนำมาสอนธรรมะได้  ดิฉันจึงมีความศรัทธา ในธรรมะที่หลวงตาสอน  ซึ่งจะเน้นเรื่อง  สติ  ดิฉันจึงต้องสู้  อดทน  และต้องฟันฝ่าความทุกข์ทางกายและทางใจให้ได้

 

            วันที่สอง  และวันที่สามของการปฏิบัติธรรม  ความทุกข์ทางกายเพิ่มมากขึ้น  ดิฉันปวดเมื่อยไปทั้งตัว  แขน  และขาหมดแรง   ง่วงก็ง่วง  ยิ่งทำตาโต ๆ  มองไปไกล ๆ ได้สักพักเดียว  ก็กลับมาอยู่กับความง่วง  และความปวดเมื่อยเหมือนเดิม   แต่พอได้ยินเสียงครูบา  กระทืบเท้า   พร้อมกับเสียงของหลวงตา  ก็แวบเข้ามาในหูของดิฉันว่า  “ทำความรู้สึกตัวอย่างปึก (โง่) หลาย”  ดิฉันสะดุ้งสุดตัว  สติกลับคืนมา  และรีบตั้งใจเดินต่อทันที  โดยที่เอาความรู้สึกมาอยู่กับตัวเอง   ดังนั้น  เมื่อง่วงก็รู้ว่าง่วง  และเมื่อเมื่อยก็รู้ว่าเมื่อย  เลิกส่งจิตออกไปคิดปรุงแต่งว่าง่วงมาก  หรือเมื่อยมาก  และจิตก็บอกให้สู้กับตัวง่วง  และตัวเมื่อยให้ได้   

 

            วันที่สี่ ถึงวันที่เจ็ด  ของการปฏิบัติธรรมนั้น  เป็นเวลา  4  วันที่ดิฉันรู้สึกว่า  ตาของดิฉันเปิดกว้าง  มองธรรมะตามสภาพความเป็นจริง  ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่อยู่รอบตัวเราเท่านั้น  แล้วทำไมดิฉันต้องเป็นทุกข์  เมื่อดิฉันเข้าใจแบบนี้  ความง่วง  ความปวดเมื่อย  ภาพที่มากระทบทางตา  เสียงที่มากระทบทางหู  ความวุ่นวายต่าง ๆ ที่ได้สัมผัส  ก็เป็นแค่เพียงแค่ความรู้สึกที่มากระทบจากการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น  ถ้าเราไม่ไปคิด  เราก็ไม่ทุกข์

 

            สิ่งที่ดิฉันได้รับจากการปฏิบัติธรรม  ครั้งสุดท้ายนี้  ดิฉันได้มาสร้างความรู้สึกตัวให้กับเด็กๆ ฝึกการสร้างจังหวะให้มากขึ้น และเริ่มฝึกการเดินจงกรมที่บริเวณโถงหน้าห้องเรียน  และเวลาเดินไปทำกิจกรรมต่างๆ  ซึ่งทำให้เด็กๆ มีเวลากับตัวเอง  ไม่ไปยุ่งกับเพื่อนๆ  และมีระเบียบวินัยมากขึ้น  เด็กๆ มีสมาธิในการอ่าน  การเขียนงาน  และการทำกิจกรรมต่างๆ ได้นานขึ้น ส่วนดิฉัน จะมีอารมณ์ดี  และมองโลกในแง่ดี  มีใจที่นึกถึงผู้อื่นมากขึ้น  และพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกคน  ความทุกข์น้อยลงกว่าเดิมมาก ดิฉันมีพลังที่จะพัฒนางาน โดยเฉพาะได้การสอนให้ดีขึ้นตามลำดับ 

 

            ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่  ได้มาเป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพ  มีสติ  และจะตั้งใจปฏิบัติธรรมทั้งในที่ทำงานและที่บ้านอย่างต่อเนื่อง

 

             สุดท้ายนี้  ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ หลวงตา เป็นอย่างสูง  ที่ท่านที่มีจิตเมตตาอบรมสั่งสอน ช่วยขัดเกลาให้ดิฉันพ้นจากอัตตาตัวตน  ทิฐิมานะ  รวมทั้งกิเลสตัณหามากมาย  และเต็มไปด้วยอุปาทาน  ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ดิฉันขอน้อมนำธรรมะนี้กลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ดิฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้รู้สึกตัว  และหมั่นฝึกฝนจิตใจให้มีสติอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น  และขอกราบขอบคุณ  ผู้อำนวยการ และผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ ที่ให้โอกาสให้ดิฉันได้พบเส้นทางลัดในการดับทุกข์

 

                                                                                                                                   ครูสุกัญญา

 

 

           

 

             

           

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-12 20:46:35


ความคิดเห็นที่ 18 (1513599)
ขอบคุณค่ะ อาจารย์จุฑาภรณ์ ยินดีกับคุณครูที่โรงเรียนด้วยค่ะ ที่มีผู้บริหารเห็นความสำคัญของบุคคลากร ได้แนะแนวทาง ที่ดี ที่สงบทั้งกายและใจ และบรรดาลูกศิษย์ ในโรงเรียน อยากให้ทุกโรงเรียนมีความคิดที่จะปลูกฝังพระพุทธศาสนา ให้กับเด็ก เหมือนกับโรงเรียนจุฑาภรณ์ค่ะ ประเทศจะได้มีความเจริญ และสงบสุขทั้งกายและใจ ขออนุโมทนากับอาจารย์ทุกท่านค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น ปล่อยวาง วันที่ตอบ 2010-10-12 22:07:52


ความคิดเห็นที่ 19 (1513685)

ปฎิบัติธรรม 7 วันเต็ม ถ้าวางใจตัวเองไม่เป็น สู้กับความคิด ความหิว ความง่วงไม่ไหวก็มีแต่ความทุกข์....กว่าจะผ่านไปแต่ละวันได้...ทั้งหนักและเหนื่อยกว่าการทำงานเสียอีก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-13 16:55:52


ความคิดเห็นที่ 20 (1514024)

ขออนุโมทนากับคณะผู้บริหาร  และครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ ที่ได้รับการฝึกอบรมกับหลวงตา อยากให้โรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆได้จัดอบรมให้กับคุรครูหรือพนักงานเหมือนกับโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์จังลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ใฝ่หาบุญ วันที่ตอบ 2010-10-16 20:07:39


ความคิดเห็นที่ 21 (1514231)

ในการที่ผมได้เข้าร่วมการฝึกอบรม  การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน        จิตฺตสุโภ  กับคณะผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ซึ่งให้การอบรมโดย  หลวงตา  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  ครั้งที่ 1  เมื่อปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2552  ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนอยู่ร่วมกันกับหมู่คณะ  การใช้ชีวิตตามธรรมชาติ  ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก  ได้ฝึกการระลึกรู้สึกตัวอยู่กับการสร้างจังหวะ  และการเดินจงกรม  ได้เรียนรู้ถึงอารมณ์ของตนเอง   รู้จักการตัด   และการปล่อยวางความคิดต่าง ๆ  เป็นต้น 

 

ในวันแรก  ผมมีอาการง่วง  ปวดเมื่อยร่างกายมาก  จิตคิดฟุ้งซ่านอยู่กับอดีตและอนาคต  รู้สึกว่า  สิ่งที่ทำอยู่ในขณะนั้น  เป็นการทรมานตนเอง  ใจคิดอยากจะกลับบ้านอย่างเดียว  และคิดท้อใจว่า  “ทำไมคนอื่นเขาทำได้  แล้วทำไม  เราทำไม่ได้ ”  แต่เมื่อมองเห็นผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่รอบข้าง  ตั้งอกตั้งใจเดินกัน  จึงรู้สึกละอายใจ  และเปลี่ยนความคิดนั้นทันที  โดยที่ผมจะต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้  จะไม่ยอมแพ้   จึงกัดฟันต่อสู้กับความง่วง  และความเจ็บปวดเมื่อยที่ขา  ด้วยการไม่คิด  ไม่ยึดติด  และพยายามสร้างความรู้สึกตัว  ให้มีใจจดจ่ออยู่กับเท้าที่เดินกลับไป-มาที่ลู่จงกรม  แต่ก็ทำได้ไม่นาน  ใจก็ยังคิดอยู่เรื่อยๆ ว่า  “ทำไม... ผมจึงทุกข์มากมายอย่างนี้”

 

  ความง่วงจะเข้ามารบกวนการเดินตลอดเวลา  ผมก็พยายามต่อสู้  แต่มันหนักหนาสาหัสมาก  ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า  “กิเลสของตนเองนั้น จะเอาออกยากที่สุด”  เวลาที่ผมเอาชนะความง่วงได้   ความปวดเมื่อยก็กลับเข้ามาแทนที่ทุกครั้ง  แต่ผมก็พยายามเอาชนะความง่วง  และความเจ็บปวดจนได้  ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะเดินจงกรมต่อไป  โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย  และท้อแท้เหมือนกับในช่วงแรกๆ  

 

หลังจาก 2 วัน ที่ผมต้องทนอยู่กับความทุกข์กาย และใจ  พอเริ่มเข้าวันที่  3  ผมเริ่มสนุก  มีความสุข      ทำให้ผมมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับการเดินจงกรม  และการนั่งสร้างจังหวะ  เพราะหลวงตาจะเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติธรรมตลอด  เพื่อมิให้ติดกับบรรยากาศ  และสิ่งแวดล้อมเดิมๆ  ผมจึงต้องปรับตัว “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจวัตรประจำวัน  การตื่นนอนแต่เช้า  การสวดมนต์ทำวัตรเช้า - เย็น  การกวาดตาด  ทำความสะอาดรอบบริเวณวัด  ผมก็ต้องกำหนดให้ “รู้สึกตัว  มีสติ” อยู่ตลอดเวลา  ทำให้ผมมีสมาธิ  และทำงานได้ละเอียดรอบคอบมากขึ้น

ในวันที่ 4  ผมได้ไปเดินจงกรมที่แอ่งน้ำด้านล่างกับเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม  ผมตั้งใจที่จะเดินจงกรมให้ได้มากกว่าเดิม  ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใด ๆ  ผมจะต่อสู้ให้ได้   ผมรู้สึกสบายใจ  สามารถเดินได้ตลอดทั้งวัน  พอเริ่มเข้าวันที่  5  ผมฟุ้งซ่านน้อยลง  ถึงแม้อาการปวดเมื่อย  ความง่วง  ความเบื่อก็ยังมีอยู่  แต่ผมไม่รู้สึกว่า  อาการเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับผมเลย 

 

ในวันที่  6 - 7  เป็นสองวันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม  ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่มากนัก  ผมจึงมีความเพียรมากขึ้น  เดินโดยให้ความรู้สึกตัวอยู่กับเท้าตลอด  ทำให้ผมเดินได้ดีที่สุด 

จากการที่ผมได้ไปปฏิบัติธรรม  ทำให้ผมรู้จักความทุกข์  และรู้จักปล่อยวาง  มีความขยัน  อดทน  และตรงต่อเวลามากขึ้น  ผมได้นำการสร้างจังหวะมาปฏิบัติต่อเนื่อง  และได้ฝึกให้เด็กๆ  ได้ปฏิบัติก่อนเวลาทำกิจกรรมต่างๆ  เป็นผลให้เด็กมีสมาธิในการเรียน  และรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

 

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วม การฝึกอบรม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ครั้งที่  2   เมื่อกลางเดือนมีนาคม  พ.ศ.  2553 โดยผมมีความศรัทธา  และมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรม  เพื่อต้องการจะ “ศึกษาใจของตนเอง” ให้มากขึ้น  และคราวนี้   ผมจะต้องเอาชนะกับความง่วง   และความปวดเมื่อยให้ได้ 

 

วันแรกของการปฏิบัติธรรม  สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  ผมก็เริ่มง่วงตั้งแต่ตอนเช้า  ขณะที่นั่งฟัง หลวงตา บรรยายธรรม  ผมเอาชนะความง่วงไม่ได้เลย   แม้หลวงตาจะสอนว่า  “อย่าเข้าไปเป็นตัวง่วง  ให้ดูมันเฉยๆ”  ผมพยายามดู   แต่ไม่เคยทัน  ตามันปิดโดยอัตโนมัติ  และต้องสะดุ้งตื่นจากความง่วง   เมื่อหลวงตาตะโกนดุว่า  “ไอ้นี่มันเป็นอะไรนะ..  มันชอบง่วงตลอด.. ...เอ้า!.....ลืมตากว้างๆ ..มองไกลๆ”  ผมจึงตื่นจากความง่วง   และไม่กล้าที่จะหลับอีกเลย

 

ในวันนั้น  ผมไปเดินจงกรมที่สวนไผ่  สถานที่ตรงนั้นร่มรื่นมาก  บรรยากาศเป็นใจ  ผมจึงเริ่มง่วงอีก  ผมพยายามเดินเร็วๆ   เพื่อเอาชนะความง่วง   และความปวดเมื่อย   ผมไม่หยุดเดิน  ถึงแม้ว่า จะไม่ได้อารมณ์  แต่ไม่เคยท้อ  ผมเดินต่อไปเรื่อย ๆ   สลับกับการนั่งสร้างจังหวะ  จนเสียงระฆังดัง

 

ในวันที่  2  ของการปฏิบัติธรรม  ผมตื่นนอนด้วยความสบายใจ   เวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  ผมสามารถประคองใจของตัวเอง  นั่งฟังธรรมะจากหลวงตา  ได้โดยไม่หลับ   หลวงตาท่านมีเมตตาสูงมาก  ท่านพยายามที่จะอบรมสั่งสอนให้ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน  “ให้กลับมาดูที่ใจตนเอง   ให้เห็น  และให้รู้จัก ลด  ละ  เลิกกิเลส  ตัณหา  และอุปาทานต่างๆ  ที่ทับถมอยู่ในใจมาเป็นเวลานาน”

 

ในวันที่  3  ผมก็มีอาการเหมือนกับวันแรก ๆ   แต่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนต่างก็มีความเพียร  และตั้งใจปฏิบัติกันอย่างจริงจัง  ทำให้ผมมีความพยายามที่จะปฏิบัติให้ได้ เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ  ขณะที่เดินจงกรมที่สวนไผ่   ความง่วง  และความคิดก็มีเข้ามาบ้าง  ผมก็เตือนตัวเองเสมอว่า  “ผมกำลังเดินอยู่นะ  ไม่ต้องสนใจอะไร  นอกจาก  รู้สึกตัวอยู่ที่เท้า   ที่กำลังเดิน”  ผมก็สามารถเดินได้อย่างมีสติมากขึ้น

 

ในเช้าของวันที่  4   ผมรู้สึกสดชื่น  ไม่มีอาการปวดเมื่อย  หรือง่วงแต่อย่างใด  ผมนั่งสวดมนต์ทำวัตรเช้าอย่างสบายใจ  และตั้งใจว่า  “วันนี้  ผมจะไม่ยอมแพ้  และไม่ย่อท้ออีกต่อไป  ผมจะมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้ได้มากที่สุด”   

3  วันสุดท้าย   ผมเดินจงกรมได้ดีกว่าทุกวัน  ผมมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำสอนของหลวงตา  ที่ท่านต้องการให้ทุกคน  “หมั่นทำความเพียร  รู้จักอดทน  ไม่ให้คิด  และยึดติดกับอะไร” ทำให้ผมคิดน้อยลง  และขยันมากขึ้น  

ผมได้รับสิ่งดีๆ  มากมายหลังกลับจากการปฏิบัติธรรม   มีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิตว่า               “ทุกชีวิตที่เกิดมานี้  มีทั้งสุขและทุกข์”  ผมมีสติในการทำงาน  และดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น  มีความอดทน  และรู้จักต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ได้ดีขึ้น  ผมจึงมีความศรัทธาที่จะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  

 

ผมได้นำสิ่งที่ผมได้รับมาถ่ายทอดให้กับเด็ก ๆ  ผมมีความสุข  และดีใจมาก  ที่เด็ก ๆ เกือบทั้งโรงเรียนสามารถนั่งสร้างจังหวะ  14  ท่าได้เป็นอย่างดี  และทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน  ผมเชื่อว่า  สิ่งที่เด็ก ๆ ได้ฝึกอยู่จะสามารถพัฒนาให้มีอารมณ์ที่มั่นคง  ใจเย็น  มีสมาธิในการเรียน   และการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  ผมจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ๆ   เพื่อที่เด็กทุกคนจะได้พัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ  และเป็นคนดีต่อไปในอนาคต 

 

            สุดท้ายนี้  ผมขอกราบขอบพระคุณ  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  (หลวงตา)  ที่ท่านให้ความเมตตา ในการอบรมสั่งสอน  และชี้แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผม  และขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการเป็นอย่างสูง ที่ท่านได้ให้ความเมตตาแก่คณะผู้บริหาร  และครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  ให้ได้ข้ารับการฝึกอบรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวในครั้งนี้  

                                                                                                             

                                                                                                                         ครูธงชัย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-19 12:01:32


ความคิดเห็นที่ 22 (1514361)

การจะนำพาทั้งคณะ ก้าวข้าม กิเลส และความทุกข์ ที่สะสมมาของแต่ละคน เป็นเรื่องยากมาก ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย โดนสอบอารมณ์ครั้งแล้ว ครั้งเล่า.....

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-20 10:50:25


ความคิดเห็นที่ 23 (1514369)

เมื่อใดที่ใจขุ่น มันจะกลายเป็นตะกอนเกาะ ติดเคลือบผิวภาชนะขันธ์ห้าเราทันที

เกิดง่ายแต่ล้างออกยากมาก อันนี้ต้องระวัง (จากหนังสือ ฝีกใจให้รู้แจ้งฯ)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-10-20 11:04:46


ความคิดเห็นที่ 24 (1517251)

ดิฉันได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม  การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  ที่วัดป่าโสมพนัส อำเภอพรรณนานิคม  จังหวัดสกลนคร  เมื่อวันที่  4  ตุลาคม  พ.ศ.  2553  ในคืนที่ออกเดินทางโดยรถทัวร์  ดิฉันต้องเดินทางคนเดียว  จึงตั้งจิตอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ช่วยดลบันดาลให้ดิฉันได้พบกับกัลยาณมิตรที่ดีในระหว่างปฏิบัติธรรม

 

             เมื่อไปถึงที่วัด  เวลาประมาณ ตี 5.45 น.  ดิฉันได้เข้าไปนั่งฟังธรรมะจากหลวงตา  ร่วมกับผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ  ได้มีโอกาสเข้าไปกราบหลวงตา  และท่านก็ทักว่า  ทำไม..ไม่มากับคณะ  ดิฉันจึงแจ้งว่า  ที่บ้านเลี้ยงสุนัขและแมวไว้หลายตัว ไม่มีคนดูแล  จึงต้องรอให้เพื่อนกลับไปดูแลแทนก่อน  ดิฉันจึงจะมาปฏิบัติได้  ท่านก็พูดต่อว่า  อยากได้กล้องวีดิโอ  เพื่อถ่ายภาพพวกนักปฏิบัติธรรม  ดิฉันก็ตอบว่า  ขอไปปรึกษาผู้บริหารก่อน ส่วนในใจของดิฉันขณะนั้น  อยากจะซื้อถวายท่าน  แต่ไม่ทราบว่า  จะต้องซื้อแบบไหน  และราคาจะเป็นเท่าไร  ท่านก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ  นอกจากถามถึงผู้อำนวยการว่า  เป็นอย่างไรเท่านั้น

 

             เมื่อนำกระเป๋าไปเก็บที่ๆ พัก  ดิฉันก็รู้สึกดีใจ  ที่ได้เจอเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันมาปฏิบัติด้วย       

     

ในเช้าวันนั้น  ดิฉันเดินจงกรมกลับไป-กลับมาหลายรอบ  รู้สึกเมื่อยล้า  จึงตัดสินใจนั่งลงสร้างจังหวะ  พอทำไปได้สักครู่   รู้สึกง่วงมาก  จนเผลอหลับไป  พอรู้สึกตัว  ตกใจมาก ก็รีบลุกขึ้นไปล้างหน้า  แต่ก็ไม่หายง่วง   จึงต้องพยายามฝืนเดินต่อไป  ทั้งเดินหน้า  และถอยหลังสลับกันไป ก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง

 

เมื่อมองไปเห็นผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ  ที่มีความตั้งใจเดินจงกรมกัน  ก็รู้สึกละอายใจ  และคิดว่า    ทำไม....ดิฉันไม่มีความอดทนเลย...  จึงกลับมา....ตั้งใจเดินใหม่   ถึงแม้จะเดินอย่างทุลักทุเล  ก็ต้องฝืนทน

 

กว่าจะถึง  5 โมงเย็น...รู้สึกนานมาก   ดิฉันมีความรู้สึกเหนื่อย  และเมื่อยล้าเป็นที่สุด  ยิ่งอยากให้ระฆัง           ตีเร็วเท่าไร  ระยะเวลาที่ต้องเดินต่อ   ก็จะนานมากขึ้นเท่านั้น  สรุปแล้ว  ดิฉันเดินด้วยความทุกข์ตลอดทั้งวัน 

เมื่อตื่นขึ้น  ในเช้าวันที่ 2   ดิฉันรู้สึกสดชื่น  และเบิกบาน  ก่อนไปทำวัตรเช้า  ดิฉันได้ไปกวาดใบไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้นดินที่ลู่จงกรม   ดิฉันตั้งใจจะกวาดให้สะอาด   ก็เลยกวาดหลายๆ ครั้ง  การกวาดก็เปรียบเสมือนการชำระล้างจิตใจ  ที่เต็มไปด้วยกิเลส  ตัณหา  อุปาทาน ให้หมด  ถ้าเราสั่งสมแต่กิเลส  เราก็จะมีแต่ความทุกข์  ไม่มีวันสิ้นสุด

 

ในช่วงเช้า  หลวงตาจะสอนธรรมะที่หลากหลาย  และมีอุบายในการสอนที่น่าสนใจมาก  ดิฉันพยายามตั้งใจฟังหลวงตาทุกครั้ง  ถึงแม้จะเข้าใจบ้าง  และไม่เข้าใจบ้าง   การปฏิบัติในวันนั้น  ดิฉันมีความสบายใจมากขึ้น  แต่ก็ยังมีความง่วงอยู่  จึงต้องไปล้างหน้าบ่อยๆ  หลวงตาเดินมา  ขณะที่ดิฉันกำลังเอาผ้าเย็นออกมาเช็ดหน้า  และทักว่า  ถ้าง่วงมาก  ก็ไปล้างหน้า  ตั้งใจเดินนะ  ดิฉันจึงตื่นจากความง่วงทันที   และก็รีบเดินจงกรมต่อ  คำพูดของหลวงตาเป็นพลัง ให้ดิฉันสามารถเดินจงกรมได้นานขึ้น 

ตลอดช่วงบ่าย  ดิฉันสามารถนั่งสร้างจังหวะ  และเดินจงกรมได้ดี  แม่ชีเอก็มาแนะนำว่า  เวลาเดิน ไม่ให้ก้มหน้า  ให้สายตามองไปไกลๆ  และไม่ให้คิดอะไร  ดิฉันก็ทำตาม  เดินไป-เดินมา โดยไม่ได้หยุดพัก  จนได้อารมณ์  มีความรู้สึกสบาย  และไม่รู้สึกเหนื่อย  เหมือนกับในวันแรก  ดิฉันจึงเข้าใจว่า   ถ้าเราไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่ให้ใจไปติดกับความเจ็บปวดที่กาย  เราก็สามารถเดินได้ดี

 

            ดิฉันรีบตื่นแต่เช้า  ในวันที่ 3 อีกเช่นเคย   เพื่อมาทำวัตรเช้า  และฟังธรรมะจากหลวงตา  ถึงแม้จะมีความง่วงอยู่   ดิฉันก็พยายามสร้างจังหวะเร็วๆ  และเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ  เพื่อต่อสู้กับความง่วง  ดิฉันต้องฝืนตัวเองมาก   แล้วคิดว่า   ทำไม...จึงง่วงนอนมากแบบนี้นะ เหมือนกับดอกบัวที่อยู่ใต้โคลนตม  อีกนานแค่ไหน  ดิฉันถึงจะเป็นดอกบัวที่ชูช่อเบ่งบานเหนือน้ำสักที

 

            ในวันนั้น  ดิฉันเริ่มสู้กับความง่วงได้ดีขึ้น  ถ้านั่งสร้างจังหวะ แล้วจะหลับ  ดิฉันจึงลุกขึ้นเดินอย่างเร็ว  ความง่วงก็หายไป  ดิฉันพยายามเอาชนะใจตัวเอง  และพยายามเดินให้ได้นานที่สุด  ในขณะที่เดินอยู่  ก็มีความคิดเตือนขึ้นมาว่า  การเดินจงกรมเป็นการตัดภพตัดชาติ  ดิฉันจึงมีกำลังใจที่จะเดินต่อไป โดยที่ไม่ได้    ห่วงว่า  ระฆังจะตีเมื่อไร

 

            ในขณะที่สวดมนต์ทำวัตรเช้า ของวันที่  4- 5  ดิฉันพยายาม  ลืมตากว้าง ๆ  และมองไปไกลๆ ซึ่งเป็นธรรมะ ที่หลวงตาคอยเตือนสติผู้ปฏิบัติธรรมที่เผลอหลับทุกวัน   ดิฉันพยายามคิด และพิจารณาตามธรรมะที่หลวงตาสอน  ทำให้ดิฉันเริ่มมีพลัง   มีความตั้งใจที่จะเดินจงกรมให้ได้นานที่สุด  และก็เป็นตามที่ได้ตั้งใจไว้ 

 

ดิฉันสามารถเดินจงกรม  โดยให้ใจจดจ่ออยู่ที่เท้า  และให้มีความรู้สึกตัวตลอด   พอทำได้สักระยะหนึ่ง   ดิฉันไม่ได้คิดอะไร  เป็นความรู้สึกที่อยู่กับปัจจุบันจริงๆ  จึงรู้สึกโล่ง  และสบายมาก  แต่พอเผลอกลับไปคิดถึงบ้าน  ความรู้สึกนั้นก็หายไป  ดิฉันก็พยายามใหม่  แต่ก็ไม่สำเร็จ

 

ในเย็นของวันที่ 5  ดิฉันไปถึงที่ศาลาช้า  หลวงตา  จึงให้ดิฉันและเพื่อน ไปเดินจงกรมในป่ากับคณะ โดยที่ไม่ได้ใส่รองเท้า  ดิฉันมีความรู้สึกเจ็บเท้ามาก  เดินด้วยความทุกข์ทรมาน และต้องเดินด้วยความระมัด ระวัง  กลัวว่าจะไปเหยียบของแหลมคม  หลวงตาได้สอนบทเรียนกับดิฉัน  เรื่องการตรงต่อเวลา  ดิฉันไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านอะไร  เพียงแต่สำนึกว่า  ดิฉันจะต้องมาก่อนเวลา  และควรทำตัวให้เป็นประโยชน์เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ    

 

 ในเช้าวันที่  6 -7  ประมาณ ตี 3 ครึ่ง  ดิฉันก็ได้เดินจงกรมที่ลู่ ในสวนไผ่  เดินกลับไปกลับมาหลายรอบ   ดิฉันรู้สึกสงบ  และสบายใจมาก  ก็เลยตั้งใจไว้ว่า  ใน 2 วันที่เหลืออยู่นี้  นั้น  ดิฉันจะเดินจงกรมโดยไม่หยุดพักเลย  เพราะโอกาสดี ๆ แบบนี้จะหาไม่ได้อีกแล้ว  ดิฉันจะต้องอดทนให้ถึงที่สุด  และจะต้องมีความเพียรมากๆ       

 

ส่วนการปฏิบัติธรรมครั้งที่สอง  เมื่อกลางเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2553  ดิฉันได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมร่วมกับคณะผู้บริหาร และครู 

 

ในวันแรก  ขณะที่นั่งสร้างจังหวะ  ดิฉันก็รู้สึกงุ่นง่าน  เบื่อหน่าย  และท้อแท้มาก  ซึ่งดิฉันไม่สามารถตัดนิวรณ์  ให้ออกไปจากใจของดิฉันได้เลย  พยายามฝืน  พยายามทน  เพื่อจะต่อสู้กับกิเลส  ด้วยวิธีการต่าง ๆ  ก็ไม่ชนะ  เดินจงกรมสลับไป -มา หลายร้อยเที่ยว  ก็ไม่ชนะความง่วง  และความคิดฟุ้งซ่านได้.... 

แต่ก็ตกใจ... เมื่อหลวงตา  เข้ามาทักว่า  เป็นอย่างไร  ตัดความง่วงได้หรือยัง  และดิฉันก็ตอบว่า  ยังตัดความง่วงไม่ได้  ท่านจึงบอกให้ดิฉันไปล้างหน้า  และดิฉันก็กลับมานั่งสร้างจังหวะต่อ  พอรู้สึกตัวว่าง่วง   จึงลุกขึ้น และเดินจงกรม  ในขณะที่ดิฉันกำลังเดินจงกรม  แม่ชีม่วย  ก็เดินเข้ามาบอกว่า  เวลาเดิน ให้รู้สึกตัวว่า  เท้ากำลังก้าว  เท้ากำลังสัมผัสอยู่กับพื้นดิน  ตามองไกล ๆ ไปข้างหน้า  พอเดินไปนานๆ  ก็จะได้อารมณ์  เดินได้เร็วอย่างอัตโนมัติ  โดยไม่เหน็ดเหนื่อย  ดิฉันก็รับฟังคำแนะนำของแม่ชี  และได้เดินกลับไป-กลับมา  จนรู้สึกเดินได้เร็วขึ้น  และไม่รู้สึกเหนื่อย  จนระฆังตีหมดเวลา

 

วันที่  2 - 3  ดิฉันตื่นนอนประมาณตี  3  รีบอาบน้ำแต่งตัว  และไปเดินจงกรมที่สวนมะม่วง  เพราะอากาศบริสุทธิ์  ดิฉันรู้สึกสงบ  และไม่คิดอะไร

ในช่วงทำวัตรเช้า   ดิฉันตั้งใจสวดมนต์  และฟังธรรมะจากหลวงตา  โดยที่ไม่ง่วงมากเหมือนวันแรกและพยายามทานอาหารให้น้อย  เพราะเคยทานมาก  จะเกิดอาการง่วง  และเป็นอุปสรรคต่อการเดินจงกรม

 

เช้าวันนั้น อากาศร้อนอบอ้าว   ดิฉันไปเดินจงกรมที่สวนมะม่วง   พื้นดินแข็งมาก  ดิฉันเลยไปเอาน้ำมาราดที่พื้น  ซึ่งทำให้เดินสบายขึ้น  และเป็นวิธีที่แก้ง่วงได้อีกทางหนึ่ง  พอหายง่วง   ก็รู้สึกเมื่อยขา  แต่ก็พยายามฝืนใจตนเอง  เดินกลับไปกลับมา  จนหมดเวลา

 

ในช่วงบ่าย  ถึงแม้อากาศจะร้อน  แต่ดิฉันก็พยายามฝืนใจเดิน  ความง่วงก็เข้ามาอีก  ต้องเอาผ้าชุบน้ำปิดที่หน้าผาก  และเดินถอยหลัง  จนหายง่วง  ดิฉันไม่กล้าที่จะนั่ง  เพราะกลัวที่จะหลับ

 

วันที่  4 - 5  ดิฉันพยายามให้มีสติอยู่ที่ตัวเองตลอด  และไม่ย่อท้อ  พยายามเอาชนะกิเลส และนิวรณ์ให้ได้  ทำให้ 2 วันนี้  ดิฉันเดินจงกรมได้นาน  และก็คอยเตือนตนเองเสมอว่า  ต้องอดทนให้มาก ๆ  เราโชคดีและ มีบุญที่ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรม  และได้นึกไปถึง  คนทิเบตที่เขาต้องแบกของหนักๆ ไว้ที่บ่า  และต้องเดินเป็นระยะทางไกลๆ  แต่สำหรับดิฉัน  เดินโดยที่ไม่ต้องแบกของอะไร  และก็ยังเดินไม่ไหว  คิดแล้ว  ก็ฮึดสู้  และเดินโดยที่ไม่ท้อแท้อีกเลย   

 

วันที่  6 -7  ดิฉันตั้งจิตอธิษฐานว่า  ขอให้ดิฉันได้มีดวงตาเห็นธรรม  ดิฉันเดินจงกรมอย่างตั้งใจ  พยายามตัดกิเลสต่าง ๆ ให้ออกไปจากความคิด  ปล่อยใจให้ว่าง  ความคิดก็ผุดขึ้นมาว่า  ทำไมคนเราเกิดมาต้องมีความทุกข์ด้วย  ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอะไร  ความทุกข์นั้นเกิดจากกิเลส  ตัณหา  และความยึดมั่นถือมั่น  ถ้าเราสามารถตัดกิเลสได้  เราก็จะไม่ทุกข์   

 

ระยะเวลา  9 วัน  8  คืน ที่ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมทั้ง  2  ครั้งนี้  ดิฉันได้รับประโยชน์มาก  ดิฉันมีความอดทน  อดกลั้น  และรู้จักปล่อยวางมากขึ้น  ยึดติดกับสิ่งต่างๆ น้อยลง  และที่สำคัญที่สุดคือ  ดิฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างมีสติ  เพราะดิฉันไม่สามารถรู้ได้ว่า  จะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไร  ดิฉันจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด  จะมีจิตใจอ่อนโยน  และคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น 

 

ดิฉันมีความสุข  เมื่อได้กลับไปที่โรงเรียน  และเห็นเด็กๆ ชั้นอนุบาล  1  ตั้งใจสร้างจังหวะตามแบบคุณครู  ถึงแม้ว่าจะทำได้ไม่ครบ 14 ท่า  ก็มีความตั้งใจที่จะทำตาม  เด็กๆ บางคนมีอารมณ์เย็น  สุขุม  มีน้ำใจ  และรู้จักแบ่งปันมากขึ้น  ซึ่งคุณครูได้เห็นพฤติกรรมของเด็กๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  คุณครูก็ยิ่งมีกำลังใจ  ที่จะฝึกให้เด็กสร้างความรู้สึกตัวให้มากขึ้น  ทั้งในช่วงเช้า  ก่อนเริ่มทำกิจกกรม  ก่อนนอนในช่วงบ่าย  และก่อนกลับบ้านในช่วงเย็น   

 

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณหลวงตา  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  ที่ท่านได้เมตตานำแก่นธรรมมาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์  ทำให้ดิฉันได้เห็นทุกข์   และจะไม่ยึดติดในทุกข์อีกต่อไป   เพราะไม่อยากมาเวียนว่าย   อยู่ในสังสารวัฏนี้อีก  ดิฉันขอน้อมนำธรรมะที่ได้รับจากท่าน  มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  จะพยายามทำความเพียรให้มากขึ้น จะอยู่กับปัจจุบัน  จะมีความสุขในการทำงาน  และจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด 

 

ขอขอบพระคุณอาจารย์จุฑาภรณ์  ภูตยานนท์  และคณะผู้บริหารทุกท่าน  ที่ได้จัดโครงการดี ๆ  ให้คุณครูได้ปฏิบัติเสมอ

 

                                                                        คุณครูนิภารัตน์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-10 16:25:40



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658