2 Days Mindfulness Retreat < Part 2> ผู้ปกครองปฏิบัติธรรม


ได้ดูกระทู้ของเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ไปแล้ว มาดูผู้ปกครองตามเด็กมาปฏิบัติธรรมบ้าง ด้วยความอยากสนับสนุนกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัด โดยทางโรงเรียนได้เริ่มต้นจากลูกศิษย์ตัวน้อยไปแล้ว เพื่อเพิ่มความเข้าใจอันดี และสิ่งแวดล้อมไปในทางเดียวกัน ได้มีผู้ปกครองเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-07 16:32:39


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1516880)

หลวงตาพร้อมคณะ เดินทางจาก วัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร มาถึงกรุงเทพ ตั้งแต่ วันที่ 27 ตุลาคม 2553

คณะครู เตรียมการต้อนรับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 16:37:30


ความคิดเห็นที่ 2 (1516882)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 16:40:22


ความคิดเห็นที่ 3 (1516883)

คืนแรกของการทำวัตรเย็น สำหรับเจ้าหน้าที่และคณะครู ที่มาจัดเตรียมงานสำหรับการปฏิบัติธรรมวันพรุ่งนี้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 16:48:10


ความคิดเห็นที่ 4 (1516884)

บ่ายวันที่ 28 ตุลาคม 2553 เริ่มต้นวันแรกของการปฏิบัติธรรม

ผู้ปกครองและนักเรียนทะยอยมาลงทะเบียน ทุกท่านแต่งชุดขาวมาจากบ้าน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 16:52:18


ความคิดเห็นที่ 5 (1516886)

คืนแรกของการปฏิบัติธรรม ปฐมนิเทศ ทำความเข้าใจในการปฏิบัติแนวหลวงพ่อเทียน สอนการสร้างจังหวะ การเดินจงกรม

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 16:58:17


ความคิดเห็นที่ 6 (1516887)

เช้าวันแรก ตื่น ตี 3.30 น.

ทำวัตรเช้าพร้อมเพรียงกัน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 17:13:46


ความคิดเห็นที่ 7 (1516888)

เนื่องจากเป็นหลักสูตรเร่งรัด ทุกคนต้องรีบทำความเข้าใจในการปฏิบัติ มีคำถามหรือข้อสงสัยต้องสอบถามทันที เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ แต่ละคนต้องรีบทำความเพียร หลวงตาจัดเป็นกลุ่ม และมีพระพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด

หลวงตาและพี่เลี้ยง สอนการเดินจงกรมให้ถูกต้อง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 17:25:29


ความคิดเห็นที่ 8 (1516889)

ทุกคนตั้งใจทำความเพียร แม้หลายท่านจะเป็นครั้งแรกที่รู้จักการเดินจงกรม และการสร้างจังหวะก็ตาม

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 17:34:23


ความคิดเห็นที่ 9 (1516891)

วันสุดท้าย

ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสปฏิบัติธรรม หรือหลวงตาจะรับนิมนต์มากรุงเทพ มาจัดคอร์สให้อย่างนี้อีกหรือป่าว มันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้าย .....แต่หลวงตาก็สอนให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบัน ให้ใช้โอกาสที่มีอยู่นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 18:02:57


ความคิดเห็นที่ 10 (1516894)

คืนสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม น้องน้ำหวานมาสร้างสีสรรของการปฏิบัติธรรม ให้ผู้ใหญ่ได้อมยิ้มกันทั่วหน้า

ฝ่ายผู้ใหญ่ 3 ท่านรายงานอารมณ์การปฎิบัติธรรม

ครูใหญ่ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมครั้งนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 18:24:14


ความคิดเห็นที่ 11 (1516895)

รับเช้าวันใหม่ ด้วยการใส่บาตรร่วมกัน .....

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 18:29:04


ความคิดเห็นที่ 12 (1516896)

บทสุดท้าย...กราบลาหลวงตา

ให้ทำความรู้สึกตัว นำไปปฏิบัติเองที่บ้าน หรือถ้ามีโอกาสก็ให้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 18:33:13


ความคิดเห็นที่ 13 (1516897)

ลากันด้วย....ธรรมะเบิกบานกันทั่วหน้า

 ขอขอบคุณครูใหญ่ (อ.จุฑาภรณ์) คณะครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์  และกลุ่มเพื่อนสติ ที่ได้จัดคอร์สการฝึกปฎิบัติธรรมนี้ขึ้น และให้ทาง Admin ได้เข้าร่วมปฏิบัติ และสังเกตุการณ์ พร้อมทั้งอนุญาตให้นำภาพกิจกรรมดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อญาติธรรม....ขออนุโมทนา  และให้ทุกท่านเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-07 18:40:52


ความคิดเห็นที่ 14 (1517210)

 

ความรู้สึกที่ประสบในระหว่างการปฏิบัติธรรม

            เนื่องจากเป็นการฝึกอบรมในเวลาแค่ 2 วัน  วันแรกจึงคิดว่าไม่มีทางที่จะไปถึงขั้นเห็นแสงสว่างได้  เลยปล่อยตัวตามสบาย  ไม่ได้เคร่งครัดตามที่หลวงตาบอก  ทำให้ไม่สามารถเอาชนะความง่วง  ความหิวได้  แล้วยังปล่อยให้จิตคิดไปเรื่องอื่นๆ ตลอดเวลา  ครึ่งวันแรกกำลังจะผ่านไป  รู้สึกได้ว่าไม่ค่อยได้อะไรที่มาปฏิบัติฯ ครั้งนี้  มากลับตัวกลับใจตอนกำลังเดินไปล้างจานหลังทานอาหารกลางวัน  เห็นคุณครูหลาย ๆ ท่านที่อยู่แถวกะละมัง  คอยบริการช่วยเอาเศษอาหารที่เหลือไปทิ้ง  เอาจานไปล้าง  บางท่านเช็ดพื้นที่เปียกแค่หยดน้ำ  เพื่อไม่ให้ใครลื่น  จึงคิดถึงความเสียสละของคุณครูแต่ละท่าน  ว่าต้องมาลำบากลำบน  คอยบริการและอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับทุกคนที่มาฝึกอบรม  ตั้งแต่ที่เห็นภาพนั้น  จึงตั้งใจใหม่  ว่าจะทำให้ดีที่สุด  พอช่วงบ่ายเป็นการเดินจงกรม  คอยทำทุกวิถีทางที่ไม่ให้ง่วง  ล้างหน้า  เข้าห้องน้ำ  เปลี่ยนจากเดินเป็นนั่ง  จากนั่งเป็นเดิน  มองตัวอย่างจากเด็ก ๆ ที่ตั้งใจเดินจงกรมและสร้างจังหวะ  ทั้งเมื่อย  ทั้งเบื่อ  กว่าวันแรกจะผ่านพ้นไปได้  ต้องยอมยกธงขาวให้กับนิวรณ์ต่าง ๆ 

เมื่อถึงเช้าวันที่สอง  หลังจากที่ได้นอนพักและปรับตัวได้แล้ว  พร้อมกับได้ฟังธรรมแต่เช้าจากหลวงตา  ทำให้เข้าใจเหตุและผลของการฝึกอบรมการเจริญสติมากขึ้น  รวมถึงได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากในพระไตรปิฎก  ช่วยให้หยุดคิดฟุ้งซ่านได้  วันที่สองจึงปฏิบัติได้ดีกว่าวันแรกมาก  โดยเฉพาะช่วงบ่าย  กว่า 3-4 ชั่วโมงที่เดินจงกรม  ไม่รู้สึกง่วง  ไม่รู้สึกเมื่อยแล้ว  แต่จิตยังไม่สามารถหยุดคิดได้นานๆ  จะทำได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น  มีบางช่วงที่เผลอ  ปล่อยให้คิดไปเรื่อยเปื่อย  จนรู้สึกปวดหัวมึนๆ  หลังจากนั้น  ไม่กล้าคิดอีกเลย  คอยคุมสติให้อยู่กับตัวตลอด  

เช้าวันที่สาม  นอกจากได้ฟังธรรม  ยังมีโอกาสได้ทำบุญใส่บาตรอีก  ถือเป็นความโชคดีที่ได้มาปฏิบัติฯ ในครั้งนี้ 

ประโยชน์ที่ได้รับ

            การปฏิบัติครั้งนี้  ช่วยให้จิตนิ่งได้นานขึ้น  ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น  เวลาโกรธหรือถูกทำให้โมโห  จะไม่แสดงออกมาให้เห็น  ให้จิตรู้ว่าโกรธ  รู้ว่าโมโห  แล้วปล่อยวาง  ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยแก้อารมณ์ที่เกิดขึ้นเวลาที่ต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ  โดยเฉพาะเวลาที่คิดอะไรไม่ออก  จะไม่ฝืนคิดฝืนทำต่อเหมือนเมื่อก่อน   คอยนึกถึงคำสอนของหลวงตาและครูบา  ที่ให้นิ่งๆ เข้าไว้  เดี๋ยวความคิดจะเกิดเอง 

ทำให้รู้ได้ว่าเป็นบุญที่ได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมกับหลวงตาในครั้งนี้  เพราะท่านทั้งเทศน์  ทั้งสอน  ทั้งกระตุ้น  เพื่อให้เข้าใจการฝึกอบรมการเจริญสติอย่างแท้จริง  จนสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

ความประทับใจ

            รู้สึกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่อบอุ่นและแสนสบายมาก  โรงเรียนมีทุกอย่างให้พร้อม  ทำให้เห็นถึงความเหนื่อยและความตั้งใจของทุกคน  ตั้งแต่คุณครูใหญ่  คุณครูผู้สอน  คุณครูประจำชั้น เจ้าหน้าที่ทุกท่าน  ที่ช่วยทำให้การฝึกอบรมการเจริญสติ  ตามแนวปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนที่ค่อนข้างเคร่งครัด  ผ่านพ้นไปด้วยความราบรื่น  และประทับใจหลวงตากับวิธีการสื่อสารของท่าน  ทำให้ธรรมะเป็นเรื่องง่าย  โดยเฉพาะตอนที่หลวงตาเทศน์ในเช้าวันเสาร์  ได้ข้อคิดมากมาย เช่น ตอนที่ท่านเล่าถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อกัณหา (ตัณหา)  มัทรี (อินทรีย์)  หรือตอนฟังธรรมที่มีมุขฮามาผสมด้วย  ทำให้ไม่เบื่อที่จะฟัง

ข้อเสนอแนะ

            น่าจะให้ผู้มาปฏิบัติธรรมเตรียมของมาร่วมทำบุญหรือใส่บาตรด้วย  (จะได้ทำบุญร่วมกันและลดภาระของโรงเรียนได้บ้าง)

                                                                                                            นางจงกลนี   เขมะจันตรี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-10 12:58:05


ความคิดเห็นที่ 15 (1517214)
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-10 13:31:23


ความคิดเห็นที่ 16 (1517310)

ธรรมะปฏิบัติสายหลวงพ่อเทียน โดย อ.จุฑาภรณ์ ตอน 1

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-10 22:03:30


ความคิดเห็นที่ 17 (1517311)

 

ธรรมะปฏิบัติสายหลวงพ่อเทียน โดย อ.จุฑาภรณ์ ตอน 2

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-10 22:09:31


ความคิดเห็นที่ 18 (1518317)

จากการเข้าร่วมการฝึกอบรมการเจริญสติฯ สำหรับตัวดิฉันเอง ซึ่งมีความสนใจและหาโอกาสที่จะได้เข้าร่วมการปฏิบัติธรรมหรือวิปัสสนาตามสถานที่ต่างๆที่มีจัดอยู่ค่อนข้างเยอะในปัจจุบันมาก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่มีจังหวะที่เหมาะสมด้วยเวลาและสถานที่เช่นครั้งนี้มาก่อน ทำให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นพิเศษ โดยคาดหวังว่าการปฏิบัติธรรมจะทำให้จิตใจสงบ คิดอ่านอะไรไปในทางบวกอยู่เสมอ และส่งผลต่ออารมณ์และการใช้ชีวิตในด้านต่างๆที่นำไปสู่ความสุขมากขึ้น และยังจะเป็นบุญของตัวผู้ปฏิบัติเองอีกด้วย ทำให้ในวันแรกที่เริ่มการฝึกเจริญสติในช่วงเย็นถึงค่ำของวันพฤหัสฯนั้น ค่อนข้างมีสมาธิในการฟังและตั้งใจสร้างจังหวะ พยายามฟังบทสวดและธรรมเทศนาอย่างตั้งใจและเข้าใจในความหมายแต่ละบทแต่ละคำพูด และก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆที่ท่านเทศน์หรือในบทสวดนั้นเป็นความจริงของชีวิต ทำให้ยิ่งสนใจยิ่งอยากจะฟังให้มากขึ้น ซึมซับให้มากขึ้น แม้จะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการสร้างจังหวะและการตัดเรื่องต่างๆออกจากหัว ตัดความคิดความฟุ้งซ่านที่เราเคยชิน เลยก็ตาม

แต่เมื่อเริ่มการปฏิบัติในวันรุ่งขึ้น จากช่วงเช้าที่มาพร้อมพลังและความตั้งใจจากเมื่อคืนเต็มเปี่ยม ในช่วงบ่ายกลับเต็มไปด้วยความง่วง โดยเฉพาะอาการปวดหลังอย่างมาก ทำให้เริ่มรู้สึกท้อถอยว่าเราจะทำได้จริงอย่างที่ตั้งใจแต่แรกหรือ มีอาการวอกแวกจากคนนู้นคนนี้ชวนคุยบ้าง แต่รู้สึกทนไม่ได้กับอาการปวด จะนั่งจะยืนก็ทำได้สักครู่ก็ต้องหยุดพัก จนกระทั่งหลวงตาเดินเข้ามาพูดคุยกับดิฉันและได้สอนและให้คำแนะนำว่าควรปฏิบัติอย่างไรจากอาการที่กำลังเป็นอยู่ ท่านให้คิดว่าอาการเหล่านั้นแค่มาอาศัยเราอยู่ ให้มองมันจนไม่รู้สึกถึงความปวดนั้น สร้างจังหวะไปเรื่อยๆ และไม่ต้องคิดอะไร ปรากฎว่าได้ผลอย่างมาก แม้จะมารู้ภายหลังว่าที่ทำไปยังไม่ถูกวิธีเท่าใดนัก แต่ก็รู้สึกลืมความปวด จนกระทั่งสามารถเดินจงกรมหรือสร้างจังหวะได้แบบสบายๆ มีความสงบมากขึ้น ทำให้พลังกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งวันสุดท้าย ยอมรับกับตัวเองว่าความรู้สึกน้อยลงกว่าเมื่อได้คุยกับหลวงตา ยังคงคิดเรื่อยเปื่อย ผิดวิธีอยู่ เดินจงกรมช้าๆได้บ้างไม่ได้บ้าง จนกระทั่งอาจารย์ใหญ่เดินเข้ามาสอนว่าถ้าจะให้ง่ายขึ้น ต้องเดินเร็วๆ มองไกลๆ คิดแล้วจบทันที จุดนี้เหมือน Break the Ice ทำให้เข้าใจมากขึ้น ไม่เฉพาะดิฉัน แต่คุณแม่ๆหลายๆท่านก็เป็นเช่นกัน ช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้ายจึงเดินจงกรมไปมาแบบสมองโล่งขึ้น รู้สึกว่าเริ่มทำถูกทางมากขึ้น เข้าใจว่าการอธิบายแบบภาษาฆราวาสก็มีความจำเป็นมาก เพราะน้อยคนที่เริ่มฝึกเป็นครั้งแรก จะเข้าใจได้ภายในเวลาสั้นๆว่าธรรมเทศนาเหล่านั้นจะนำมาฝึกปฏิบัติให้ถูกได้อย่างไร และยังได้จบท้ายด้วยการแลกเปลี่ยนธรรมกับพระรูปต่างๆทำให้เริ่มกระจ่างมากเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติ รู้สึกเต็มอิ่ม สนใจอยากฝึกให้มากขึ้น อยากได้ประโยชน์จากธรรมะเพิ่มขึ้น และตั้งใจว่าจะพยายามหาโอกาสให้ได้มากที่สุด

ประทับใจในการได้พูดคุยธรรมกับพระในกลุ่มย่อยๆ รู้สึกว่าภาษาเข้าใจง่ายกว่า ได้ประโยชน์จากเรื่องราวต่างๆที่ท่านนำมาเล่า ซึ่งจะมองเห็นภาพมากขึ้น เห็นตัวเองมากขึ้น ประทับใจความตั้งใจของคณะครูทุกท่าน และเชื่อมั่นว่าธรรมะที่คุณครูได้รับมาจะทำให้การเรียนการสอนลูกของเราเป็นไปด้วยดี

สำหรับน้องแพท กลับจากปฏิบัติก็มีมาสอนคุณแม่บ้าง ว่าให้โยนความง่วง ความขี้เกียจทิ้งออกนอกหน้าต่าง ให้เชื่อนางฟ้า อย่าเชื่อตัวขี้เกียจ เพราะจะทำให้เราไม่อยากตื่น ซึ่งน้องแพทยังเด็ก อาจทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ในด้านอารมณ์ รู้สึกว่าแจ่มใสมากขึ้น ต่อรองน้อยลง คุณแม่พยายามเปิด CD ธรรมะของหลวงตาให้น้องฟังในรถบ้าง เพื่อให้ซึมซับและไม่ลืม น้องแพทก็จะหัวเราะว่าเสียงหลวงตามาแล้ว และหัวเราะเมื่อหลวงตาพูดถึงเรื่องการสร้างจังหวะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้องยังมีความเปิดรับอยู่ สามารถเติมเรื่องธรรมะให้น้องได้ไม่ยาก แต่ต้องค่อยๆสอดแทรกลงไปในชีวิตประจำวัน เพราะถ้าบอกให้ทำ น้องมักไม่ค่อยยอมทำ ติดเล่น ติดทำสิ่งที่สนุกกว่า

โดยรวม ประทับใจมากค่ะ ขอบคุณคณะครูอนุบาลจุฑาภรณ์ที่จัดกิจกรรมดีๆให้ผู้ปกครองและนักเรียนตลอดมาค่ะ

 

 

ดิตถกร  เจริญไทยทวี คุณแม่

ด.ญ. อภิรุม  เจริญไทยทวี อ.2/1




ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-19 18:52:28


ความคิดเห็นที่ 19 (1518319)

 

          สำหรับตัวดิฉันเองเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสการฝึกอบรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวปฎิบัติของหลวงพ่อเทียน ดิฉันอยากจะบอกจากใจจริงว่า  เหตุการณ์เกิดขึ้น1ปีผ่านมา ซึ่งขณะปัจจุบันนี้ลูกชายของดิฉันอยู่ อนุบาล 2/3  วันหนึ่งและเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกของดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปยังห้องประชุมของทางโรงเรียนเพื่อร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจลูกชายจากการที่ได้รับเกียรติบัตร ซึ่งขณะนั้นลูกชายศึกษาอยู่ชั้น อนุบาล 1 / 3 ดิฉันสังเกตเห็นว่ามีเด็กนักเรียนอยู่หลายคนที่อยู่ชั้นเตรียมอนุบาลไปจนถึงอนุบาล 3 ทยอยเข้ารับเกียรติบัตรจากคุณครูใหญ่ซึ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรแต่ขณะเดียวกันดิฉันก็แปลกใจมากว่าเด็กๆทุกคนพร้อมทั้งลูกชายก็สามารถรอคอยกันได้ถึงแม้จะมีติดขัดบ้างแต่สำหรับดิฉันมองว่าเด็กอายุขนาดนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากที่สามารถรอคอยกันได้ ในระ หว่างการแจกใบเกียรติบัตรดิฉันนั่งไประยะหนึ่งดิฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าเด็กๆทุกคนพร้อมลูกชายและคุณครูยกมือขึ้นไปมาทำท่าแปลกๆทำอย่างเพลิดเพิลินและมีความสุขซึ่งดิฉันไม่เคยเห็นที่ใหนมาก่อนตอนที่ดิฉันเห็นดิฉันเกิดความสงสัยเป็นอย่างมากและมีคำถามอยู่ในใจตลอดเวลาว่า พวกเขากำลังทำอะไรกัน และจะต้องกลับไปถามลูกชายที่บ้านให้ได้ในวันนั้น

          ตอนนั้นในใจดิฉันก็รู้สึกขำๆและอดที่จะจินตนาการไปว่าทำมือเหมือนเราเล่นแปลงร่างกลายเป็นมดเอ็กซ์ซุปเปอร์วันตอนสมัยที่ยังเป็นเด็กๆเลยนะคะพอดีขณะที่นั้งรอดูอยู่นั้นก็มีคุณครูท่านหนึ่งพูดกับเด็กๆว่าบ้านกำลังจะเอียงแล้วให้เด็กๆทุกคนตั้งใจสร้างจังหวะทำตัวให้ตรงๆทำให้ขณะนั้นดิฉันเข้าใจเบื้องต้นทันทีว่าการยกมือขึ้นไปมาทำท่าแปลกๆตามที่ดิฉันเข้าใจในขณะนั้นเป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กๆนั้นเองดิฉันรู้สึกตื่นเต้นและสนใจเป็นอย่างมากและรู้สึกประทับใจมากว่าคุณครูที่นี่เก่งมากสามารถคิดค้นการสร้างจังหวะที่ทำให้เด็กเพลิดเพิลนและไม่เบื่อทำให้มีสมาธิได้แทนที่เด็กๆจะนั่งเฉยๆคงเบื่อและเล่นซุกซนกันซึ่งขณะนั้นดิฉันยังไม่เข้าใจว่าทางโรงเรียนได้มีการอบรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวปฎิบัติของหลวงพ่อเทียน

นี่คือเหตุผลหนึ่งทำให้ดิฉันตอบรับและยินดีที่จะเข้าร่วมฝึกอบรมหลังจากที่ทางโรงเรียนได้เชิญโดยพิจารณาว่าเป็นการปฎิบัติธรรมแบบมีเหตุผล   วันแรกของการฝึกอบรมดิฉันรู้สึกสับสนและงงเป็นอย่างมากจับต้นชนปลายไม่ถูกซึ่งหาความสงบไม่ได้เลยเนื่องจากจะต้องพยายามปรับตัวเอง

วันที่สองดิฉันพยายามปรับตัวเองให้ดีกว่าวันแรกเริ่มรู้สึกดีขึ้นกว่าวันแรก ดิฉันรู้สึกว่าความสับสนในใจลดน้อยลงความเจ็บปวดเมื่อยล้าลดน้อยลงแต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด

          หลังจากกลับจากการเข้าฝึกอบรมดิฉันเริ่มนำมาปฎิบัติที่บ้านพร้อมลูกชายอยู่หลายวันดิฉันรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อบกพร่องของดิฉันมาโดยตลอดคือจากการเป็นคนขี้ลืมเป็นอย่างมากเริ่มลดน้อยลงเริ่มมีสติมากขึ้นว่าเอาอะไรไว้ที่ใหนใจเลื่อนลอยลดน้อยลงส่วนลูกชายเริ่มมีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้น  ถึงแม้ว่าในวันนี้ดิฉันยังฝึกปฎิบัติยังทำได้ในระดับหนึ่งยังไม่ถึงกับดีแต่ดิฉันก็พยายามฝึกปฎิบัติให้ดียิ่งขึ้นต่อไปเพื่อไปปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ดิฉันต้องขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารคณะครูโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ที่ชักนำให้เข้าไปอยู่ในสังคมที่ดิฉันเข้าใจและเรียกว่าสังคมแห่งความสุข

 

 

ปาริชาติ    สุวรรณสุขุม

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-19 18:53:20


ความคิดเห็นที่ 20 (1518898)

กราบนมัสการหลวงตา พระอาจารย์ สุริยา มหาปัญโญ

กราบเรียน อาจารย์จุฑาภรณ์ และ คณะอาจารย์ ที่เคารพ

                ดิฉัน นางสาวธนิศรา  บวรเนาวรักษ์ รู้สึกมีความปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วม กับคณะผู้บริหาร  คุณครู ผู้ปกครอง และญาติธรรม ทุกท่าน ในการเข้าร่วมปฏิบัติธรรมกับหลวงตา พระอาจารย์ สุริยา มหาปัญโญ และ พระพี่เลี้ยง ความปิติ ความรู้ตัวทั่วพร้อม ในครั้งนี้ ดิฉันขอร่วมบรรยายประสบการณ์ร่วมกับ ทุก ๆ ท่านค่ะ

                ดิฉันได้มีโอกาสมาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้จากการชักชวนของพี่สาว ซึ่งเป็นคุณแม่ของหลานอายุ  2 ขวบ  ดิฉันมีความทุกข์ใจในระดับหนึ่ง จากหลายส่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ให้จิตใจได้ตั้งรับ และการมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ ถือเป็น ประสบการณ์ครั้งแรกของดิฉัน หลังจากกลับจากการเรียนที่ประเทศอิตาลี เกือบ 3 ปี และ กลับมาเริ่มต้น ทำงานในการเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า ที่ทางบ้านทำนี้มานาน

                สิ่งหนึ่งที่ดิฉันสัมผัสได้เพียง การเข้ามาถึงโรงเรียนใน 10 นาทีแรก การละทิ้งโทรศัพท์เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน  การไม่พูดคุย และเพียงการนั่งเฉย ๆ ในช่วง 2 ชั่วโมงแรก ดิฉันก็ได้สัมผัสกับความรู้สึก ที่เปลี่ยนไป  ตามสภาพสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากคุณแม่ทุกท่านก็มีเรื่องกังวล เรื่องทุกข์ใจ ในการต้องการให้ลูกซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจ ได้รับส่งที่ดีที่สุด   ดิฉันเริ่มมองเห็นความทุกข์ของตนเอง ช่างเบาบาง ถ้าเปรียบเป็นคู่มวยแล้ว ระดับความทุกข์ของดิฉัน อยู่ในขั้น light weight อย่างแท้จริง   เป็นคู่ชกที่อ่อนหัดด้านการจัดการกับความทุกข์ และเป็นคู่ชกที่ต่างระดับชั้นไปโดยปริยาย

                ดิฉันมีความพร้อมที่จะมาปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่  เพราะตนเองอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ ก่อตัวขึ้นในใจที่สร้างขึ้นมาเองโดย ไม่สามารถมีใครช่วยได้  วันแรกของการตื่น ตี 3 ดิฉันตื่นลุกขึ้นและเตรียมขึ้นไปสู่ห้องประชุมอย่างรวดเร็ว และแล้ว นิวรณ์ แห่งความง่วงก็ติดตามรอยทางเดินมาอย่างกระชั้นชิด เพราะในชีวิตประจำวันของดิฉันตั้งแต่กลับมาดิฉันเลิกงานประมาณ 22.00 และเข้านอนเวลา ตี 3 เป็นประจำ

                การเจริญสติด้วยการสร้างจังหวะสามารถพัฒนาจิตใจในส่วนของการพยายามให้ มีสติอยู่กับตัวเอง และไม่คิดฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องอื่นๆ ในระยะหนึ่ง  ตัดความง่วงได้ แต่ดิฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการอยู่กับตัวเองและ ไม่คิดถึงอดีต

                การเดินจงกรม เป็นครั้งแรกในชีวิตพร้อมกับมีความรู้สึกตัว กับทุกย่างก้าว ในวันแรก ดิฉันต่อสู้กับความง่วงและความเหนื่อยล้าได้ไม่ดีนัก  ทั้งยังต้องพยายามไม่คิดถึงความทุกข์ใจด้วยการอยู่เงียบ ๆ นั้นไม่ใช่สิ่งง่ายเลย เพราะ ดิฉันมักจะเลือกการ ทำงานให้มาก อยู่กับคนมากมาย เพื่อเจือจางเรื่องทุกข์ใจ ให้เบาบางลง แต่ทุกครั้ง ก็ กลับ มาสู่วังวนเดิมของก้นบึ้งความทุกข์ที่ไม่เคยลาจากกันไปได้

                ดิฉันเห็นกับตัวเองถึงความเอาใจใส่ที่ หลวงตา และคณะพระพี่เลี้ยงทุกรูป สังเกตถึงอิริยาบทของคณะผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม และ ในที่สุดตนเองก็ได้นั่งลงกับพื้น ประนมมือ และ ตอบคำถาม ที่หลวงตา กล่าว “เป็นอย่างไร คิดเรื่องอะไร”  ดิฉันพรั่งพรูคำตอบอย่างไม่ยั้งคิด   และได้รับ คำสนทนาธรรมจากหลวงตาที่ สั้น และได้ใจความ  “ให้ทุกคนรู้ถึงสัจจะ ในหน้าที่ และชีวิตของแต่ละคน”   ขอบพระคุณหลวงตาที่เมตตา ห้ความทุกข์ในใจดิฉันดับลง

วันที่ 2 ดิฉัน มีสติ อย่างน้อยการคิดถึงเรื่องราวมากมาย ไม่อยู่ในสาระสำคัญ ดิฉันตั้งใจอยู่กับสติ ละตัวตนดินจงกรม และไม่ทราบถึงเวลาที่เดินไปข้างหน้า เมื่อยก็ทราบ ว่าเมื่อย ง่วงก็รู้ตัวว่าง่วง แต่ดิฉัน ก็เดินต่อไปเป็นการเดิน ตลอดหลังการรับประทานอาหารเที่ยงโดยไม่ได้หยุดนั่ง  จนกระทั่ง 5 โมงเย็น

                “มีสติ และอยู่กับ สัจจะ ของชีวิต”    ดิฉันตื่น และมีความสว่างมากขึ้นในจิตใจ และจะเจริญสติ เป็นกิจวัตร  และ เชื่อตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ว่า “ อย่าเชื่อเพราะคนอื่นเล่าหรือบอกกล่าวให้เชื่อ ดิฉันค้นพบสัจธรรมนี้โดยการ ทดลองด้วยตนเองอย่างแท้จริง

                                                                                                               

                                                                                                                                   ธนิศรา  บวรเนาวรักษ์

                                                                                                                                     18/11/2010

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-11-24 20:00:25


ความคิดเห็นที่ 21 (1519853)

การเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

2 Days Mindfulness Retreat

ระหว่างวันที่ 28 ถึง 31 ตุลาคม 2553

ณ โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์

 

 

ดิฉันได้ทราบจากผู้ปกครองท่านหนึ่งว่า ทางโรงเรียนจะโครงการปฏิบัติธรรมที่โรงเรียน โดยผู้ปกครองแจ้งว่า สามารถนำน้องมาเข้าร่วมด้วยได้ ดิฉันจึงมีความสนใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้รับจดหมายแจ้งเรื่องโครงการฯ จากทางโรงเรียน ดิฉันจึงโทรศัพท์สอบถามทราบว่า ไม่ได้ให้น้องเข้าร่วมด้วย จึงวางแผนกันว่า จะให้ใครดูแลน้องดี สุดท้าย  ก็ต้องทำใจเพราะไม่สามารถจัดการกับเรื่องการดูแลน้องในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมได้ แต่เหมือนโอกาสเป็นของดิฉัน เพราะท่านคุณครูใหญ่ได้เรียกให้ดิฉันและคุณพ่อเข้าพบ เพื่อแจ้งว่า หากคุณพ่อคุณแม่ ติดปัญหาเรื่องการดูแลน้อง คุณครูใหญ่ คิดว่า น้องแปมแปม (น้อง) น่าจะเข้าร่วมโครงการด้วยได้  ดิฉันจึงรีบตอบรับเข้าร่วมโครงการฯ กับทางโรงเรียนทันที

 

ก่อนวันเข้าร่วมโครงการ ดิฉันได้มีโอกาส พบกับหลวงตา เพื่อร่วมถวายอาหารเพล ที่โรงเรียน และได้ฟัง หลวงตา เทศนาธรรมแล้ว รู้สึกเลื่อมใส  รู้สึกประทับใจ เพราะ ฟังเข้าใจง่าย ให้ข้อคิด และดิฉัน ก็นั่งสร้างจังหวะตลอดการฟังธรรม เพราะก่อนหน้านั้น ดิฉันฝึกสร้างจังหวะ จากเอกสารที่ได้รับจากทางโรงเรียนมาบ้างแล้ว

 

ก่อนวันเข้าร่วมโครงการฯ 1 วัน คุณครูหลายท่าน ถามดิฉันว่า น้องเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยใช่ไหมคะ จึงทำให้ดิฉันได้ทราบว่า สำหรับเด็กชั้นอนุบาล 1 นั้น มีน้องเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมโครงการฯ  ตอนนั้น ดิฉันแอบกังวลเล็กน้อยว่า น้องจะทำให้คุณครูลำบากหรือไม่ เพราะน้องไม่เคยนอนแยกจากคุณพ่อคุณแม่เลยตั้งแต่เกิด แต่ก็คิดเหมือนที่คุณครูใหญ่บอกว่า หากน้องสามารถผ่าน ไปได้ น้อง ก็จะเข้มแข็งขึ้น  ดิฉันจึงอธิษฐานจิต ให้น้องสามารถผ่านโครงการฯ นี้ได้อย่างราบรื่น

 

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553 : วันเข้าร่วมโครงการฯ ดิฉันไม่สามารถลางานทั้งวันได้ในวันนั้น เนื่องจากมีประชุมช่วงเช้า  จึงลางานเฉพาะช่วงบ่าย   ตอนกลางวันไปรับน้องที่โรงเรียน แล้วพากลับบ้านเพื่อให้น้องได้พักก่อนเดินทางไปโรงเรียนในตอนเย็น  น้องดูตื่นเต้น และเข้าใจว่าต้องนอนแยกจากดิฉัน น้องไม่ยอมพักแต่สะพายกะเป๋าเตรียมเดินทางตลอดเวลา

 

 

พอถึงโรงเรียน เมื่อลงทะเบียนเสร็จ น้อง ก็แยกกับดิฉัน โดยสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนดิฉันเก็บของ แล้วรีบขึ้นไปที่หอประชุม จากนั้น ก็นั่งสร้างจังหวะ และฟังหลวงตาเทศนาธรรม     คืนแรกของการเข้าร่วมโครงการ ดิฉัน นอนหลับด้วยความอ่อนเพลียจากการทำงาน และแอบคิดถึง น้องว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553 : ดิฉันรีบตื่นมาอาบน้ำตั้งแต่ตี 3 ก่อนสัญญาณเตือน เพราะเห็นว่า ห้องน้ำจะได้สลับกันใช้งาน  เมื่อเข้าหอประชุม ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำวัตรเช้า เพราะยังไม่เคยได้ไปปฏิบัติธรรมที่ใด และยังไม่เคยทำวัตรเช้ามาก่อน  หลังจากนั้น ได้ทานอาหารที่รู้สึกว่า อร่อยมากเป็นพิเศษ และทำให้ได้เข้าใจว่า ทานอาหารแบบอิ่มใจเป็นอย่างไร   และเช้านี้ ตอนล้างจาน ดิฉัน ได้เห็น น้อง เดินจงกรมอยู่รอบสระน้ำด้วยหน้าตาแจ่มใส ดิฉัน จึงแอบยิ้มด้วยความภูมิใจและดีใจกับน้องด้วย

 

วันนี้ได้เดินจงกรมตลอดช่วงบ่าย ตั้งแต่ บ่ายโมง ถึง ประมาณ 5 โมงเย็น โดยดิฉันเดินอยู่ในห้องอนุบาล 1/2 ได้เห็นคุณครูเดินจงกรมอย่างตั้งใจ ทำให้ดิฉัน รู้สึกว่า ต้องพยายามตั้งใจให้สมกับที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฯ ดิฉันเดินจงกรม โดยไม่ได้นั่งพักเลย จะมีเข้าห้องน้ำบ้าง ดื่มน้ำบ้าง เล็กน้อย  ช่วงแรกที่เริ่มเดินจงกรม ดิฉัน เดินแบบช้า ๆ  แล้วจิตใจก็คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องลูก คิดแบบวางแผน เพราะปกติ ดิฉัน ก็ชอบคิดว่าวันนี้ต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง จนเคยชิน ดิฉันได้ยินพระครูบา ที่เป็นพระพี่เลี้ยง คุยกับผู้ปกครองท่านหนึ่งว่า ให้รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มีความรู้สึกกับเท้าที่ก้าวเดิน  ดิฉัน จึงเริ่มรู้ว่า ในขณะที่เดินนั้น ดิฉัน ต้องมีสติ รู้สึกตัวมากกว่าเดิม ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวจริง ๆ ว่า เมื่อยขามาก แต่ก็พยายาม ตั้งใจเดินต่อไปไม่หยุด จนได้สัญญาณเรียกรวมพล ดิฉันรู้สึกว่า ตอนนั้น รู้สึกดีใจ เพราะเมื่อยขามากเหลือเกิน คืนนี้ ดิฉันนอนหลับตั้งแต่หัวถึงหมอนเลยทีเดียว

 

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2553 : ดิฉันตื่นมาอาบน้ำตอนตี 3 พร้อมกับมีอาการปวดเมื่อยขาเล็กน้อยในระดับที่ยังทนได้ แต่เมื่อเข้าหอประชุม ตอนทำวัตรเช้า ก็ยังรู้สึกตื่นเต้น เพราะเคยสวดมนต์ไหว้พระ แต่ยังไม่เคยรู้คำแปลของบทสวดมนต์นั้น ๆ มาก่อน แต่หลังจากนั้น เริ่มมีความรู้สึกง่วงเหมือนแสบตา ในขณะที่ได้ยินเสียงหลวงตาตลอดเวลา แต่ก็พยายามฝืนกับความง่วง สักพักกลับไม่รู้สึกง่วงอีก นั่งสร้างจังหวะ พร้อมฟังหลวงตาเทศนาธรรมด้วยความเพลิดเพลิน

ช่วงบ่ายเดินจงกรม วันนี้ พระครูบา บอกว่า หากเมื่อยขา ก็อาจนั่งสร้างจังหวะบ้างก็ได้ ดิฉันรู้สึกดีใจมาก เพราะเมื่อวานเข้าใจว่าให้เดินจงกรมอย่างเดียวเท่านั้น ดิฉันจึงเดินจงกรมบ้าง นั่งสร้างจังหวะบ้าง จนถึงเวลาเรียกรวมพล วันนี้ได้เดินจงกรมรอบโรงเรียนพร้อมกัน รู้สึกดีมาก อากาศดี   ลมเย็น จนทำให้จิตใจสดชื่น แอบเห็นน้องแปมแปม และเด็ก ๆ หน้าตาสดใส ทำให้รู้สึกว่า เราต้องตั้งใจให้มากเหมือนอย่างเด็ก ๆ ตอนอยู่ในหอประชุม หลวงตา เรียกน้องแปมแปม ดิฉันก็แอบคิดว่า น้องคงมีสะอื้นแน่ เพราะมักจะกลัวเสียงดัง แต่ดิฉันกลับไม่กังวล เพราะเข้าใจว่าลูกร้อง ก็เพราะตื่นเต้น ง่วงนอน ตามนิสัย   คืนนี้ นอนหลับแบบไม่เมื่อยขาเท่าคืนก่อน  แล้วก็แอบตื่นเต้นว่าพรุ่งนี้ ก็จะได้เจอลูกแล้ว

 

วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 : ดิฉันตื่นมาอาบน้ำตอนตี 3 ไม่มีอาการปวดเมื่อยขาแล้ว รู้สึกจิตใจแจ่มใส ออกมาพบกับลูกและครอบครัว รู้สึกทุกคนสดชื่น แจ่มใส ตื่นเต้นกับการได้พบกัน

 

หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว ดิฉันรู้สึกเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น จิตใจเย็นขึ้น มีสติมากขึ้น อ่อนล้าจากภาระหน้าที่งานและบทบาทของตนเองในแต่ละวันน้อยลง มีความมั่นใจกับสิ่งที่คิดดี ๆ ว่าทำให้เรามีความสุข  มีความอดทน ต่อสู้ กับความเจ็บปวดเมื่อยล้า และที่สำคัญทำให้ได้เข้าใจว่า ให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลกับสิ่งใดจนมากเกินไป ทำทุกอย่าง อย่างมีสติเพื่อจะได้ใช้เวลาที่เรามีอยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด

 

สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณ หลวงตา พระอาจารย์สุริยา มหาปัญโญ ที่ให้ธรรมะ ให้ได้เข้าใจกับความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์สูงสุดในชีวิตแก่ดิฉัน ที่สำคัญขอขอบพระคุณ คุณครูใหญ่ ที่ให้โอกาสที่ดีในการเข้าร่วมโครงการฯ  และ ขอขอบพระคุณ คุณครู ทุกท่าน ที่คอยช่วยเหลือ ดูแล ดิฉัน และ น้องแปมแปม อย่างดีตลอดการฝึกอบรม

 

            ขอกุศล ผลบุญที่ได้รับ จงมีกับทุกท่านและครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการตลอดไป

 

 

                                                       คุณแม่น้องแปมแปม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-12-01 15:44:04


ความคิดเห็นที่ 22 (1519858)

ขออนุโมทนากับคุณแม่ และน้องแปมแปมด้วยค่ะ

น้องแปมแปม กำลังเดินจงกรมกับคุณแม่ ที่วัดป่าโสมพนัส

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-12-01 15:50:09


ความคิดเห็นที่ 23 (1519872)

น้องแปมแปมกับคุณแม่

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2010-12-01 16:03:55


ความคิดเห็นที่ 24 (1576356)

 

ฝาก คุณแม่ ของ น้องแปมแปม  บอก น้อง ให้ด้วยนะคะ

ว่า มีคนจากทางไกล  แอบรัก แอบชื่นชม น้องแปมแปม มากๆ เลยค่ะ

เวลาเข้ามาดู เวปของวัดป่าโสมพนัส และดูข่าวของ โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ ทีไร

ต้องมาเปิดหาดูรูป น้องแปมแปม ทุกที

น้องตัวเล็ก น่ารัก และ เก่งมากๆ เลยค่ะ

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนไกล วันที่ตอบ 2011-10-04 19:59:31



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658