รับสมัครผู้ดูแลเว็บไซต์
ติดต่อ: somphanasstaff@yahoo.com /085-6789-970
ยินดีต้อนรับสู่...สถานที่แห่งการฝึกฝนตน
เ พื่อการเจริญสติตาม "วิถีพุทธธรรม "
วัฏฏสังสาระ-ปฏิจจสมุปบาท # 1
การพัฒนาจิตด้วยพุทธธรรม # 1
>>ชมวิดีทัศน์ธรรม<<
เสียงธรรม งาน ๑๒ ปี : อาจาริยบูชา
>>ฟังเสียงธรรม<<
ชมภาพบรรยากาศ
งาน ๑๒ ปี : อาจาริยบูชา
ธรรมะ น่าอ่าน
( ขออภัย...งดรับคำถามทางเว็บไซต์ชั่วคราว ) ถาม ผมได้ยินจากญาติธรรมคนหนึ่งซึ่งท่านได้ปฏิบัติมา40 ปี เขาทำแบบอานาปานสติ เขาแนะนำให้กระผมระลึกรู้ในรู้ ผมไม่เข้าใจ อยากทราบว่ามันตรงกับสติปัฎฐานหมวดไหน มันถูก มันผิด เป็นสมถะหรือวิปัสนาหรือว่ารู้เฉยๆในปัจจุบันก็พอ (ส่วนตัวกระผมว่ารู้อย่างเดียวก็พอ) สมติว่านั่งยกมือสร้างจังหวะเช่นยกมือขึ้นรู้ แล้วเขาให้รู้ว่ารู้อีกทีครับ กราบเรียนถาม ตอบ เข้าใจว่าให้มีสติรู้อาการของเวทนานั้นเอง คือเมื่อรับรู้ถึงเวทนาปรากฏที่ไหนก็ให้มีสติไประลึกรู้ถึงอาการนั้นๆ ที่นั้น, คำว่า รู้ในรู้ หมายถึง ให้มีสติรู้ถึงการรู้ในผัสสะ ผัสสะรู้สึกเกิดขึ้นเมื่อใด พอใจหรือไม่อย่างไร ให้สติรู้อาการรู้อันนั้นด้วย, ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นเวทนาในเวทนา) หรือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นจิตในจิต...เห็นจิตรู้ก็เห็น จิตไม่รู้ก็เห็น)
ความจริงก็คือรู้เฉยๆในปัจจุบันอย่างเดียวที่เธอเข้าใจนั่นแหละถูกแล้ว รู้ให้ต่อเนื่อง, ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรู้ซ้อนรู้อย่างที่ยกตัวอย่างมานั้น, ถ้าสติที่รู้นั้นจิตมันไม่โปร่งไม่โล่ง ไม่อยู่ในลักษณะที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ การรู้ต้องมีผลต่อการแจ้งในจิต ทำลายความพอใจและความไม่พอใจที่ปรากฏในจิตนั้นได้เป็นวิปัสสนา, แต่ถ้ารู้เฉยๆ สลัดละอารมณ์ออกไม่ได้ เป็นการกดข่มไว้แต่ละขณะๆ นี้เป็นลักษณะของสมถะ อย่างไรก็ตาม สมถะ (ระลึกรู้ดูจิตได้เรื่อยๆแต่ยังไม่เกิดเห็นแจ้ง) ในลักษณะนี้ก็เป็นบาทฐานของวิปัสสนาได้เช่นกัน >>>
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา เวลาเกือบ 11 โมง หลวงตาท่านเดินมาสอบอารมณ์นักปฏิบัติ จนกระทั่งถึงกุฏิครูบาน้อย
หลวงตา : เป็นอย่างไรบ้าง อยู่เฉยๆเป็นหรือยัง ? ได้อารมณ์บ้างไหมครูบา ?
ครูบาน้อย : ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมดีมากครับ สามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง, ดีขึ้นตั้งแต่วันวานแล้วครับ
หลวงตา : ลองอธิบายคำว่า อยู่กับปัจจุบันธรรม ให้ฟังซิ
ครูบาน้อย : ไม่ว่ากายจะเคลื่อนไหวอย่างไร จุดไหน จิตก็อยู่ตรงนั้น รูปกับนามรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สมาธิตั้งมั่นดีมากครับ รู้แบบสบายๆเป็นธรรมชาติมากเลย รู้เท่าทันการเกิดขึ้นของความคิดทุกเรื่องจนแทบไม่มีความคิดเลยครับ ไม่ต้องตัดมันดับไปของมันเอง จิตโล่งเอามากๆ ใจมันดี, ดูเหมือนมันมีความอิ่มเต็มๆอยู่ลึกๆอย่างนั้นแหละ
หลวงตา : สิ่งที่ต้องทำให้มากๆในลำดับต่อไปนี้คือ การดูจิต ความคิด อารมณ์...ประคองสติไว้ให้ตั้งมั่นจนมีพลังต่อการรู้เห็นในระดับที่เป็น ญาณทัศนะ ได้ การรู้ไม่ต่อเนื่อง สติระลึกรู้ได้ไม่ติดต่อจะมีผลต่อ มรรค ไม่เข้มแข็งแหลมคม
ครูบาน้อย : ผมจะพยายาม, กราบขอบพระคุณในความกรุณาของหลวงตามากครับ
ดูชีวิตครูบาน้อยจะมีความสุขกับการทำความเพียรด้วยการเดินจงกรมเป็นอย่างมาก เดินอยู่ในกุฏิเล้าไก่, เดินโดยไม่ใส่รองเท้า สวมใส่เพียงสบงและอังสะ, เหงื่อชุ่มไปทั่วทั้งตัว, ทางจงกรมเป็นมันดำขลับ คงเพราะการก้าวเท้าย่ำไปมาแล้วๆเล่าๆอยู่อย่างนั้น นั้นเอง
...12 ก้าวไปข้างหน้า ...12 ก้าวกลับมาข้างหลัง จากตีสามถึงสามทุ่มทุกวัน สลับกับการนั่งสร้างจังหวะบ้างแต่ก็ไม่มาก เพราะคงเป็นรูปแบบที่ต่อสู้กับความง่วงยังไม่ได้นั้นเอง วันหนึ่งๆหากเอาทางจงกรมมาต่อเข้าด้วยกันคงได้หลายแสนก้าว อาจถึงอุดรโน่นเลยก็เป็นได้ ยิ่งช่วงเก็บอารมณ์ความเพียรยิ่งเป็นเลิศ เจ็ดวันหรือสิบห้าวันคงเดินได้หลายร้อยพันลี้
การเดินจงกรม คือการเอาสติไปจับที่เท้ากระทบพื้น เป็นการเจริญสติตามหลักของสติปัฏฐาน 4 หมวด กายานุปัสสนา ระลึกรู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จะเริ่มตรงส่วนไหนก็ได้ บางแห่งเรียก กายคตาสติ ระลึกรู้ตามอาการกายที่ปรากฏ...เฝ้ารู้กาย...หรือพัฒนาสติธรรมดา (รู้ธรรมดา) สู่ความเป็น ฌาน (รู้แบบแผดเผา) พัฒนาการระลึกรู้เพื่อเอา ความร้อน นั้นมา อบรมหรือเผาไหม้กิเลส อบรมจิตให้แห้งจากกิเลสอาสวะ ฌาน แปลว่า เพ่ง เผา หากเพ่งดูกายดูจิตได้ก็เพ่ง หากสติที่ผ่านการพัฒนา เป็นมหาสติแล้ว การเพ่งดูจิตดูอารมณ์ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น เช่น การแน่นหน้าอกหรือปวดหัว อาการเบลอ ครุ่นคิดติดอารมณ์ เพราะเป็นฌานจิตที่บริสุทธิ์
แต่หากการเพ่งที่เจือด้วยโลภะคือความอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากมี บ้าง ก็ให้ลดการเพ่งลงให้เหลืออยู่ในระดับการเฝ้ามองเฉยๆ จะมองห่างๆ หรือมองใกล้ๆ แล้วแต่กรณี แล้วแต่จังหวะ จะเดินจงกรมดูหรือนั่งสร้างจังหวะดู, ดูการหรือดูจิตในภารกิจประจำวันอื่นๆ ก็ได้ ปรับความสมดุลของการดูให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรมชาติที่สุด ปรับไปปรับมา ผิดบ้างถูกบ้าง เดี๋ยวมันก็ลงล็อคของมันเอง
(ในขณะที่ครูบาน้อยกำลังนั่งสร้างจังหวะอยู่กับพื้นทางจงกรมอยู่นั้น พลันก็ได้ยินเสียงสอบกรรมฐานดังมาจากด้านหลัง ) >>>
หนังสือธรรมะ
การทำวัตรสวดมนต์ที่ไม่ได้มีการแปลส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้ความหมาย ไม่อาจเข้าถึงเนื้อในใจความ และโดยทั่วไปก็จะมีลักษณะโน้มเอียงไปทางที่จะเน้นศรัทธาและสมาธิแบบเคลิบเคลิ้ม เป็นศรัทธาและสมาธิที่ไม่มีสติเป็นฐาน เน้นความสบายใจ รวมถึงความขลังอำนาจศักดิ์สิทธ์อิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ยึดติดกันมานาน จวบจนสมัยของหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพุทธทาสที่ได้มีการแปลบททำวัตรเช้า-เย็นและบทสวดมนต์พิเศษบางบทจากบาลีเป็นไทยเผยแพร่ออกมาให้อนุชนได้รับรู้และเข้าใจสืบมา และนี่ก็ถือเป็นสำนวนที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน สำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายต่างก็นำมาใช้เป็นแม่แบบในการจัดทำหนังสือคู่มือทำวัตรสวดมนต์ (คำนำ) >>>
วันไหนๆ เราก็มาทำซ้ำเหมือนเดิม เฝ้าดูเหมือนเดิม ดูจนกระทั่งว่ามันเกิดปัญญา เกิดความเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญา ว่าสังขารนี้เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน ถามว่าเบื่อบ้างไหม ทำไมมันถึงไม่เบื่อ สังขารคือความคิดปรุงแต่ง ถามว่าเราเบื่อกับความคิดปรุงแต่งเราไหม เบื่อความอยากเราบ้างไหม ที่ผ่านมาในชีวิตนี้ เบื่อในมายาทั้งหลายไหม นี่คือปัญหาที่คนไม่มีปัญญาไม่มีโอกาสที่จะเห็น (เกิดที่เดิม ดูที่เดิม ดับที่เดิม) >>> การค้นหาพุทธะ ท่านต้องค้นหาตนเองให้พบก่อน ใครก็ตามที่เห็นตนเองชื่อว่าเห็นพุทธะ ถ้ายังไม่เห็นตนเอง การทำพุทธาภิเษก การท่องบ่นพระสูตร การบำเพ็ญทาน และการรักษาศีลทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ การปลุกเสกการสวดมนต์อ้อนวอนพระพุทธเจ้า อาจส่งเสริมให้สร้างกุศลกรรม การท่องจำพระสูตรอาจเป็นผลให้มีความทรงจำดี การสมาทานศีลอาจเป็นผลให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีและการบำเพ็ญทานเป็นผลให้ได้รับความสุขแต่ไม่ส่งผลให้เป็นพุทธะได้ >>> หากเห็นมันเกิด ให้ดูตรงจุดที่มันเริ่มเกิด อย่าดูทวนกระแสหรือตามกระแส ดูกิเลสเขาอย่างคนเข้าใจ เหมือนใจเดินเคียงข้างไปกับกิเลสโดยไม่ได้คิดด้วยซ้ำไปว่าเขาคือตัวทุกข์ สิ่งที่เคลื่อนไหวในจิตคือมิตรผู้สร้างสรรค์ปัญญา ทำอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ทำจนเป็นนิสัย ทำจนเป็นธรรมชาติ แล้ววันหนึ่ง ความรู้อันสมบูรณ์ของมนุษย์ ความรู้ที่ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นได้ตรัสไว้ดีแล้วนั้น จะมาอุบัติขึ้นในจิตคุณ ดอกไม้แห่งคุณธรรมจะบานสะพรั่งเมื่อฤดูกาลนั้นมาถึง (พิมพ์ครั้งที่ 6) >>> When we first begin our practice, we tend to concentrate. We want to know, see, be and have. This is not the right understanding. If you know, see, be and have, your might get strain, dizziness, giddiness or suffocation. This is not the correct practice.When thoughts arise so much, we do not like it and try to suppress them. >>> ช่วงใดเวลาใด จิตของเราประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะขณะเวลานั้น จิตของเราไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป จิตอยู่อย่างอิสระ เป็นจิตที่ซื่อๆ เฉยๆ เมื่อใดถูกกระทบอารมณ์ สติมาไม่ทัน ปรุงแต่งไปทางดีก็เป็นบุญ ปรุงแต่งไปทางไม่ดีก็เป็นบาป นี่คือลักษณะของคำสอนที่เป็น ขณิกวาทะ คือกำหนดเป็นเรื่องๆ ไป ไม่นำมาคละเคล้าปนเปกัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหลักอันนี้ มักจะพูดด้วยความท้อใจว่า เราทำบาปทำกรรมมามาก กิเลสหนา ตัณหาหยาบ เรายังเข้าวัดไม่ได้เป็นต้น นี่ถือว่าเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาถือว่าสิ่งหลากหลายเกิดแต่เหตุ ถ้าสร้างเหตุถูก ทุกอย่างก็ถูก ถ้าสร้างเหตุผิด ทุกอย่างก็ผิด ความชั่วผิดทั้งหลายจะสิ้นสุดลงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้ถูกต้อง ปรับความเห็นให้ถูกต้อง >>>