Set Default Page Send This Page to FriendReadyPlanet.com  ReadyPlanet Web Engine
รายการหลัก
การเจริญสติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
วิธีการเจริญสติ
สายตรง หลวงตา
แนะเส้นทางธรรม ประจำวันอาทิตย์
หนังสือธรรมะ
บรรยายธรรม
วิดีทัศน์ธรรม
เสียงธรรม
ค่ายธุดงควัตร
สังเวียนนักท่องกรรมฐาน
การเข้าปฏิบัติ
รายละเอียด/กิจวัตร
หลักสูตรการอบรม
ระเบียบ/ข้อควรทราบ
การเดินทาง
เรื่องเล่า จากชาววัด
หลวงตา นานาจิตตัง
อุบายสอนศิษย์
๗ วัน กับวัดโสมพนัส
บันทึก เมื่อครั้งหลวงตาอาพาธ
คุณหมอพาเที่ยววัด ท่องธรรม
แง่คิดที่ได้ เมื่อไปปฏิบัติธรรม
ของที่ระลึก
ปกิณกะ
รวมภาพ
กระดานสนทนา
สมุดเยี่ยม
ญาติธรรม
ติดต่อวัด
รับข่าวสาร



***งดแจกชั่วคราว***
เว็บไซต์หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท
ชมวิดีโอธรรมะออนไลน์
Click for Sakon Nakhon, Thailand Forecast
Google


รับสมัครผู้ดูแลเว็บไซต์

ติดต่อ: somphanasstaff@yahoo.com/085-6789-970

72.gif  ยินดีต้อนรับสู่...สถานที่แห่งการฝึกฝนตน

พื่อการเจริญสติตาม "วิถีพุทธธรรม" 72.gif

35.gif ตารางการอบรมเจริญสติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

 
1-9 กรกฏาคม  สวนธรรมบ้านป้าตุ๊ อ.เมือง จ.เชียงราย สอบถามโทร.089-9507990

 13-20 กรกฎาคม นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ จ.สกลนคร

 ผู้สนใจทั่วไป สามารถเข้าร่วมการอบรมได้ ณ วัดป่าโสมพนัส 
  (ตารางการอบรมอาจมีการเพิ่มเติม/เปลี่ยนแปลงได้ กรุณาโทรสอบถามทางวัด)


วิดีทัศน์  "สาธิตการเจริญสติในอิริยาบถนั่ง" 
          (การสร้างจังหวะ 14 จังหวะ)

94.gif
 (ผู้ใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าปฏิบัติ ควรรับชม)

 


วิดีทัศน์
"๗ วันกับวัดโสมพนัส"

94.gif (ผู้ใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าปฏิบัติ ควรรับชม)

  


112.gif วิดีทัศน์ธรรม

57.gif การแสดงธรรม # 1

        

 

57.gif วัฏฏสังสาระ-ปฏิจจสมุปบาท # 1

 
 


57.gif
 การพัฒนาจิตด้วยพุทธธรรม # 1

>>ชมวิดีทัศน์ธรรม<<


   เสียงธรรม

งาน ๑๒ ปี : อาจาริยบูชา


 >>ฟังเสียงธรรม<<



34.gifชมภาพบรรยากาศ

งาน ๑๒ ปี : อาจาริยบูชา

 

 

ธรรมะ น่าอ่าน

(ขออภัย...งดรับคำถามทางเว็บไซต์ชั่วคราว )

ถาม
 
ผมได้ยินจากญาติธรรมคนหนึ่งซึ่งท่านได้ปฏิบัติมา40 ปี เขาทำแบบอานาปานสติ เขาแนะนำให้กระผมระลึกรู้ในรู้ ผมไม่เข้าใจ อยากทราบว่ามันตรงกับสติปัฎฐานหมวดไหน มันถูก มันผิด เป็นสมถะหรือวิปัสนาหรือว่ารู้เฉยๆในปัจจุบันก็พอ (ส่วนตัวกระผมว่ารู้อย่างเดียวก็พอ) สมติว่านั่งยกมือสร้างจังหวะเช่นยกมือขึ้นรู้ แล้วเขาให้รู้ว่ารู้อีกทีครับ กราบเรียนถาม 

ตอบ  
เข้าใจว่าให้มีสติรู้อาการของเวทนานั้นเอง คือเมื่อรับรู้ถึงเวทนาปรากฏที่ไหนก็ให้มีสติไประลึกรู้ถึงอาการนั้นๆ ที่นั้น, คำว่า “รู้ในรู้” หมายถึง ให้มีสติรู้ถึงการรู้ในผัสสะ ผัสสะรู้สึกเกิดขึ้นเมื่อใด พอใจหรือไม่อย่างไร ให้สติรู้อาการรู้อันนั้นด้วย, ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นเวทนาในเวทนา) หรือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นจิตในจิต...เห็นจิตรู้ก็เห็น จิตไม่รู้ก็เห็น)

ความจริงก็คือรู้เฉยๆในปัจจุบันอย่างเดียวที่เธอเข้าใจนั่นแหละถูกแล้ว รู้ให้ต่อเนื่อง, ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรู้ซ้อนรู้อย่างที่ยกตัวอย่างมานั้น, ถ้าสติที่รู้นั้นจิตมันไม่โปร่งไม่โล่ง ไม่อยู่ในลักษณะที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ การรู้ต้องมีผลต่อการแจ้งในจิต ทำลายความพอใจและความไม่พอใจที่ปรากฏในจิตนั้นได้เป็นวิปัสสนา, แต่ถ้ารู้เฉยๆ สลัดละอารมณ์ออกไม่ได้ เป็นการกดข่มไว้แต่ละขณะๆ นี้เป็นลักษณะของสมถะ อย่างไรก็ตาม สมถะ (ระลึกรู้ดูจิตได้เรื่อยๆแต่ยังไม่เกิดเห็นแจ้ง) ในลักษณะนี้ก็เป็นบาทฐานของวิปัสสนาได้เช่นกัน >>>  
 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา   เวลาเกือบ 11 โมง หลวงตาท่านเดินมาสอบอารมณ์นักปฏิบัติ จนกระทั่งถึงกุฏิครูบาน้อย 

หลวงตา : เป็นอย่างไรบ้าง อยู่เฉยๆเป็นหรือยัง ? ได้อารมณ์บ้างไหมครูบา ?

ครูบาน้อย : ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมดีมากครับ สามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง, ดีขึ้นตั้งแต่วันวานแล้วครับ 
         
หลวงตา : ลองอธิบายคำว่า “ อยู่กับปัจจุบันธรรม” ให้ฟังซิ
         
ครูบาน้อย : ไม่ว่ากายจะเคลื่อนไหวอย่างไร จุดไหน จิตก็อยู่ตรงนั้น รูปกับนามรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สมาธิตั้งมั่นดีมากครับ รู้แบบสบายๆเป็นธรรมชาติมากเลย รู้เท่าทันการเกิดขึ้นของความคิดทุกเรื่องจนแทบไม่มีความคิดเลยครับ ไม่ต้องตัดมันดับไปของมันเอง   จิตโล่งเอามากๆ ใจมันดี, ดูเหมือนมันมีความอิ่มเต็มๆอยู่ลึกๆอย่างนั้นแหละ
         
หลวงตา : สิ่งที่ต้องทำให้มากๆในลำดับต่อไปนี้คือ การดูจิต ความคิด อารมณ์...ประคองสติไว้ให้ตั้งมั่นจนมีพลังต่อการรู้เห็นในระดับที่เป็น “ญาณทัศนะ” ได้ การรู้ไม่ต่อเนื่อง สติระลึกรู้ได้ไม่ติดต่อจะมีผลต่อ “มรรค” ไม่เข้มแข็งแหลมคม
         
ครูบาน้อย : ผมจะพยายาม, กราบขอบพระคุณในความกรุณาของหลวงตามากครับ
         
           ดูชีวิตครูบาน้อยจะมีความสุขกับการทำความเพียรด้วยการเดินจงกรมเป็นอย่างมาก เดินอยู่ในกุฏิเล้าไก่, เดินโดยไม่ใส่รองเท้า สวมใส่เพียงสบงและอังสะ, เหงื่อชุ่มไปทั่วทั้งตัว, ทางจงกรมเป็นมันดำขลับ คงเพราะการก้าวเท้าย่ำไปมาแล้วๆเล่าๆอยู่อย่างนั้น นั้นเอง

           ...12 ก้าวไปข้างหน้า ...12 ก้าวกลับมาข้างหลัง จากตีสามถึงสามทุ่มทุกวัน สลับกับการนั่งสร้างจังหวะบ้างแต่ก็ไม่มาก เพราะคงเป็นรูปแบบที่ต่อสู้กับความง่วงยังไม่ได้นั้นเอง วันหนึ่งๆหากเอาทางจงกรมมาต่อเข้าด้วยกันคงได้หลายแสนก้าว อาจถึงอุดรโน่นเลยก็เป็นได้ ยิ่งช่วงเก็บอารมณ์ความเพียรยิ่งเป็นเลิศ เจ็ดวันหรือสิบห้าวันคงเดินได้หลายร้อยพันลี้

การเดินจงกรม คือการเอาสติไปจับที่เท้ากระทบพื้น เป็นการเจริญสติตามหลักของสติปัฏฐาน 4 หมวด กายานุปัสสนา ระลึกรู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จะเริ่มตรงส่วนไหนก็ได้ บางแห่งเรียก “กายคตาสติ” ระลึกรู้ตามอาการกายที่ปรากฏ...เฝ้ารู้กาย...หรือพัฒนาสติธรรมดา (รู้ธรรมดา) สู่ความเป็น “ฌาน” (รู้แบบแผดเผา) พัฒนาการระลึกรู้เพื่อเอา “ความร้อน” นั้นมา “อบรมหรือเผาไหม้กิเลส” อบรมจิตให้แห้งจากกิเลสอาสวะ “ฌาน แปลว่า เพ่ง เผา” หากเพ่งดูกายดูจิตได้ก็เพ่ง หากสติที่ผ่านการพัฒนา เป็นมหาสติแล้ว การเพ่งดูจิตดูอารมณ์ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น เช่น การแน่นหน้าอกหรือปวดหัว อาการเบลอ  ครุ่นคิดติดอารมณ์ เพราะเป็นฌานจิตที่บริสุทธิ์
 
แต่หากการเพ่งที่เจือด้วยโลภะคือความอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากมีบ้าง ก็ให้ลดการเพ่งลงให้เหลืออยู่ในระดับการเฝ้ามองเฉยๆ  จะมองห่างๆ หรือมองใกล้ๆ แล้วแต่กรณี แล้วแต่จังหวะ จะเดินจงกรมดูหรือนั่งสร้างจังหวะดู, ดูการหรือดูจิตในภารกิจประจำวันอื่นๆ ก็ได้  ปรับความสมดุลของการดูให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรมชาติที่สุด ปรับไปปรับมา  ผิดบ้างถูกบ้าง เดี๋ยวมันก็ลงล็อคของมันเอง
          
(ในขณะที่ครูบาน้อยกำลังนั่งสร้างจังหวะอยู่กับพื้นทางจงกรมอยู่นั้นพลันก็ได้ยินเสียงสอบกรรมฐานดังมาจากด้านหลัง ) 
>>>

 หนังสือธรรมะ

 การทำวัตรสวดมนต์ที่ไม่ได้มีการแปลส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้ความหมาย ไม่อาจเข้าถึงเนื้อในใจความ และโดยทั่วไปก็จะมีลักษณะโน้มเอียงไปทางที่จะเน้นศรัทธาและสมาธิแบบเคลิบเคลิ้ม  เป็นศรัทธาและสมาธิที่ไม่มีสติเป็นฐาน  เน้นความสบายใจ  รวมถึงความขลังอำนาจศักดิ์สิทธ์อิทธิปาฏิหาริย์  ซึ่งเป็นประเพณีที่ยึดติดกันมานาน  จวบจนสมัยของหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพุทธทาสที่ได้มีการแปลบททำวัตรเช้า-เย็นและบทสวดมนต์พิเศษบางบทจากบาลีเป็นไทยเผยแพร่ออกมาให้อนุชนได้รับรู้และเข้าใจสืบมา และนี่ก็ถือเป็นสำนวนที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน สำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายต่างก็นำมาใช้เป็นแม่แบบในการจัดทำหนังสือคู่มือทำวัตรสวดมนต์ (คำนำ) >>>

  วันไหนๆ เราก็มาทำซ้ำเหมือนเดิม  เฝ้าดูเหมือนเดิม ดูจนกระทั่งว่ามันเกิดปัญญา เกิดความเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง  “สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ   ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ”  เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญา ว่าสังขารนี้เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน ถามว่าเบื่อบ้างไหม ทำไมมันถึงไม่เบื่อ สังขารคือความคิดปรุงแต่ง ถามว่าเราเบื่อกับความคิดปรุงแต่งเราไหม เบื่อความอยากเราบ้างไหม ที่ผ่านมาในชีวิตนี้ เบื่อในมายาทั้งหลายไหม นี่คือปัญหาที่คนไม่มีปัญญาไม่มีโอกาสที่จะเห็น (เกิดที่เดิม ดูที่เดิม ดับที่เดิม)  >>>
 
 
การค้นหาพุทธะ ท่านต้องค้นหาตนเองให้พบก่อน ใครก็ตามที่เห็นตนเองชื่อว่าเห็นพุทธะ ถ้ายังไม่เห็นตนเอง การทำพุทธาภิเษก การท่องบ่นพระสูตร การบำเพ็ญทาน และการรักษาศีลทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ การปลุกเสกการสวดมนต์อ้อนวอนพระพุทธเจ้า อาจส่งเสริมให้สร้างกุศลกรรม การท่องจำพระสูตรอาจเป็นผลให้มีความทรงจำดี การสมาทานศีลอาจเป็นผลให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีและการบำเพ็ญทานเป็นผลให้ได้รับความสุขแต่ไม่ส่งผลให้เป็นพุทธะได้ >>>

 หากเห็นมันเกิด  ให้ดูตรงจุดที่มันเริ่มเกิด  อย่าดูทวนกระแสหรือตามกระแส  ดูกิเลสเขาอย่างคนเข้าใจ เหมือนใจเดินเคียงข้างไปกับกิเลสโดยไม่ได้คิดด้วยซ้ำไปว่าเขาคือตัวทุกข์  สิ่งที่เคลื่อนไหวในจิตคือมิตรผู้สร้างสรรค์ปัญญา  ทำอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ทำจนเป็นนิสัย ทำจนเป็นธรรมชาติ  แล้ววันหนึ่ง  ความรู้อันสมบูรณ์ของมนุษย์  ความรู้ที่ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นได้ตรัสไว้ดีแล้วนั้น  จะมาอุบัติขึ้นในจิตคุณ  ดอกไม้แห่งคุณธรรมจะบานสะพรั่งเมื่อฤดูกาลนั้นมาถึง(พิมพ์ครั้งที่ 6) >>>

 When we first begin our practice, we tend to concentrate.  We want to know, see, be and have.  This is not the right understanding.  If you know, see, be and have, your might get strain, dizziness, giddiness or suffocation.  This is not the correct practice.When thoughts arise so much, we do not like it and try to suppress them. >>>

 ช่วงใดเวลาใด  จิตของเราประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะขณะเวลานั้น จิตของเราไม่เป็นบุญ  ไม่เป็นบาป  จิตอยู่อย่างอิสระ  เป็นจิตที่ซื่อๆ เฉยๆ  เมื่อใดถูกกระทบอารมณ์  สติมาไม่ทัน  ปรุงแต่งไปทางดีก็เป็นบุญ  ปรุงแต่งไปทางไม่ดีก็เป็นบาป  นี่คือลักษณะของคำสอนที่เป็น  “ขณิกวาทะ”  คือกำหนดเป็นเรื่องๆ  ไป  ไม่นำมาคละเคล้าปนเปกัน  แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหลักอันนี้  มักจะพูดด้วยความท้อใจว่า  เราทำบาปทำกรรมมามาก  กิเลสหนา  ตัณหาหยาบ เรายังเข้าวัดไม่ได้เป็นต้น นี่ถือว่าเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาถือว่าสิ่งหลากหลายเกิดแต่เหตุ  ถ้าสร้างเหตุถูก  ทุกอย่างก็ถูก  ถ้าสร้างเหตุผิด ทุกอย่างก็ผิด ความชั่วผิดทั้งหลายจะสิ้นสุดลงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้ถูกต้อง ปรับความเห็นให้ถูกต้อง >>> 

แง่คิดที่ได้ เมื่อไปปฏิบัติธรรม

62.gif ใช้ในชีวิตประจำวัน : รู้จักระงับความฟุ้งซ่านทางความคิดมากขึ้นเพราะโดยปกติค่อนข้างเป็นคนคิดเยอะ หาเรื่องวุ่นวายใส่สมองอยู่เสมอ และพักหลัง ๆ มักจะโกรธและหงุดหงิดง่าย เวลาที่ไม่พอใจอะไร หรือไม่พอใจใคร แต่พอได้ปฏิบัติธรรมได้เรียนรู้กับการอยู่กับ “ปัจจุบัน” มากขึ้น ทำให้รู้จักละสิ่งในอดีตที่เกิดขึ้น หรืออนาคตที่ยังไม่มาถึง ความฟุ้งซ่านลดน้อยลง
ในด้านการทำงาน : ในแง่การทำงานก็ได้นำ “การกำหนดรู้” มาใช้ในเวลาที่ต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก เช่น การอ่านต้นฉบับ การพิสูจน์อักษร ก็ช่วยให้จิตใจไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่น หรือเวลาคิดอะไรฟุ้งซ่าน ก็จะรู้จักดึงจิตกลับมาอยู่กับงานที่ทำ
ทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไม่มีอะไรหรอกที่ “สุข” หรือ “ทุกข์” ตัวเราเองต่างหากที่ไปกำหนด ตั้งกฏเกณฑ์กับมัน ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นที่ใจ ถ้าเรานิ่งและสงบมากพอ เราจะรู้จักแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนที่เราควรให้ความสำคัญ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ซึ่งคำตอบจริงๆก็คือ“ปัจจุบัน”นั่นเอง
(บันทึกโดย หนิง / กองบรรณาธิการ สำนักพิมพ์ใยไหม) >>>


สังเวียนนักท่องกรรมฐาน

57.gif มาปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ก็ได้รู้จักกับหลวงตา  วันแรกที่มาก็ท้อแท้ครับ  ง่วง  เหนื่อย  ไม่อยากทำ  แต่ก็ฝืนทำไปเรื่อยๆเพราะกลัวหลวงตาดุ  พอถึงวันที่สอง  ปวดขามากแต่ก็เดินครับ  หลวงพี่ก็ให้ไปเดินข้างล่างหลังวัด  ปวดขามาก........ เลยนึกถึงคำสวดมนต์บทที่บอกว่า  “สังขารนี้เป็นของไม่เที่ยง” ขึ้นมาทันที  หลวงตาเองก็มักจะเทศน์ว่า  “ในตัวเราไม่ใช่ของเรา  ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน”  ก็เลยกำหนดจิตไปที่ความปวดเมื่อยว่า  เออ...ถ้าขาเรามันไม่เที่ยง  แล้วไอ้ที่มันปวด  มันปวดตรงไหน?  ก็พิจารณาไปว่า  อ๋อ...มันปวดตรงข้อเท้า  แล้วไอ้ตรงข้อเท้าเราน่ะตรงที่มันปวด  มันปวดตรงไหน?  หนังรึเปล่า?  หรือเป็นเอ็น?  หรือเป็นกระดูก?  เลยนึกว่า  ถ้าเราดึงหนังออกหนังมันก็ไม่ปวด  ดึงเส้นเอ็นออกเส้นเอ็นก็ไม่ปวด  ดึงกระดูกกระดูกก็ไม่ปวด  อ้อ!  ที่มันปวดมันปวดที่ใจนี่เอง  ก็ยังไม่เข้าใจอะไรมาก  แต่มันก็หายปวดไปสักระยะหนึ่ง  (ขอฝากใจไปโดยสารด้วยคน : วัลลภ ภัทรธรรมวงศ์) >>>


More Details...
ค่ายธุดงควัตร

59.gif จิตนี้ถูกหลอกเข้าสู่กรงขังแห่งความมืดบอดทีละน้อยๆใช้เหยื่อล่อคือ กิน  กาม  เกียรติ  โดยเฉพาะในเรื่องของจิตนั้น  มันไปไหนบ้างถ้าไม่แว๊บไปเรื่องที่มันชอบและไม่ชอบ  ความเฉย ๆ มันแทบไม่รู้จัก  และเป็นภาวะที่มันถึงกับรับไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  จิตมันเบื่อที่จะต้องอยู่เฉย ๆ  หลงในความเป็นตัวตนจนไม่รู้สึกว่าต้องฝืน  และก็ไม่รู้ฝืนไปเพื่ออะไร  ทำไมต้องฝืน  การฝืนเสียอีกที่จิตกับคิดว่าเป็นทุกข์ (บันทึกธรรม จาก ภูลังกา)   >>> 

 59.gif พอผมเดินไปเดินมาผมเห็นความคิดของผมด้วยสติ ผมเห็นความคิดที่เป็นความคิดที่ผมติดอยู่นั้น และผมก็เห็นความคิดตัวนั้นมันหดตัว เอ้ามันหดได้อย่างไร ผมเลยดูใหม่ผมก็เห็นคิดอีกทีนี้มันเห็นด้วยสติด้วยความรู้สึก เราไม่ได้คิดเห็นแต่มันเห็นคิด มันเลยมีคำที่หลวงพ่อเทียนท่านเคยพูดไว้ว่า มันจะเหมือนปลิงที่เกาะอยู่เมื่อเราเอาน้ำปูนมาหยดใส่มันจะหดตัว คือแต่ก่อนความคิดเกิดขึ้นความเป็นสังขารจะมารับเอาไปโดยเราไม่ทัน แต่ทีนี้เราเห็นมันด้วยสติ มันเลยหดตัว แล้วความเป็นสังขารต่อไม่ถึง ผมเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่าเชือกที่เราดึงตึงๆ แล้วตัดตรงกลางมันจะต่อกันไม่ถึง ผมเลยเข้าใจว่านี่ละมั้งที่หลวงตาท่านว่า เกิดดับแบบอนัตตา เพราะมันดับแล้วมันไม่เกิดขึ้นมาอีก(รายงานอารมณ์ จาก ภูผาแด่น โดย พระประทิน อตุโล) >>>

 


Copyright © 2008 All Rights Reserved.
วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ (042) 981000

Visitors : 33030
Ready Website Service