ReadyPlanet.com


" 7 วัน ในวัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร" โดย หมอป้อม


 “ 7 วันในวัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร ”
             

              เรื่องที่อยากเล่าเพื่อว่าอาจจะเกิดประโยชน์กับผู้ที่ได้อ่านบ้าง
           
              เริ่มจากการต้องงดแผนการไปญี่ปุ่น 28 มี.ค. –7 เม.ย. ด้วยเหตุแผ่นดินไหวทั้งที่ตั้งใจหาข้อมูล จองโรงแรม จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน เตรียมแผนการณ์อย่างดีเพราะไปกันเอง 3 คนพ่อแม่ลูก และลางานแล้ว 10 วัน ก็เสียดายมากคิดว่าต้องหาที่เที่ยวสักแห่ง เนื่องจากกระทันหันไปยุโรปก็ทำ VISA ไม่ทัน เกาหลีก็หนาว สรุปไป Singapore 5 วัน ยังเหลือเวลา ก็คิดว่าต้องหาอะไรที่ดีเท่าหรือดียิ่งกว่าการไปญี่ปุ่นจึงจะทดแทนกันได้ จึงคิดอยากไปที่วัดนี้ “ทำไมการปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ จึงไม่ต้องจอง ไม่ต้องจ่าย คนไม่จริง จะถูกคัดออก 1-3 คนทุกครั้งที่มีการอบรม (ตามที่หลวงตาเล่า) และจำเป็นที่ต้องมาก่อนแก่ (ถ้าคิดจะมาวัดแห่งนี้) ” อ่านจบแล้วก็คงจะมีคำตอบในใจได้

              เราก็เป็นคนฝึกใหม่ เคยไปแค่ครั้งเดียว 3ปีก่อนแค่ 2 คืนที่วัดในกรุงเทพและไม่ยึดติดว่าจะทำวิธีใด มาสนใจวิธีเจริญสติ ชอบที่ไม่ต้องหลับตา ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และอิริยาบถ เพราะทำให้ง่วงยากขึ้นและอยากฝึกให้ลูกซึ่งพึ่ง 7 ขวบทำได้ด้วย ซึ่งเค้าจะสนุกถ้าให้มีการขยับเขยื้อนได้ รู้จักวิธีนี้ วัดนี้เมื่อ 3 ปีก่อนจากการที่ชอบอ่านหนังสือธรรมะของท่านชุติปัญโญของสำนักพิมพ์ใยไหม อ่านสนุกเข้าใจง่ายดี และตามไปจนพบท่านที่วัดที่นนทบุรี จากที่อยู่ด้านหลังหนังสือ และท่านก็แนะนำว่าควรจะหาโอกาสมาที่นี่

              การไปที่นี่ยากเพราะอยู่ถึงสกลนคร เป็นวัดป่าเข้าไปลึก ก็ติดต่อพี่หมอที่สนิทกัน และเคยมาวัดนี้บ่อยๆ ตอนแรกพี่เขาไม่อยากมาแต่ใจเราอยากไปปฏิบัติธรรมให้ได้สักแห่ง ก็ดู website หมู่บ้านพลัมและวัดปัญญานันทาราม สุดท้ายได้สมัครที่วัดปัญญานันทารามช่วง 8-10 เมษายน เพราะสามารถไปได้ทั้งพ่อแม่ลูก อยากให้ลูกได้มีโอกาสฝึกด้วย แต่อยู่ๆ พี่ก็โทรมาว่าพี่จะไป เราก็รู้สึกสับสน เพราะถ้าไปที่วัดโสมพนัส ก็ต้องไปโดยพ่อกับลูกต้องอยู่บ้าน เพราะลูกยังเล็กเกินกว่าที่จะไปวัดป่า ที่ได้ยินกิตติศัพท์ถึงความเคร่งครัด หนัก และต้องนานถึง 7 วัน และกลายเป็นลูกไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่คำของท่านชุติปัญโญที่ทำให้เปลี่ยนใจคือ “คุณหมอไปเถอะแล้วคุณหมอจะเป็นที่พึ่งของลูกได้อีกเยอะ” ก็คิดว่าโอกาสแบบนี้ยากมากเพราะการปฏิบัติธรรมคราวนี้จัด 4-11 เมษายน เป็นช่วงงานประจำปีตรงกับที่ลางานเอาไว้พอดี แถมมีพี่ไปเป็นเพื่อนและท่านชุติปัญโญก็พึ่งย้ายไปจำพรรษาที่วัดที่ท่านสร้างใหม่ที่กาฬสินธุ์ ซึ่งท่านจะช่วยมารับในวันเลิก พาไปส่งสนามบินที่อุดรธานีเพราะขากลับต้องกลับกรุงเทพคนเดียว พี่หมอบอกจะอยู่อีก 10 วัน ลูกก็ปิดเทอมอยู่  คุณพ่อก็จะผ่าตัดใหญ่ 26 เมษายน ก็คิดว่าโอกาสที่ทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัวเช่นนี้คงหาไม่ได้ง่ายก็ตัดสินใจไป มาทำใจยากสุดท้ายอีกที ตอนหนึ่งวันก่อนไปลูกไม่สบายและพี่เปลี่ยนใจไม่อยู่ด้วยเพราะญาติเสีย แต่จะไปส่งให้ถึงวัด ตอนนั้นใจฝ่อไปเลย ตอนไปรถทัวร์กลางคืนเพราะพี่เขาสะดวกแบบนี้ เราก็นอนได้แค่ 3 ช.ม.เพราะปวดหลัง คิดถึงลูก เป็นห่วงมาก กลัว ไม่มั่นใจตัวเองว่าจะทรมานมากเกินไปไหม เพราะเหนื่อยมากพึ่งกลับจาก Singaporeมาถึงคืน 1เมษา ซึ่งเที่ยวเช้าจนดึกเดินมากทุกวัน วันที่ 2ไปงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนสมัยประถม คืนวันที่ 3เมษาก็ต้องเดินทาง ปรับอารมณ์ก็ไม่ทันจริงๆ รู้สึกว่าศรัทธาอยากมามากแต่ก็ทุกข์ใจมากตลอดทาง ค่ารถทัวร์ 770 บาทลงปลายทาง ว่าจ้างรถเก๋งไปส่งถึงวัดกิโลละ 20 บาท สรุปจ่ายอีก 600 บาท เกือบเท่าที่มาจากกรุงเทพฯ เลย รู้สึกคิดผิดจริงๆ แต่จะรอรถประจำทางก็กลัวไปสาย และต้องต่อรถอีกทอดหนึ่ง

              ไปถึงแม่ชีพาไปนอนห้องรวม ห้องน้ำ อาบน้ำที่แปรงฟันรวม (ดังรูป) และมีลานให้ซักผ้าตากผ้าด้วย มีคนมาประมาณ 150 คน ชาย 40 แปลกใจที่วัดนี้ไม่ค่อยมีคนสูงอายุกลับเป็นวัยทำงาน มากกว่านั้นก็คือเป็นวัยรุ่นมากพอควรและมีเด็ก 8-12 ขวบมาประมาณ 6-7 คน ส่วนมากเป็นคนจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน กรุงเทพมีไม่มาก มีงานอาชีพหลากหลาย เช่น นักเรียน ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล ราชการ ค้าขาย มีเด็กวัยรุ่นอยู่ 7 คนบอกพระว่าพ่อแม่จ้างให้มาคนละ 500 บาท ชาวบ้านจริงๆ เลยไม่ค่อยมี และแปลกที่มีพระประจำวัดเพียง 8-9 รูป ไม่มีโบสถ์ ซึ่งเป็นธรรมดาของวัดป่า แต่ในศาลาก็มีพระพุทธรูปองค์ไม่ใหญ่เพียง 2 องค์

                แต่ละวันตื่น 3.30 รีบแปรงฟันไปทำวัตรเช้า ต่อด้วยเจริญสติพร้อมการฟังเทศน์ กินข้าว ไปเจริญสติต่อโดยการเดินจงกรม 8.30-11.00 น. หยุดเมื่อระฆังดัง มากินข้าวพร้อมฟังหลวงตาเทศน์หรือเปิด CD ให้ดูให้ฟัง ความรู้อัดแน่นตลอดเวลา ไปเดินจงกรมต่อ 13.00-17.00 น. หยุดเมื่อมีเสียงระฆัง (เหมือนเสียงช่วยชีวิต) รีบตาเหลือกมาอาบน้ำ ซักผ้า ให้เสร็จในเวลา 18.00 น. ไปเดินจงกรมในป่าหรือตามถนนอีก แล้วกลับมารวมกันที่ศาลา ทำวัตรเย็น ฟังเทศน์ แต่ไม่มีข้าวให้กินมีแต่น้ำปานะ เลิก 21.00 น. รีบไปแปรงฟัน เข้านอนหลับปุ๋ย ทำอย่างนี้อย่างเข้มงวด 7 วันเต็ม ที่นี่กลางคืนจะประหยัดไฟฟ้า การเดินต้องใช้ไฟฉายถือนำทาง กลางดึกจะบางคืนหนาวมากต้องตื่นมาใส่เสื้อ มีเสียงตุ๊กแกเป็นเพื่อน เสียงกิ่งไม้ลูกไม้ตกบนหลังคาให้สะดุ้งเวลาลมพัดแรงๆ



ผู้ตั้งกระทู้ หมอป้อม :: วันที่ลงประกาศ 2011-05-22 13:38:36


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1547162)
 มีสิ่งที่อยากเล่าถึงมากๆ 3-4อย่าง อันแรกคือการเดินจงกรมแบ่งกลุ่มละ 9-10 คน บางคนเดินในลู่ที่ทำไว้อย่างดีเรียบร้อย แต่ของกลุ่มเราเข้าไปในป่าลึกเข้าไปต้องช่วยกับพระถางป่าสร้างทางทีเดียว รวมแล้ววันละ 6 ชั่วโมงกว่า แดดค่อยๆ ร้อนจากเช้าจน11.00 น. มาร้อนระอุมากอีกช่วงบ่าย ต้องเอาผ้าขาวมาโพกศีรษะกันแดดและกันแมงตอมหูตอมตา ต้องหาบริเวณที่พอจะมีร่มจากใบไม้เงาไม้ ห้ามใส่นาฬิกา วันหลังๆ สังเกตเวลาได้จากเงาแดดบนพื้นว่าประมาณกี่โมง ทั้งร้อนเหนื่อย เมื่อยล้า ปวดหัว ง่วงแทบจะหลับขณะเดิน ทรมานอะไรจะปานนั้น ตอนแรกอึดอัดที่หลวงตาไม่ให้ใส่นาฬิกา แต่ตอนหลังรู้ว่ามันคือประโยชน์เราจะได้อยู่แต่ปัจจุบัน ไม่คอยพะวงว่าเมื่อไรจะเลิก มันจะทำให้เรายิ่งหงุดหงิด จากที่เกลียดและกลัวจิ้งเหลนมาก เป็นเพื่อนกันไปเลย เห็นผ่านไปมาวันละมากกว่า 10 ครั้ง

               ปกติถ้าได้เห็นผึ้ง ต่อ แตน ต้องวิ่งหนี นี่อยู่ด้วยกันทุกวัน ฟังเสียงจนรู้ด้วยว่าประมาณนี้คือตัวอะไร และใกล้ขนาดใด ต้องหลบหรือไม่ ด้วยความที่เป็นคนกรุงเทพฯ เพิ่งเข้าใจว่า “เสียงไผ่เสียดสีดังออดอี๋ออ” กับ “ปลิดปลิวเหมือนใบไผ่” เป็นอย่างไร เพราะทางจงกรมของเราเลือกเอาตรงกอไผ่เพราะชอบเสียงของมัน(ดังรูป)  มีคนเจอตะขาบ และงูบ้าง แต่มันจะเลื้อยหนีไปเอง ยากจริงๆ ที่จะประคองสติในสถานการณ์เช่นนี้บวกกับความเมื่อยล้า จะมีพระครูบาคอยเป็นพี่เลี้ยงแต่ละกลุ่มเปลี่ยนทุก 2 วัน ทุกรูปเดินจงกรมแบบไม่ยั้งแบบสบายๆ เหมือนไม่ร้อนไม่เหนื่อย ที่เขาเรียกว่า “ทำให้ดูดีกว่าพูดให้ฟัง” จริงๆ เพราะทำให้เราต้องฝืนเดินให้ได้แบบท่าน แสดงให้เห็นว่าพระทุกรูปปฏิบัติเช่นนี้สม่ำเสมอแน่นอนไม่งั้นคงเดินวันละ 6 ชั่วโมง แบบสบายๆ ไม่ได้แน่ ยังไม่พอการเดินหลังอาบน้ำ บางวันเดินบนถนนลาดยางที่บางช่วงมีก้อนกรวดเล็กๆอุ่นๆเจ็บเท้ามาก เดินแบบนี้ 3 วันสลับกับที่เหลือเดินในป่า ตอนแรกไม่เข้าใจว่าเดินแบบนี้เราจะมีสติอะไรขึ้นมา แต่เข้าใจเอาตอนวันที่มีรั้วลวดหนามกั้นเขตที่มีกั้นระดับข้อเท้ากับระดับตา บางคนหลบอันล่าง อันบนทิ่มหน้าผาก บางจุดเป็นรั้วลวดหนามที่ต้องก้าวข้าม บางช่วงเป็นคันดิน หลุมบ่อ อ๋อ…ถ้าไม่มีสติต้องได้แผลแน่นอน

               การฉันของพระที่นี่ เหมือนวัดป่าทั่วไปที่กับข้าวทุกอย่างรวมในบาตรแล้วฉันทีเดียว แต่ที่ไม่เคยเห็นคือวันแรกหลวงตาให้หันหน้าเข้าหากันระหว่างพระกับโยม ก็มองด้วยความตะลึงว่าท่านฉันเสร็จทุกรูปก็จะล้างบาตรโดยเทน้ำน้อยนึงจากแก้ว เอาทิชชู่มาเช็ด แล้วเอาผ้าขนหนูผืนน้อยขัดเช็ดจนเงามันเรียบกริ๊บ ทุกรูปตั้งอกตั้งใจทำ แถมตอนจบจะตะแคงบาตรคว่ำแก้วไว้ด้านในตรงด้านหลังที่ท่านนั่งนั่นเอง ทุกรูปไม่เว้นแม้แต่หลวงตา เป็นอันตะลึง วันหลังสังเกตว่าเศษอาหารจะมีเพียงน้อยนิดที่สุดที่จะเทใส่กระโถนน้อยของพระ แอบถามหลวงตาท่านว่าไม่มีการใช้ซันไลท์นะ ตากแดดก็แห้งไม่มีกลิ่น ท่านว่าถ้าให้ไปล้างข้างนอก บางทีก็มีพระแอบเอาขาไก่น้อยไปฉันต่อ เพราะปกติถ้าไม่มีการอบรมแบบนี้ พระที่นี่ท่านฉันแต่มื้อเช้ามื้อเดียว และทุกรูปต้องตักเท่าที่จะฉันไม่ให้เหลือเศษอาหารมาก ล้างแบบประหยัดน้ำ ผ้าที่เช็ดก็เอาไปซักใช้ใหม่ไม่เปลืองเหมือนทิชชู่ ถามท่านชุติปัญโญก็ว่าไม่เคยเห็นที่อื่น วิธีนี้ล้ำเหลือกว่าของผู้ปฏิบัติธรรมอีกนะ เพราะของเราก็จะกินกับข้าวทุกอย่างรวมในชามในขนาดพอดีที่หลวงตาว่าเหมือนจานข้าวหมา (ซึ่งมันก็เหมือนจริงๆ) เข้าแถวตักเหมือนพระตั้งแต่ข้าว ของทอด ผัด แกง ส้มต้ำ น้ำพริก ผักจิ้ม ขนม ขนมปังกรอบ ผลไม้ ทุกอย่างต้องอยู่ในชามเดียว วันแรกกินเกือบไม่ลง แถมให้ใช้แต่ช้อนสั้น (แบบช้อนกลาง) ท่านว่ามีส้อมก็ต้องใช้ 2 มือมันจะดัง ต้องพับเพียบขณะกินห้ามขัดสมาธิ และอย่าได้ทำเสียงดังเชียว หลวงตาจะดุเอา วันแรกๆ ยอมรับว่ากลัวหิวกลางดึก ก็จะตักมากหน่อยกะว่ากินให้อิ่ม แต่ปรากฏกินไม่หมดเหลือเศษอาหารเยอะก็อายคนอื่น เพราะตอนจบต้องมาเข้าแถวต่อกันล้าง

               ต่อมาค่อยๆ เรียนรู้ที่จะตักแต่พอดีอย่าให้เหลือทิ้ง มันน่าเสียดายและน่าอาย แถมทำให้ง่วงมากตอนบ่าย และรู้ที่จะตักกับข้าวกองตรงไหน ขนมปัง ขนม ผลไม้วางอย่างไรไม่ให้เปียกกับอาหารคาวจนเละตุ้มเป๊ะ การเข้าแถวไปตักอาหารหลวงตาจะบอกทุกวันให้แถวใดเริ่มโดยสลับไปมา การเดินลุกจากคนหน้าสุดคนหลังต้องรอ บอกตามตรงว่าบางวันได้ลุกแถวแรกก็หิวทรมาน อาหารอยู่ตรงหน้าแต่ต้องรอครบ 150 คนจึงกินพร้อมกัน แต่ถ้าออกหลังสุดบางทีเหลือแต่น้ำแกง ก็รู้สึกหงุดหงิดเพราะเหนื่อยมานะแต่ไม่มีให้กิน บางวันไปตามแนวตรง แนวขวาง เมื่อครบก็สวดมนต์ แล้วรอพระฉันก่อนสักพัก หลวงตาก็จะให้หันไปทางทีวีพร้อมกัน ไหว้แล้วจึงได้กิน (ในท่าลำบาก) ท่านว่ารอเวลาไหว้กันนี่ละเพราะรู้ว่าจะได้กินแล้ว ทุกขั้นตอนมีวินัยราวกับฝึกทหาร ตอนล้างมันก็จะสะอาดมากไม่ได้ เข้าแถวต่อกันมีกะละมังใส่น้ำใหญ่ๆ 3 ใบ (ดังรูป) ล้างเศษอาหาร ถูซันไลท์ แล้วล้างอีก 2น้ำ ถูไม่ทันเกลี้ยงคนข้างหลังดันก้นมาติดๆ ก็จำเป็นต้องเอาไปตากแล้ว นึกในใจว่าพรุ่งนี้ก็ต้องกินชามที่ไม่สะอาดเท่าไหร่นี้น่ะหรือ…เฮ่อ

               ตอนบ่ายมีน้ำปานะ บางวันเป็นฟักทองปั่น ถั่วปั่น ข้นคลั่ก อยู่บ้านคงกินไม่ลงแน่ แต่ที่นี่เรากินหมดรวดเดียวไม่ให้เหลือ เพราะมันเดินเหนื่อยมาสุดๆ ต้องล้างแก้ว เก็บเบาะเก็บเสื่อ โดยครูบาท่านจะกำหนดให้วันละ 2 แถว ช่วยกันสลับกันไป
ผู้แสดงความคิดเห็น หมอป้อม วันที่ตอบ 2011-05-22 13:39:34


ความคิดเห็นที่ 2 (1547164)
พระสงฆ์ที่นี่เป็นสงฆ์ที่เราน้อมกราบไหว้ได้อย่างหมดใจด้วยการเป็นสงฆ์ที่ปฏิบัติงดงาม ทำให้เราตั้งใจมองในทุกๆ สิ่งที่ท่านปฏิบัติ นับแต่การไหว้ที่สวยพร้อมเพรียง และรูปแบบเดียวกันทุกรูปจริงๆ การลงไปตักอาหาร หลวงตานำตามด้วยพระตามอายุพรรษาทีละรูป เมื่อรูปที่ถัดจากหลวงตาเดินผ่าน รูปต่อไปจะน้อมตัวลงไหว้ก้มจนถึงเอว ขณะที่รูปอื่นพนมมือรอทำเช่นนี้จนรูปสุดท้าย กระทั่งฉัน รูปถัดไปจะไม่ยกช้อนมาฉันหากรูปก่อนหน้ายังไม่เริ่มฉันก่อน การล้างบาตรที่เล่าแล้ว กุฏิพระที่นี่หลวงตาว่าเหมือนเล้าไก่ โยมอย่าเข้าใจผิด (ตอนแรกก็คิดอย่างนั้นจริงๆ) มีแคร่นอน หลังคามุงใบจากแล้วมีผ้ามุ้งสีฟ้าคลุมเป็นฝา ไม่มีไฟฟ้า ทีวี วิทยุใดๆ ท่านชุติปัญโญจำพรรษามาหลายที่ก็ว่าไม่เคยเห็น  กระทั่งของหลวงตาก็ดีหน่อยที่เป็นตึกแต่ท่านชุติปัญโญเล่าว่าไม่มีทีวี วิทยุเช่นกัน หลวงตาไม่ให้พระมีมือถือด้วย มีโทรศัพท์แต่ที่กุฏิซึ่งท่านยังเป็น operatorเองอีกต่างหาก ท่านบอกถ้าจะเลือกมาเป็นสงฆ์ก็ต้องละทางโลก แต่ท่านจะทราบข่าวจากการคุยกับญาติโยม และมาเล่าให้พระลูกศิษย์ฟังเฉพาะข่าวใหญ่ๆ  ดูจากผิวพรรณ รูปร่างของพระที่นี่ก็รู้ได้ว่าท่านทำงานหนัก ซ่อมแซมกุฎิ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ในวัด แล้วเดินจงกรมวันละหลายๆ ชั่วโมง แม้จะไม่ใช่ทุกวัน จึงไม่พบพระขาว อ้วนท้วนในวัดแห่งนี้ เราเข้าใจได้เองเลยว่าเหตุใดที่นี่จึงมีพระน้อย แต่ช่างปฏิบัติเป็นรูปแบบให้เราได้ศึกษา เป็นวัดที่เราอยากมาทำบุญ ทำสังฆทาน ทำอะไรดีๆ ให้วัดที่นี่ มีวันนึงมีคนมาถวายเพลจำนวนมากกว่าทุกวัน เราซาบซึ้งในใจ เพราะคิดว่าคนเหล่านี้เขาคงศรัทธาในพระวัดนี้ และขณะนี้หลวงตาเรียกว่าเรากำลังมาเป็นนักบวชคนหนึ่ง
             
               ประโยชน์สำหรับลูกและเด็กๆ รวมทั้งตัวเรา ที่มีมากกว่าการได้ปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกมีจิตสาธารณะ คำหนี่งที่ครูบาณัติพูดคือ งานวัดไม่ยากนะ กวาดลาน ถูพื้น เทขยะ ล้างห้องน้ำ แต่ยากที่จะทำใจให้ยอมรับงานเหล่านี้ และถ้าทำได้ด้วยความเต็มใจเพราะท่านไม่กำหนดว่าใครจะต้องทำ ก็จะยอมรับงานที่เราอาจไม่ชอบนักได้ในชีวิตทางโลก ทุกคนที่นี่จะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ระเบียบที่หลวงตาอดทนเหนื่อยย้ำทุกวัน ทุกเวลาในการต่อแถวกินอาหาร วิธีการกิน การเดิน การรู้จักรอ การมีพระสงฆ์เป็นแบบอย่างของวินัยที่เคร่งครัด การที่ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ปฎิบัติตลอดเวลาจนกว่าจะมีเสียงระฆัง อยู่ในศาลาต้องพับเพียบ ขัดสมาธิเท่าที่จำเป็นจริงๆ การไหว้ที่สวยงาม ทำทุกสี่งด้วยตัวเองแม้ขณะที่เหนื่อยอยากพักสุดสุด และทำธุระตัวเองให้เสร็จทันเวลาไม่งั้นหลวงตาก็จะอบรมผ่านไมโครโฟน ท่านจ้ำจี้จ้ำไชราวกับดูแลเด็กอนุบาลเลยทีเดียว ทุกสิ่งเป็นการฝึกความอดทนให้เรา

               หลวงตาท่านเทศน์สิ่งลึกซึ้งให้เข้าใจง่าย สลับกับมุขของท่านซึ่งฮาสุดๆ ว่า ทำให้เราจำธรรมะแบบสนุก และท่านมีคำพูดที่กระตุ้นให้เรามีลูกฮึดได้เสมอๆ ซึ่งเราจะจับคำพูดท่านได้ทุกเช้า แต่ถ้าทำอะไรผิดระเบียบ ท่านก็ดุเอาจนหน้าชาทีเดียวไม่ว่าโยมหรือพระสงฆ์ จนมีคนที่ต้องได้ออกจากวัดก่อนกำหนด ท่านจีงใจดีและก็น่าเกรงขามไปด้วย รู้สึกว่าท่านทุ่มเทในการเทศน์ทั้งที่บ่อยๆ ที่ไอบ้วนเสมหะตลอด ดูเหนื่อยท่านบอกว่าร่างกายก็อย่างนี้ สักครู่ก็เทศน์อีก รู้สึกสงสารท่านมากว่าท่านพูดลดลงก็ได้ พร่ำสอนเสียละเอียดได้ทุกวัน เราก็เคยมีโอกาสเป็นครูสอนมาก็รู้ว่าการพูดซ้ำๆ เดิมๆ หรือจ้ำจี้จ้ำไชเด็กๆ มันเหนื่อยและไม่สนุก บางทีท่านให้หันหน้าเข้าหากันพระดูโยม โยมก็ดูว่าพระรูปใดหลับ คือท่านก็เข้มงวดกับพระด้วย ท่านเน้นการปฏิบัติ จึงไม่เน้นว่าวัดต้องมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์ วัดนี้ไม่มีวัตถุมงคลใดๆ กุฏิเป็นแบบที่เล่า ได้มีโอกาสล้างแก้วน้ำหลวงตาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสหนึ่งครั้ง ถึงกับยืนดูอยู่พักนึงว่านี่หรือแก้วเจ้าอาวาส แก้วพลาสติกมีหูเล็กๆ แสนจะธรรมดา แล้วก็เอามาล้างรวมกับแก้วของพวกเราอย่างนี้ วันนั้นก็ตั้งใจล้างให้สะอาดที่สุด

                วันสุดท้ายที่หลวงตาให้ออกไปพูดให้ทุกคนฟังข้างหน้า ยังบอกหลวงตาว่า นี่ถ้าเป็นการประชุมอบรมวิชาการ 3 วัน บางทีก็ 3,000 กว่า การได้มาเรียนรู้ความรู้ทางธรรม ที่ท่านทุ่มเทสอน พระทุกรูปก็ทุ่มเททำเป็นแบบอย่าง บทสวดที่มีคำแปลให้เข้าใจหลักปฏิบัติ ห้องนอน ห้องน้ำรวม แต่ก็สบายกว่าที่คิด อาหารเมื่อคุ้นกับชามที่เล่า จริงๆ แล้วอร่อยทุกมื้อเลย แบบนี้น่าจะมีค่าใช้จ่ายต่อหัวเป็นหมื่นได้ทีเดียว ในใจคิดแบบนี้จริงๆ ในใจคิดว่าหลวงตาจะเอาเงินมาจากไหนมากมายเพราะที่นี่มีการจัดอบรมของคนที่สนใจ โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ เป็นระยะต่อเนื่อง หากไม่ใช่จากคนที่ศรัทธามาบำรุงวัดป่าแห่งนี้กันมากขึ้น เรื่องของหลวงตาผู้ที่เล่าคือท่านชุติปัญโญ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฎิ ทำให้เราได้ทราบว่าหลวงตาเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างที่ท่านสอนเราทุกอย่าง ความเข้มงวดของท่าน จนวันสุดท้าย น้ำปานะเป็นฟ้าทลายโจรอย่างขม ท่านบอกให้เรียนรู้ แต่ตบท้ายท่านมีเมตตาให้โยมท่านนึงนำไอติมมาถวายพระและให้เราเป็นรางวัลที่ต่อสู้มาได้จนจบ ได้คนละตั้ง 2-3 แท่ง ก็ได้เห็นภาพพระทุกรูปที่ฝึกเราอย่างหนักฉันไอติม ให้ได้ผ่อนคลายบ้าง สำหรับเราเหนื่อยมากแทบขาดใจและถอดใจก็แค่วันแรก เหงา และไม่มีเพื่อนด้วย รู้สึกทำไมต้องทำอะไรต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีเวลาจะพัก แต่ปรับตัวได้เร็วกว่าที่คิดด้วยหลวงตาบอกว่าทำไมต้องรอว่าพรุ่งนี้จะทำได้ ทำไมไม่ทำให้ได้วันนี้ และท่านว่าเราจะมาพายเรือออกไปแต่มีเชือกผูกอยู่ต้องตัดให้ขาดก่อน วันนั้นตั้งใจตัดเชือกคือลูกและก็แทบไม่คิดถึงลูกอีกเลย ทั้งที่ตอนแรกคิดว่ามาคราวนี้คงไม่ได้อะไรเพราะกังวลแต่กับลูกที่ไม่สบายก่อนมา  
ผู้แสดงความคิดเห็น หมอป้อม วันที่ตอบ 2011-05-22 13:40:20


ความคิดเห็นที่ 3 (1547165)
มีคนที่หลวงตาให้ออกไปเล่าประสบการณ์ในคืนที่ 2คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่ร.ร.ใกล้ๆวัดมาหลายครั้งแล้ว น้องผู้หญิงอีกคนที่มา 5ครั้งในปีนี้ และอาจารย์จบปริญญาเอกจากอเมริกาซึ่งมาที่นี่เป็นครั้งที่ 4 ยังอายุไม่มาก ส่วนคืนสุดท้ายที่หลวงตาให้ออกไปพูดให้ทุกคนฟังข้างหน้ามีสิบกว่าคน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นตัวแทนหลากหลายอาชีพ มีคนหนึ่งจบด้านปรัชญาศาสนาจากอเมริกา คุณแม่ของเขามีลูก 7 คน อาชีพค้าขายจ้างลูกคนละ 10,000 บาทให้มาที่นี่ แต่ครั้งนี้เขามาเอง ส่วนมากแต่ละคนเคยปฏิบัติที่อื่นมาบ้าง บทสรุปที่ทุกคนพูดน่าสนใจตรงที่ไปในแนวเดียวกันคือ หลักของการฝึกที่นี่คือทำให้เรามีสติอยู่กับตัวเสมอ

               หลวงพ่อมหาดิเรกได้มาในการอบรมนี้และท่านมาทุกปีในงานเทศกาลประจำปีเช่นนี้ ท่านเป็นอาจารย์ของหลวงตา ขณะนี้ไปเผยแพร่หลักการเจริญสติ และเป็นเจ้าอาวาสวัดในอเมริกามา 10 ปี เผยแพร่ไป 11 รัฐ และมีพระอีก 2 รูปที่เป็น “มหา”ได้มาเล่าประสบการณ์การมาปฏิบัติที่นี่ 7 วัน คล้ายๆ พวกเรา ก็รู้สึกคุ้มค่ามากที่ได้มาฟังในคราวนี้ด้วย

               ได้อะไรจากที่นี่ ….เป็นเวลาที่คุ้มค่ายิ่งของชีวิต ยิ่งกว่าการได้ไปญี่ปุ่นที่ตั้งใจไว้เสียอีก รู้ว่าควรมีสติรู้ตัวเสมอ จะทำให้เรามีปัญญารู้ทันความคิด ทำให้เราสงบเย็น การฝึกทำอย่างไร ซึ่งตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องทำอะไร มากมายและหนักขาดนี้และเพื่ออะไร ยังได้การฝึกการใช้ชีวิตอย่างอดทน มีวินัย รู้สึกเหมือนมาฝึก ร.ด. เลย ภูมิใจในตัวเองมากที่ผ่านมาได้ครบ 7 วัน ครูบาณัติพูดไว้ว่าเวลาสมัครงาน ช่องความสามารถพิเศษแทนที่จะเป็น “ภาษาอังกฤษ”อีกหน่อยอาจเป็น “ผ่านการอบรมที่วัดโสมพนัส”ซึ่งเราก็รู้สึกขนาดนั้นเลย จริงๆ มองหน้าคนอื่นๆ ที่มาร่วมกันก็เชื่อว่าคงรู้สึกไม่ต่างกันนัก การที่พี่หมอไม่อยู่ด้วย สุดท้ายทำให้เราเคารพตัวเองเลยว่า เราสามารถต่อสู้คนเดียวในสถานการณ์ที่บีบคั้นอย่างมากนี้ได้
 
                จะกลับไปอีกไหม….ไม่อยากมาถึง 7 วันอีก (7 วันสำหรับคนที่มาครั้งแรกถ้าผ่านแล้วคราวหลังก็ลดวันลงได้) แต่คงต้องกลับมา 7 วันอีก เพราะตั้งใจจะพาลูกสาวซึ่งตอนนี้7 ขวบให้มีโอกาสสัมผัสธรรมะดีๆ พร้อมกับการฝึกใช้ชีวิต รอให้ลูกราว 10-12 ขวบ และก่อนที่จะเข้าเป็นวัยรุ่น และจะชวนพ่อเค้ามาด้วย ซึ่งเรามีแนวคิดแบบเดียวกันอยู่แล้ว เชื่อว่าจะช่วยทำให้ลูกผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้อย่างเป็นคนดี ถึงตรงนี้คงจะมีคำตอบอยู่ในใจว่า“ทำไมการปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ จึงไม่ต้องจอง ไม่ต้องจ่าย คนไม่จริง จะถูกคัดออก 1-3 คนทุกครั้งที่มีการอบรม (ตามที่หลวงตาเล่า) และจำเป็นที่ต้องมาก่อนแก่ (ถ้าคิดจะมาวัดแห่งนี้)
             
                สุดท้ายขอขอบคุณเชอรี่อย่างมากที่ช่วยพิมพ์ข้อความทั้งหมดนี้ให้หมอ
 
  "หมอป้อม"
ผู้แสดงความคิดเห็น หมอป้อม วันที่ตอบ 2011-05-22 13:40:53


ความคิดเห็นที่ 4 (1556367)
ขอบคุณที่ช่วย share ประสบการณ์ดีๆ ให้ได้อ่านกันค่ะ  ถ้ามีโอกาสอย่างคุณหมอ ก็จะขอไปบ้างค่ะ  เพราะชอบการปฏิบัติอยู่แล้ว และขอโมทนาบุญกับกับคุณหมอด้วยนะคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น naikero! (naikero_s-at-yahoo-dot-com)วันที่ตอบ 2011-07-06 13:11:21


ความคิดเห็นที่ 5 (1615705)
อ่านแล้วอยากไปบ้างค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น พิศมัย (Pit-chy -at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-14 07:15:21


ความคิดเห็นที่ 6 (1616906)
สาธุค่ะ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น มาริสชญา วันที่ตอบ 2012-06-20 17:19:59


ความคิดเห็นที่ 7 (1646867)

บาคาร่า http://www.siambaccarat.com

ผู้แสดงความคิดเห็น siam (x-at-x-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-25 17:30:22


ความคิดเห็นที่ 8 (1651035)
อ่านแล้วอยากไปค่ะถ้ามีโอกาสจะไปให้ถึง
ผู้แสดงความคิดเห็น จิราภรณ์ (jira_1958-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-02-01 04:30:36


ความคิดเห็นที่ 9 (1676757)

สาธุ.......

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ชาญ วันที่ตอบ 2014-03-11 13:01:39


ความคิดเห็นที่ 10 (4000081)

ขออนุโมทนาสาธุกันด้วยนะคะ แต่พอดีดันไปจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกไปญี่ปุ่น2016มาแล้วซิ แต่ไว้กลับมาก่อนจะพาพ่อกับแม่ไปค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น หมูหัน วันที่ตอบ 2016-06-13 14:50:05


ความคิดเห็นที่ 11 (4007197)

อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองจังเลยค่ะเห็นว่าที่นั่นเองก็มีวัดไทยอยู่ด้วยเหมือนกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น พอล วันที่ตอบ 2016-07-12 14:13:12


ความคิดเห็นที่ 12 (4056598)

หัวข้อการเลือกไฟฉายที่ใช่คุณ
1.การใช้งาน เช่น อย่างมีอยู่ที่ทำงานไว้เพื่อส่องสว่างทั่วไป แบบเล็กๆให้ใช้พกติดตัวเผื่อเหตุฉุกเฉิน แบบไว้ใช้งานมาก หรือเป็นประจำ
2.ชนิดถ่านที่ไฟฉายใช้งาน รองรับถ่านธรรมดาอย่างเดียวไว้ให้ความ ไม่มาก แบบถ้าใช้ถ่านแบบลิเธี่ยมก็จะให้แสงสว่างสูง เช่น
ไฟฉายตำรวจ หรือแบบใส่ถ่านแบบไหรก็ได้ ให้แสงตามถ่านที่ใส่
3.โคมและหลอดไฟ เลือกความสว่างมากน้อยจากแต่ละชนิดหลอด เลือกความพุ่งของแสงหรือกระจายเท่าใด
4.การเปรียบเทียบราคา ว่ามีเงินเพียงที่จะซื้อไฟฉายยี่ห้ออะไร แบบไหน

ผู้แสดงความคิดเห็น โฉมฉาย วันที่ตอบ 2017-07-12 10:42:09



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร