ReadyPlanet.com


เป็นโรคประจำตัวไปปฏิบัติธรรมได้หรือไม่


ถ้าเป็นโรคประจำตัว ต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอ เสามารถไปได้หรือไม่


ผู้ตั้งกระทู้ ใจรักการปฏิบัติธรรม :: วันที่ลงประกาศ 2012-03-21 10:17:31


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1603188)

ถ้าใจรักการปฏิบัติธรรมเหมือนที่ว่าจริง ก็ไม่เห็นจะยากนะ  ช่วงคอร์สที่วัดกินสองมื้อ ก็บอกหมอว่าจะไปปฏิบัติธรรม ไม่ได้กินมื้อเย็น ให้หมอปรับขนาดยาให้ หรือถ้าไม่ได้กินยาตอนเย็นแล้วจะเป็นอะไรขึ้นมา ก็ไม่ต้องกลัวนะ หลวงตาบอกเสมอว่าทางวัดมีพระสวดฟรี มีเมรุเผาฟรี...

ผู้แสดงความคิดเห็น มีสติ วันที่ตอบ 2012-03-21 23:42:18


ความคิดเห็นที่ 2 (1604231)

ตอบได้กวน....มากค่ะคุณ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ให้คำตอบ

ก็หวังว่าคุณคงจะโดนเผาเป็นคนแรกเลยดีกว่าค่ะ ดีใจด้วยค่ะ

ขึ้นเมรุคงจะสนุกนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อนุโมทนา วันที่ตอบ 2012-03-29 20:57:05


ความคิดเห็นที่ 3 (1604255)

- การปฏิบัติทั้งหลายนั้นหากมีแค่ศีล 5 ก็ประเสริฐในคนแล้วครับ หากจำเป็นต้องกินยาหลังอาหารทั้ง 3 เวลา คุณก็ปฏิบัติธรรมไปโดยขอสมาทานแค่ศีล 5 ก็ได้ครับ ในพระพุทธศาสนาไม่เคยห้ามว่า หากใครจะมาปฏิบัติธรรมต้องมีศีล 8 พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ถือศีล 5 เป็นเบื้องต้นครับ เว้นแต่ท่านเหล่านั้นเข้าอุโบสถศีลหรือบวช พระพุทธเจ้าไม่กล่าวห้ามให้คนที่มีศีลต้ำกว่า 8 ข้อนั้นห้ามปฏิบัติธรรมครับไม่ต้องกลัว เพราะแม้แต่พระที่อาพาธ ท่านก็ต้องฉันท์เช่นกันครับ นี่เป็นข้ออนุโลมของวินัยสงฆ์ แต่พระที่ท่านเคร่งครัด และ ปฏิบัติถึงแล้วจริงๆ ท่านจะไม่ฉันท์ ไม่ยึดติดกับ ทุกขเวทนาทางกายและใจ เพราะสังขารธรรม มีความเสื่อมโทรมไม่คงอยู่ ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดั่งใจได้ เพราะมันไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน มันเป็นทุกข์ แต่หากพระที่ไม่ป่วยแล้วมาฉันท์ข้าวเย็นนี่ถือว่าศีลข้อ วิกาลโภชนา ขาด (*สังขารธรรม คือ ขันธ์ทั้ง 5 รวมกัน ไม่ใช่ สังขารขันธ์ ที่หมายเอาเจตสิกที่ปรุงแต่งจิต ที่เหลือจากการตัดเอา เวทนา และ สัญญา ออกแล้ว) 

- หากคุณคิดถือศีลอุโบสถหรือศีล 8 คุณต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าศีลอุโบสถนั้นจะเข้าสู่การ รักษาพรหมจรรย์ของตน กินเพื่ออยู่ยังชีพไม่ได้กินเพราะอยากหรือต้องการดังนั้น ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จะแตะ ข้าว ปลา อาหาร ของคบเคี้ยวเพื่ออิ่มท้อง ไม่ได้ เว้นผลไม้ที่เป็นปรมัต(ยาระบาย)และน้ำปานะที่ผ่านการกรองจนสะอาดใส ไม่ติดในการขับร้องประโคมดนตรี ไม่ติดใจในการแต่งกายเครื่องสวยงาม ไม่ติดที่จะนอนที่นอนอันวิจิตร เป็นการกระทำเบื้องต้นเพื่อเข้าสู่สภาวะการไม่ยึดติดในของนอกกาย รักษาเพศพรหมจรรย์เพื่อห่างไกลจากกาม ไม่ยึดติดกับของรักของจำเริญใจทั้งหลาย หากคุณถือได้ก็ดีเป็นกุศลแก่ตนแค่อยากศึกษาปฏิบัติก็เป็นกุศลจิตแล้วครับ

- แต่โดยส่วนตัวผมน่ะครับผมแนะนำปรึกษาแพทย์ก่อนเหมือนคุณมีสติกล่าวแล้วถามหมอว่าปรับลดช่วงไหนได้หรือไม่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆประมาณ 1 อาทิตย์เป็นต้น หากลดไม่ได้ปรับเปลี่ยนไม่ได้ คุณก็บอกครูอุปัชฌาอาจารย์ว่ามีโรคประจำตัวอยู่ต้องทานอาหารเย็นและกินยาอาจถือศีล วิกาลโชนาไม่ได้ แต่ขอถือศีลอีก 7 ข้อที่เหลือและปฏิบัติธรรม หรือ ไม่ก็สอบถามครูอาจารย์ว่ามีแนวทางอื่นที่จะอนุโลมได้หรือไม่ แต่หากเรามีศีลน้อยกว่าคนอื่นการร่วมอุโบสถด้วยกันคงลำบากแต่ปฏิบัติด้วยกันได้ เหมือนพระกับเณรหรือชาวบ้านสามารถปฏิบัติธรรมด้วยกันได้เพราะศาสนาเดียวกันกระทำเพื่อให้แจ้งในพระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมมหามุนีเป็นพระศาสดา ไม่มีพระที่ไหน วัดไหน ที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาและปฏิบัติกรรมฐานวิปัสนาห้ามคนที่มีศีลน้อยกว่า 8 ข้อมาปฏิบัติหรอกครับ หากห้ามเช่นนั้นแสดงว่าวัดนั้นไม่เข้าถึงในพระพุทธศาสนาแต่เป็นลัทธิอัตตาแก่ตนมากกว่าจะเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้แก่คนทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าเพื่อให้รู้จักพระพุทธศาสนา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admax (talent-z-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2012-03-30 01:23:18


ความคิดเห็นที่ 4 (1604388)

ต้องขออภัย ขออโหสิกรรมเจ้าของคำถามด้วยที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ ที่ตอบก็ตอบไปแบบซื่อๆ ไม่ได้มีเจตนาจะกวน...    ถ้าจะหาว่ากวน.... ก็คงเป็นที่หลวงตานั่นแหละที่กวน.... เพราะหลวงตาเป็นคนพูดอย่างนี้ ท่านพูดอยู่เสมอๆ  ถ้าเป็นคนที่เคยไปปฏิบัติที่วัดหรือคนมีปัญญาซักหน่อย ก็จะเข้าใจในเจตนา

ไปวัดป่าสุคะโตก็ได้ ที่นั่นอนุญาตให้เก็บอาหารไว้กินมื้อเย็น  จะได้ไม่ต้องกังวลนะ

ผู้แสดงความคิดเห็น มีสติ วันที่ตอบ 2012-03-30 22:19:18


ความคิดเห็นที่ 5 (1604474)

- ไม่ใช่หลวงตาที่ผิดหรอกครับ ผิดที่เจตนาคนครับ พระท่านประกาศพระพุทธศาสนา ท่านไม่ยึดติดแม้ว่าจะสิ้นลมอยู่ตรงนั้น เพราะคนเรามี เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันทุกคนต้องมองเจตนาที่ท่านสื่อ กับเจตนาที่คุณสื่อน่ะครับ มันต่างกัน ที่หลวงพ่อสื่ออาจหมายเอาว่าเมื่อเราได้เข้ามาปฏิบัตินี้แล้ว เรามีความตายทุกลมหายใจเข้าออก พระท่านอยู่ในเพศบรรชิตมี มรณสติทุกลมหายใจ เพราะให้อยู่ในความไม่ประมาท และ ให้เราขจัดความกลัวนั้นๆออกไป แต่เจตนาที่คุณสื่อกับคำถามมันต่างกันครับ

- คนถามเขาอยากรู้ว่าเขาป่วยต้องทานยาเป้นประจำมีโรคประจำตัวจะปฏิบัติธรรมได้ไหม เพราะเขาเกรงกลัวว่าจะกระทำผิดในข้อวัตรปฏิบัติอันควรแก่กันวิปัสนากัมมัฏฐาน หากเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ผมเชื่อว่ากระทู้ถาม-ตอบนี้มีไว้เพื่อไขข้อข้องใจของคนที่ยังติดข้องใจอยู่ ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดธรรม อวดตน หรือ ใช้อารมณ์ในการถามตอบ เราผู้เข้าในพระธรรมนี้ควรมีการกระทำทาง กาย วาจรา ใจ ที่ดีและงดงาม มิเช่นนั้นศาสนาจะเสื่อมเพราะเราเอง

- ผมมีข้อธรรมที่สำคัญคือ สัมมาวาจา ให้คุณลองเจริญปฏิบัติดูครับ สัมมาวาจา คือ วาจาชอบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดใส่ร้าย ไม่พูดให้ร้าย ไม่พูดพร่ำเพ้อ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดจาทำร้ายเบียดเบียนใคร ข้อนี้คือ 1 ใน มรรค8 หากเรามีสติดี มีความคิดดี การกระทำและวาจาก็ดีตามครับ 

- คุณไม่ควรโทษผู้อื่นน่ะครับมันเป็นกรรมโดยเฉพาะครูบาอาจารย์ การกระทำของคุณเหมือนเป็นการทำลายวัดและเวบนี้ คนพิมพ์ คนคิด คือ ตัวคุณ ไม่ใช่หลวงตา ดังนั้นควรเจริญสมาธิให้เกิดกุศล มีสติระลึกรู้ก่อนทำสิ่งใดๆ

- ที่คุณมาขออโหสิกรรม ขอโทษนี้ มันเป็นสิ่งที่ผู้กล้า และ คนดี คนไม่ถือตนเขาทำกัน แต่ยังขาดแต่ยังกล่าวโทษคนอื่นอยู่

- สุดท้ายก็ขอให้คุณ มีสติ เจริญในธรรม เข้าถึงธรรมแก่นของธรรมและเผยแพร่ด้วยใจเป็นกุศลจิตจนถึงซึ่งแดนนิพพานด้วยเทอญ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admax (talent-z-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2012-03-31 22:33:12


ความคิดเห็นที่ 6 (1604541)
จิงจังอะไรนักหนากับของไม่เที่ยง
ผู้แสดงความคิดเห็น a วันที่ตอบ 2012-04-01 19:56:41


ความคิดเห็นที่ 7 (1609548)

สำหรับผมได้ไปภาวนาที่วัดกับหลวงตา

ตายกะเอาครับ  บ่ย้านนน

ผู้แสดงความคิดเห็น ลมดี (suntiboby-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-05-07 20:50:22


ความคิดเห็นที่ 8 (1615964)
การปฏิบัติธรรมนั้นแท้ที่จริงแล้วคือการเจริญสติครับดังนั้นเมื่อคุณแค่มีสติรู้ในกายในใจเราเสมอทุกอิริยาบทก็เท่ากับว่าคุณกำลังปฏิบัติธรรมอยู่แล้วในอัตโนม้ติถ้าร่างกายธา่ตุขันธืไม่อื้ออำนวยเราก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลครับเพียงแค่เราพึงมีสติรู้ตามกายรู้ตามใจจนเกิดปัญญาตามจริงเราก็สามารถปฏิบัติธรรมที่ไหนก็ได้ครับอยู่กับบ้านก็ทำได้ทุกเวลาที่เราระลึกถึงสติเสมอนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น หลังวัด วันที่ตอบ 2012-06-15 12:40:21


ความคิดเห็นที่ 9 (1637491)

 

การปฏิบัติธรรมย่อมไม่เลือกกาลและเวลา  และสถานที่

การฝึกจิตให้ละและปล่อยวางจากอาการเจ็บป่วยนั้น สามารถฝึกได้ทุกเวลา ไม่ว่าสถานที่ใด

เพราะหากเมื่อใดที่ท่านกำหนดรู้ในใจตนเองได้พร้อมปล่อยวางจากความรู้สึกนั้นๆ ได้แล้ว

นั่นแหละ..แสดงว่าท่านได้ชื่อว่าได้ปฏิบัติธรรมโดยเห็นมรรคผลแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น ทวี วันที่ตอบ 2012-10-30 15:22:45


ความคิดเห็นที่ 10 (1654044)
กายเป็นโรคต้องใช้ยารักษาแต่โรคใจโรคจิตโรดกิเลสคือความคิดต้องใช้สติเข้ารักษา
ผู้แสดงความคิดเห็น กิตติทัต วันที่ตอบ 2013-03-10 12:04:52


ความคิดเห็นที่ 11 (1656304)
คุณแม่ผมเป็น โรคหัวใจ ไทลอย ท่านทานยาทุกครั้งที่ทานอาหารปรกติ แต่คอร์สวันที่ 4-11 เม.ย. 56 วัยรุ่นที่เข้ามาฝึกไม่มีวินัยมาก หลวงตาท่านเลยงดอาหารเช้า เหลือแค่ ฉันเพลกับน้ำปานะ ท่านก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยนะครับ ท่านเข้มแข็งมากครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ศราวุธ (F_sarawut-at-Hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-11 17:14:01


ความคิดเห็นที่ 12 (1667716)
เป็นไรมากไหม
ผู้แสดงความคิดเห็น Novices วันที่ตอบ 2013-09-25 14:25:31


ความคิดเห็นที่ 13 (1671809)
ครูบาก็มีโรคประจำตัวเหมือนกันไตวายฯระยะสุดท้ายดูจิตฝึกใจกายป่วยแต่อย่าให้ใจป่วยตามมะโนปุพพังคะมาธัมมามะโนเสฏฐามะโนมะยาธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจประเสริฐสุดสำเร็จแล้วที่ใจ.
ผู้แสดงความคิดเห็น ครูบาชัย (noopattya2544-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-11-27 06:34:02


ความคิดเห็นที่ 14 (4034239)

 ผมเองก็มีโรคประจำตัวเปลี่ยนไตมาแล้ว5ปี ถูกแล้วครับการปฎิบัติธรรมอยู่ในบ้านก็ได้ ที่ใหนก็ได้ เรื่องศิลย์8ข้อใครๆก็อยากทำ แต่ต้องดูร่างกาย เราพร้อมไหม ร่างกายผมไม่พร้อมต้องกินยาเช้ากินข้าวเย็น ตั้งจุดยืนที่เราจะไปครับ เราจะมีความรู้สึกไม่กลัวความตาย แล้วเราจะรู้สึกว่า ไม่ประมาทในชีวิต จุดยืนของผมคือคิดไว้เสมอว่า ถ้าตายเมื่อไหร่จะขอไปพบพระที่นิพพาน แล้วระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่ ทำงานไป เหรอจะไปเที่ยวที่ใหน ก็ให้นึกถึงความตายไว้เป็นอารมณ์สำคัญ เราทำเหมือนพระ เราก็เป็นพระ เพราะพระจริงๆทุกรูปก็ปฎิบัติแบบนี้ คือให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ฝึกนึกถึงความตายใหม่ๆๆผมก็ไม่ชินและก็กลัวตาย แต่ฝืนฝึกไปๆจนชินมันกลับเกิดปฎิหารย์หลายอย่างเช่นขับรถ จู่ๆก็มีรถตัดหน้าแบบกระชั้นชิด ตอนนั้นเราคิดว่าชนแน่แต่เกิดมีความรู้สึกว่ามีมือมาช่วยเราหักพวกมาลัยอย่างเร็วเรยจึงไม่ชนกัน มอไซที่ติดไฟแดงร้องโห่ดังเราอยู่ในรถเราได้ยิน มันไม่ชนกันเรย เราแบคจอดนิ่งนั่งคิดสักครู่เอนี่เราพ้นจากการชนมาได้ยังไง?หันไปดูรถปาเจโร่รถเขาก็ไม่ได้เป็นอะไร ก็เลยมาคิดขึ้นได้ว่าการระลึกถึงความตายเป็นการไม่ประมาทในชีวิต ตั้งแต่นั้นมาก็ใช้เป็นคาถา เรยนึกถึงความตายตลอด ตายเมื่อไร ก็ขอไปนิพพาน ประสบการมากับตัวเอง มิได้แต่งเรื่อง ลองทำดูก็ได้ หลายครั้งแล้วจะมีมือเทวดามาช่วย 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชาญชัย วันที่ตอบ 2017-01-30 09:59:24



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร