<กระทู้แนะนำ> 63 วัน เมื่อลูกฟื้นจากความตาย


เรื่องราวต่อไปนี้  ดิฉันขอนำเสนอต่อสังคมเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ สักการะอย่างสูงสุดแก่ “ครู”  ทั้งสองท่านของดิฉันคือ  พระอาจารย์สุริยา  มหาปัญโญ  หรือหลวงตาแห่งวัดโสมพนัส  อำเภอพรรณนานิคม  จังหวัดสกลนคร  และ  พระอาจารย์ประทิน อตุโล หรือครูบาเจ๊าะแห่งวัดป่ามหาปัญโญ  อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่

ท่านทั้งสองได้ช่วยชุบชีวิต “น้องโบ๊ท”  บุตรชายของดิฉัน ให้ฟื้นขึ้นมาจากสภาพ  “ปลาตายที่ลอยไปตามน้ำ”  โดยใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือ  ด้วยวิธีการปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน  จิตฺตสุโภ

เดิมทีโบ๊ทก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆที่มีปัญหา  คือ  หงุดหงิด  มองโลกแง่ร้าย  มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด  เบื่อหน่ายโดยไม่มีสาเหตุ  ยียวนกวนอารมณ์  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  รุ่มร้อน  หาความสงบสุขไม่ได้  มีชีวิตไปวันๆ เหมือน “ปลาตายที่ลอยไปตามน้ำ” 

จนถึงช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา  (กลางเดือนมีนาคม – กลางเดือนพฤษภาคม  ๒๕๕๓)  โบ๊ทตกลงใจที่จะบวชตามคำขอร้องของดิฉัน  และได้ไปปฏิบัติธรรมกับครูบาเจ๊าะ ณ วัดป่ามหาปัญโญ เป็นเวลา  ๖๓  วัน

เมื่อเขาสึกออกมา  โบ๊ทก็กลายเป็นอีกคนที่มีลักษณะตรงข้ามกับอุปนิสัยข้างต้น  ครูบาเจ๊าะได้สอนการปฏิบัติธรรมกับเขาทุกอย่างตามวิธีการที่ครูบาได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงตามหาปัญโญอาจารย์ของท่าน  ซึ่งก็คือแนวทางของหลวงพ่อเทียน  จิตฺตสุโภ นั่นเอง

ต่อมาโบ๊ทได้เขียนบทความเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ธรรมระหว่างบวช จำนวน         บทความคือ  “โลกจิต”  และ  “อริยสัจ ๔”  ซึ่งปรากฏตามข้อความในหน้าถัดไป

หากดิฉันไม่ได้พบกับหลวงตาและครูบาเจ๊าะแล้ว  ป่านนี้ดิฉันคงสูญเสียลูกไป...ตลอดกาล...ทั้งๆที่เขายังมีชีวิตอยู่ 

ในฐานะแม่คนหนึ่ง  ขอกราบขอบพระคุณหลวงตาและครูบาเจ๊าะเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้

 

* * * * * * * * * *  * * * * * * * * * *

 



ผู้ตั้งกระทู้ เงาเทียน :: วันที่ลงประกาศ 2010-07-14 14:44:38


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1501371)

อริยสัจ ๔

 

ทุกชีวิตที่ยังคงตื่นขึ้นมาดิ้นรนวนเวียนอยู่บนโลกใบนี้  ตราบใดที่ยังคงมีลมหายใจก็คงไม่อาจหลีกหนีพ้นปัญหากันไปได้  ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง  หรือจะอยู่ในซอกซอย  หรือมุมใดของโลก  ปัญหาก็ยังสามารถตามเข้าไปถึงได้เสมือนว่ามันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  เคยสงสัยหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  ก็เพราะปัญหาคือความทุกข์ และความทุกข์ก็เกิดเพราะความคิด  ความทุกข์มาจากที่ใดเล่าหาก   ไม่ได้มาจิตภายในของมนุษย์ทุกคน  หากคุณยังคงมีชีวิตอยู่แต่ยังไม่รู้จักหนทางแห่งการดับทุกข์ให้หมด    ไม่เหลือ  คุณก็ยังคงต้องพบเจอกับปัญหาอยู่ทุกวันจนกว่าจะหมดลมหายใจ  แต่ก็อย่าได้ท้อถอยกับชีวิตหากคิดที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อช่วง    เดือนกว่าที่ผ่านมานี้  ผมได้มีโอกาสบวชเข้าไปอยู่ในเพศบรรพชิต  และใน    เดือนกว่านั้นก็ได้เปลี่ยนชีวิตผมโดยสิ้นเชิง  ผมได้เข้าไปศึกษาวิชาหนึ่งในศาสนาพุทธซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ที่อยู่เหนือทุกศาสตร์บนโลกใบนี้  และยังเป็นศาสตร์ที่สามารถแก้ไขได้ทุกปัญหาบนโลกนี้เช่นกัน  วิชาที่ว่านี้ก็คือ  หนทางในการดับแห่งทุกข์อย่างไม่มีเหลือ  หรืออริยสัจ ๔ นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:48:25


ความคิดเห็นที่ 2 (1501372)

ที่ผ่านมาในชีวิตของผมในฐานะฆราวาส  เมื่อยามที่เกิดปัญหาหรือเครียด  ก็มักเกาไม่ถูกจุดที่คัน  หรือใช้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องคือ จะออกไปเที่ยวตามศูนย์การค้าบ้าง  หรือนอนหลับบ้าง  แต่วิธีเหล่านั้นก็ไม่ใช่ทางแก้  เพราะเมื่อผมหายเครียดหลังจากกลับจากศูนย์การค้าแล้ว  กลับมาบ้านก็เจอปัญหาอยู่เหมือนเดิม  นอนหลับตื่นขึ้นมาปัญหาก็ยังคงอยู่  แต่เมื่อได้เข้าไปศึกษาเรื่องหลักพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังด้วยจิตแล้ว ก็ทำให้ผมได้ค้นพบสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ อริยสัจ ๔  นั่นเอง

อริยสัจ ๔  ประกอบด้วย  ทุกข์คือเรื่องราวของปัญหา  สมุทัยคือต้นเหตุแห่งปัญหา  นิโรธคือหนทางดับปัญหาไม่ให้มีเหลือ  และมรรคคือวิธีการในการแก้ปัญหาเหล่านั้น  ตลอด ๒ เดือนที่ผมเป็นพระ  ผมได้ใช้หลักการเพียง ๔ ข้อนี้เท่านั้นในการแก้ปัญหาต่างๆ และก็ได้ผลด้วยดี  ปัญหาต่างๆดับลงไปอย่างไม่มีเหลือ

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:49:16


ความคิดเห็นที่ 3 (1501374)

ผมขอยกตัวอย่างปัญหาขึ้นมาสักหนึ่งปัญหา  ปัญหานี้เกิดขึ้นตอนที่ผมยังคงเป็นพระ  และผมก็ใช้หลักอริยสัจ ๔ แก้ไขได้อย่างสิ้นเชิง  ปัญหาที่ว่านี้หลายท่านคงอาจเคยพบเจอในชีวิต  หรือบางทีก็อาจกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้  ดังนั้น  ผมก็หวังว่าเรื่องที่ผมจะเล่าต่อจากนี้คงจะเป็นแนวทางให้แก่ท่านผู้อ่านใช้ในการดำเนินชีวิตได้  ปัญหาที่ผมจะเล่าให้ฟังก็คือเรื่องของการพลัดพราก  เมื่อผมบวชเป็นพระแล้ว  พ่อกับแม่ของผมได้มาส่งผมที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่  เมื่อมาถึงที่วัด  ท่านก็ได้พักอยู่ที่วัดเป็นเวลา      ๒ คืน ๓ วัน  พอถึงวันกลับท่านทั้งสองก็ได้มาลาผมกลับ  ในวินาทีนั้นผมรู้สึกใจหายมาก  รู้สึกเหมือนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวถึง ๖๐ วัน  หลังจากที่ท่านทั้งสองได้กลับแล้ว 

ทุกๆวันต่อจากนั้นผมก็เกิดอารมณ์เศร้าทุกวัน  พอปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรมได้ไม่ถึงชั่วโมงก็มานั่งเศร้าอีกเกือบครึ่งวัน  เป็นวนเวียนเช่นนี้อยู่ถึง ๕ วัน  มีบางครั้งคิดจะหนี  แต่ก็ไม่มีหนทางที่จะหนีเพราะวัดตั้งอยู่ในป่า  บนภูเขาสูง  เมื่อเรารู้แล้วว่าไม่มีทางหนีจึงตั้งหน้าตั้งใจปฏิบัติการเดินจงกรมต่อไป  จนในที่สุดเมื่อปฏิบัติจนเกิดสติขึ้นมา  จึงได้นำหลักอริยสัจ ๔ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง 

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:52:20


ความคิดเห็นที่ 4 (1501377)

เมื่อสติเกิดก็รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร  ที่ทุกข์เพราะเหตุที่จิตไปผูกพันเรื่องการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก  นี่คือสาเหตุหรือสมุทัย  การดำเนินวิธีต่อไปคือนิโรธ  เมื่อรู้สาเหตุแล้วก็ต้องรู้วิธีแก้ไขต่อไป  วิธีในการดับปัญหานี้ก็คือการเจริญสติ  เมื่อเกิดสติก็จะสามารถทราบได้ว่า  การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นเพียงเรื่องธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน  ทั้งนี้  การเจริญสติจะสัมฤทธิผลได้นั้นต้องอาศัยความอุตสาหะจากการปฏิบัติ

ขั้นตอนการปฏิบัติก็คือมรรค  ปฏิบัติคือการนำเอาความรู้สึกตัวจากการเดินจงกรมมาสลายความคิดที่ฟุ้งซ่าน  เมื่อจิตอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันคือการเดินจงกรม ก็จะไม่เกิดการที่จิตวิ่งไปหาเหตุการณ์ในอดีต  หรือในอนาคต ได้เพียงเท่านี้ก็จะทำให้จิตเกิดสติขึ้นได้  และจะส่งผลให้ปัญหาจบลงอย่างสิ้นเชิง

ที่กล่าวว่าอริยสัจ ๔ คือหนทางดับทุกข์ไม่ให้เหลือเพราะหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและใช้หลักอริยสัจ ๔ แก้ปัญหา  ปัญหาเรื่องการพลัดพรากก็ไม่เกิดขึ้นในจิตอีกตลอด ๖๐ วันที่ผมเป็นพระ  เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็คือหลักธรรมคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ สามารถใช้ได้กับปัญหาทุกเรื่อง  ขอเพียงแต่ผู้ใช้ มีสติหรือความรู้สึกตัวก่อน  เปรียบดั่งอริยสัจ ๔ คือรถ  และสติก็คือกุญแจ  หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วรถก็คงไม่อาจจะขับเคลื่อนไปได้

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:54:04


ความคิดเห็นที่ 5 (1501378)

ไม่ว่าคุณจะหนีปัญหาไปไกลสักเพียงใด  หรือแม้แต่อยู่ไกลถึงนอกโลก  ปัญหาก็ยังคงตามคุณไปได้  ในเมื่อปัญหาเกิดได้ทุกที่  อริยสัจ ๔ ก็เกิดได้ทุกที่เช่นกัน  ปัญหาที่ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้นนั้น  เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาในจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนอยู่ทุกวัน  ตราบใดที่ยังหลงอยู่ในกิเลส  ย่อมก่อให้เกิดความไม่สมหวัง  ความไม่พอใจในจิตใจผู้นั้นอย่างแน่นอน  ดังนั้น  วิธีการที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบเจอและแก้ไขปัญหาจนสำเร็จจึงสามารถช่วยเหลือทุกท่านที่ยังคงมีความพอใจและความไม่พอใจได้อย่างแน่นอน  ขอเพียงแต่ท่านมีสติควบคู่ไปกับหลักอริยสัจ ๔  เพียงเท่านี้ทุกปัญหาก็จะหมดไป  เพราะทุกปัญหาบนโลกใบนี้มาจากจุดเริ่มต้นเดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือ  “จิตภายใน”  ของตนเอง

 

* * * * * * * * * *  * * * * * * * * * *

 

หมายเหตุ             เขียนเมื่อวันที่    มิถุนายน  ๒๕๕๓

                        ช่วงเวลาที่บวช  :  วันที่  ๑๒  มีนาคม  ๒๕๕๓  ถึง  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๓

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:55:05


ความคิดเห็นที่ 6 (1501379)

โลกจิต

 

คุณเคยกังวลเรื่องปัญหาโลกแตกในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ บ้างหรือไม่  หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งเช่นที่ผมเคยเป็นคือ จะมีความคิดวิตกกังวลถึงคำทำนายเรื่องโลกแตก  ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่สิ่งที่แปลกก็คือ  ยังมีบุคคลอีกกลุ่มที่ไม่วิตกกังวลเรื่องนี้  และบุคคลกลุ่มนี้ก็ถือกำเนิดและสืบเชื้อสายกันมานานแสนนาน  บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์  หรือคนขององค์การใดทั้งสิ้น แต่กลับมีนักวิทยาศาสตร์และบุคคลอีกหลายกลุ่มที่มีชื่อเสียง ยกย่องและสรรเสริญบุคคลกลุ่มนี้ สิ่งที่บุคคลกลุ่มนี้กล่าวถึงในการแก้ปัญหาโลกแตกคือ  การแก้จากตัวเหตุจริงๆไม่ใช่มัวไประส่ำระส่ายแก้ที่ตัวปลายเหตุ แล้วตัวต้นเหตุที่กล่าวถึงคือที่ใดเล่า    นี่อาจจะเป็นคำถามในใจท่านผู้อ่าน  แต่ผมอยากจะเรียนท่านผู้อ่านตามความสัตย์จริงว่า ตัวต้นเหตุนั้นมีมาพร้อมๆกับตอนที่เราๆท่านๆ หรือมนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาสู่โลก  สิ่งๆนั้นก็คือจิตใจ  หรือธรรมชาติในตัวเรานั่นเอง และบุคคลที่ผมกล่าวถึงก็มิใช่ใครอื่นไกล  ท่านก็คือ “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”  และเหล่าพุทธสาวกที่สืบเชื้อสายคำสั่งสอนมานั่นเอง  วิธีการของพระพุทธเจ้าในการแก้ปัญหาโลกภายนอกก็คือ  การแก้ที่ต้นเหตุจากภายใน  เพียงแต่เราทำความรู้จักกับธรรมชาติของตนเองและหมั่นศึกษาที่จิตใจของตนให้บ่อยเท่านั้น  เราก็จะเห็นวิธีหยุดปัญหาโลกแตกได้  โลกจะแตกหรือไม่ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ นั้นขึ้นอยู่กับโลกอีกใบ  โลกใบนั้นมีชื่อว่า  “โลกจิต” 

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:58:24


ความคิดเห็นที่ 7 (1501380)

ตั้งแต่ผมกำเนิดมาและได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มากว่า ๒๐ ปี  ผมมีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุดในสังคมและในธรรมชาติ  ซึ่งผมคิดว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปอย่างไม่รู้จบ  จนกว่าจะถึงบทสุดท้ายแห่งโลกใบนี้  ทุกวันนี้มนุษย์กำลังตื่นตระหนกถึงการอวสานของพิภพผืนนี้  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  มนุษย์ก็ยังคงดิ้นรนต่อสู้กับกระแสสังคมภายนอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  แม้ปากจะบอกว่ากลัวต่อจุดจบของโลก  แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ  มนุษย์ยังคงไม่เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่กำลังมาถึงนั้นเลย  มัวแต่แก้ปัญหาแบบไม่ถูกจุด  คอยแต่เฝ้าระแวดระวังถึงสิ่งภายนอกจนลืมไปว่ายังคงมีโลกอีกใบหนึ่งอยู่ข้างในกายของเรา  เป็นดินแดนที่ปราศจากผู้คน  ไม่มีวัตถุใดๆอยู่ในนั้น  ว่าง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต  และที่สำคัญ มันเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตไม่สิ้นสุด

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 14:59:12


ความคิดเห็นที่ 8 (1501381)
ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับโลกใบนั้น แม้เป็นเพียงการเข้าไปสัมผัสดินแดนนี้แบบเฉียดๆ  แต่ประสบการณ์ที่ได้รับ มีค่ามากกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกภายนอกถึง ๒๐ กว่าปีเสียอีก  ผมจึงมั่นใจว่าการแก้ปัญหาต่างๆในโลกภายนอกนั้น ต้องแก้จากโลกภายในเสียก่อน  หากว่าคุณอยากเข้าไปสัมผัสกับดินแดนแห่งนั้น  ผมก็จะขออาสาเป็นผู้นำทาง พาท่านไปพบเห็นกับโลกอีกใบหนึ่งที่ว่างเปล่า
ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:00:04


ความคิดเห็นที่ 9 (1501382)

ก่อนที่ผมจะค้นพบดินแดนแห่งนั้น  ระหว่างทางที่ผมไป  ผมก็มักเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าเหตุใดเมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ กว่าปีก่อน เจ้าชายผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินและอำนาจ จึงยอมทิ้งสิ่งเหล่านั้น  แล้วออกเดินทางจากโลกภายนอกมุ่งหน้าสู่โลกที่ผมกำลังจะพาท่านไป แต่เมื่อผมได้พบดินแดนนั้น คำถามทั้งหมดของผมก็ได้จบสิ้นไป   โลกใบนี้ที่อยู่ภายในกาย ผมขอเรียกว่า “โลกจิต” บุคคลแรกของโลกที่สามารถค้นพบและเข้าใจโลกจิตได้คือพระพุทธเจ้า  หรือเจ้าชายผู้มั่งคั่งพระองค์นั้น  เหตุผลที่พระองค์เดินทางไปก็เพียงเพราะ  ในขณะที่พระองค์ยังคงเป็นเจ้าชายอยู่นั้น  พระองค์ได้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมาในใจว่า  ทำไมเมื่อมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อมถึงเพียงนี้แล้วยังคงเกิดความทุกข์อีก  แค่คำถามเดียวภายในใจของมนุษย์คนหนึ่งจึงทำให้เกิดศาสนาพุทธขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้  เมื่อผมกล่าวมาถึงตรงนี้  ผมคงจะตอบข้อสงสัยของใครหลายคนได้ว่าเหตุใดผมจึงชักชวนไปที่ดินแดนแห่งนั้น  เพราะในดินแดนแห่งโลกจิตเป็นสถานที่ที่ปราศจากซึ่งความทุกข์  และเมื่อคุณไปถึง  คุณก็จะพบกับวิธีการในการแก้ปัญหาของโลกภายนอกได้ทุกปัญหา  แม้แต่ปัญหาโลกแตกก็ตาม

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:00:54


ความคิดเห็นที่ 10 (1501383)

สิ่งแรกที่ต้องเตรียมสำหรับการเดินทางก็คือ  ต้องมีความศรัทธาและความอดทน  ความศรัทธานั้นเปรียบประดุจแผนที่  หากเราไม่เชื่อแผนที่ในมือแล้วเราก็คงไปไม่ถึงจุดหมาย  หรือบางครั้งอาจหลงทางได้  เมื่อมั่นใจในแผนที่และออกเดินทางแล้ว  สิ่งต่อไปที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญต่อการเดินทางครั้งนี้ก็คือ  ความอดทน  เพราะระยะทางในการไปโลกจิตนั้นอุปสรรคมีมากมายเหลือประมาณ  พระพุทธเจ้าบุคคลผู้ก้าวไปเหยียบผืนดินแห่งนี้เป็นคนแรกยังต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี  หากไม่มีความอดทนแล้วจึงยากที่จะเดินทางไปถึง

เมื่อคุณเข้าใจและพร้อมที่จะทำตามที่ผมแนะนำแล้ว  ต่อไปผมก็จะอธิบายถึงพาหนะที่จะนำพาไป  พาหนะที่สามารถนำทางเราไปถึงโลกจิตนั้นมีมากมายนัก  เช่น  การนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ  การนั่งเจริญสติแบบเคลื่อนไหว  การเดินจงกรม  การนับลูกประคำ  หรือแม้กระทั่งการสวดมนต์ก็ตาม    หากพาหนะที่ผมแนะนำเปรียบเสมือนรถแล้วมันก็ต้องมียี่ห้อของรถ  รถทุกคันที่ผมแนะนำนั้นรวมอยู่ในบริษัทรถที่ชื่อว่า  สติปัฏฐาน ๔  นั่นก็คือการเจริญสติอยู่ในอิริยาบถยืน  เดิน  นั่ง  นอนนั่นเอง  หลักธรรม  สติปัฏฐาน ๔ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสมัยพุทธกาล  ทรงแสดงเพราะทรงเล็งเห็นว่าการมีสติ ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่นั้นเป็นการกำจัดความทุกข์ที่ได้ผลแน่นอน  ไม่ว่าขณะนั้นคุณกำลังทำอะไรอยู่  เช่น  กำลังอ่านหนังสือ  กำลังกินข้าว  เพียงแค่ลองใส่ความรู้สึกเข้าไปว่ากำลังมองตัวหนังสือ  กำลังเคี้ยวอาหาร  พยายามมีสติอยู่กับปัจจุบันให้ตลอด  เพียงเท่านี้เราก็สามารถออกจากความทุกข์แล้วเดินทางเข้าสู่โลกจิตได้ไม่ยาก

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:02:06


ความคิดเห็นที่ 11 (1501384)

เมื่อพาหนะพร้อมแล้ว  ขั้นต่อไปก็คือวิธีการขับเคลื่อน  ไม่ว่าการนั่งสมาธิ  หรือการเดินจงกรมก็ดี  หากไม่รู้วิธีการขับเคลื่อนแล้วก็คงยากที่จะไปถึงดินแดนแห่งโลกจิต  อาจจะหลงทางไปโผล่ในโลกใบอื่นที่อาจจะไม่แตกต่างจากโลกที่วุ่นวายนี้เลยก็ได้  วิธีง่ายๆในการขับเคลื่อนก็คือ  การรู้เฉยๆ ทำเฉยๆ  คำพูดนี้หมายความว่า  เวลาเดินจงกรม  ไม่ว่าเท้าของเราจะสัมผัสกับพื้นแล้วรู้สึกอย่างไร  เช่น  เจ็บ  เย็น  หรือปวด  ก็ให้รู้เพียงเท่านั้น  ไม่ต้องไปสานต่อความคิด  หรือฟุ้งซ่านไปกับมันว่าหากเจ็บแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ให้หยุดเพียงแค่การเจ็บเท่านั้นพอ  นี่คือการรู้อย่างเฉยๆ  ในการทำเฉยๆก็เช่นกัน  ไม่ว่าจะเดิน  หรือจะนั่ง  ขอเพียงแค่ไม่คิด  หรือรับรู้กับสิ่งต่างๆที่เข้ามาต่อยอดก็พอแล้ว  การขับเคลื่อนพาหนะโดยการมีสติอยู่กับปัจจุบันและไม่คิดถึงสิ่งใดๆนั้นอาจจะขัดต่อโลกภายนอกที่สอนมนุษย์อยู่เสมอว่าให้รู้จักคิด   แต่

แห่งจิตได้สำเร็จ  เมื่อไปถึง คุณก็จะทราบเองว่า  การไม่คิดแต่เป็นการนำเอาสติมาจับที่ตัวรู้จะทำให้เกิดปัญญา  แล้วสิ่งนั้นก็จะมีค่ามากมายกว่าการคิดนัก  พระพุทธเจ้ามิใช่นักคิดและเหล่าพระอรหันต์พุทธสาวกของท่านทุกองค์ก็มิใช่นักคิดเช่นกัน  เพียงแต่พระพุทธองค์และเหล่าอริยสงฆ์สาวกเป็นเพียงแค่ผู้รู้  ผู้รู้ที่รู้ได้ด้วยปัญญาญาณ  เมื่อพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกเดินทางมาถึงโลกจิตแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในจิตใจของพวกท่านเหล่านั้นก็กลายเป็นความว่างเปล่าทั้งสิ้น  ผมอธิบายท่านผู้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็คงจะเดาได้แล้วว่าความทุกข์นั้นคืออะไร  ความทุกข์ก็คือความคิดนั่นเอง  แต่หลักคำสอนนี้คงจะขัดกับหลักความจริงของโลกภายนอกที่หมั่นสอนให้มนุษย์พยายามคิดและคิดให้เป็น  แต่ลืมสอนเพิ่มเติมว่าการคิดอย่างไม่ทุกข์ก็คือการรู้ด้วยปัญญา  เพียงเท่านี้ความทุกข์ก็จะไม่เกิด  ขอเพียงเรามีสติและปัญญาเท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:03:00


ความคิดเห็นที่ 12 (1501385)

เมื่อท่านทราบเรื่องโลกแห่งจิตและการที่จะดับทุกข์แล้ว  ท่านยังคงกังวลต่อปัญหาโลกาวินาศอีกหรือ  ในเมื่อพระพุทธองค์ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือให้แก่มวลมนุษยชาติแล้ว  ท่านจะยังคงร้อนใจไปทำไม  สิ่งที่ท่านควรจะเตรียมตัวก็คือความพร้อมที่จะเปิดใจและน้อมนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาใช้  เพียงเท่านี้ก็คือการรับมือที่ดีแล้ว  แท้ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านเพียงแต่ทรงค้นพบโลกแห่งจิตเท่านั้น  แต่พระองค์ท่านมิใช่บุคคลแรกที่ก้าวไปถึง  แต่โลกของจิตมีอยู่กับมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด  เราทุกคนเพียงแต่มีหน้าที่ชำระล้างจิตใจเพื่อให้กลับไปสู่สภาวะนั้นอีกครั้งเท่านั้น  สภาวะที่กล่าวก็คือสภาวะที่จิตอยู่กับปัจจุบัน  ไม่มีความคิดปรุงแต่ง  ไม่ต้องคอยคิดว่าในอนาคตโลกจะเป็นเช่นไร หรือในอดีตเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง  หากทำได้  เราก็จะสามารถเดินทางกลับสู่โลกจิตที่จากมาได้ไม่ยาก  เหตุผลหลักที่ทำให้เราก้าวออกมาจากโลกจิตที่เคยอยู่  หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงจิตของเราเปลี่ยนไปจากสภาวะจิตดั้งเดิมที่มันเคยว่างเปล่าเพียงเพราะว่าเราถูกแต่งเติมสิ่งต่างๆจากโลกภายนอกทุกวันๆ  จนบางครั้งอาจทำให้เราเห็นความทุกข์เป็นความสุขไป   แต่หากท่านทั้งหลายพยายามเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งโลกจิตได้อย่างที่ผมเคยประสบพบเจอมาครั้งหนึ่งแล้วนั้น  ก็จะก่อให้เกิดการชำระล้างตะกอนในใจที่เกิดจากการแต้มสีของโลกภายนอกได้  อย่างน้อยที่สุดอาจทำให้เบาบางลง  แต่หากว่าใครสามารถเข้าไปอาศัยได้เลยก็จะพบกับความสุขที่เป็นนิรันดร์  หรือที่เรียกว่านิพพานก็เป็นได้  เมื่อท่านทั้งหลายทราบเช่นนี้แล้ว  เรื่องวันโลกาวินาศที่อาจจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ และปัญหาอีกมากมายในสังคมโลกก็จะหมดไป  แต่ไม่ใช่หมายถึงการหมดไปจากโลกภายนอก  แต่มันจะหมดไปจากโลกแห่งจิตเรา  สุดท้ายนี้  ผมขออวยพรให้การเดินทางของนักแสวงหาทางดับทุกข์ทั้งหลายได้เดินทางสู่โลกจิตโดยสวัสดิภาพ  เพียงแค่ท่านทั้งหลายหวนระลึกและมีสติอยู่เสมอว่า  ไม่ควรเดินออกนอกเส้นทาง  หรือไปข้องแวะกับสิ่งใดๆระหว่างทาง  เพราะทางเดินมีเส้นทางเดียว  นั่นก็คือ    “ทางสายกลาง”  ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า

 

* * * * * * * *  * * * * * * * * * *

หมายเหตุ     เขียนเมื่อวันที่    มิถุนายน  ๒๕๕๓

                        ช่วงเวลาที่บวช  :  วันที่  ๑๒  มีนาคม  ๒๕๕๓  ถึง  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๓

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:04:06


ความคิดเห็นที่ 13 (1501391)

เรื่องราวของผมอาจจะยาวสักนิดหนึ่ง แต่ผมก็เขียนตามความเข้าใจของตนเอง ตลอดระยะเวลา 63 วัน ให้ชีวิตใหม่กับผม และคนในครอบครัว

จากเด็กวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ...... ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต นำความทุกข์ใจมาสู่คนในครอบครัวอยู่เสมอ

การไปปฏิบัติธรรมกับหลวงตาที่วัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร

และการบวชของผม และไปอยู่กับครูบาเจ๊าะ ที่วัดป่ามหาปัญญโญ จ.เชียงใหม่ 

ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป... ปัจจุบัน ผมกลับมาเรียนแล้วครับ 

กราบขอบพระคุณครูทั้งสองท่านของผม คือ หลวงตาและครูบาเจ๊าะ ที่มอบชีวิตใหม่กับผม

ผมจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทั้งทางโลกและทางธรรม ผมจะเป็นคนดีของแม่และจะดูแลครอบครัวให้มีความสุขครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โบ๊ท วันที่ตอบ 2010-07-14 15:14:04


ความคิดเห็นที่ 14 (1501458)

ขออนุโมทนากับน้องโบ๊ท คุณแม่ และครอบครัวด้วยนะคะ ที่ได้พบหนทางเอกแล้ว และยังได้นำมาแบ่งปันให้ผู้แสวงหาทั้งหลายได้เกิดความมั่นใจในเส้นทาง อีกทั้งยังมีกำลังใจในการก้าวเดินต่อเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง

ขอบคุณมากค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรักษา วันที่ตอบ 2010-07-15 09:04:15


ความคิดเห็นที่ 15 (1501463)
อนุโมทนาน้องโบ๊ทกับคุณแม่ค่ะ......... ดีใจด้วยคะที่ได้ลูกชายกลับคืนมาสู่ครอบครัว
ผู้แสดงความคิดเห็น ธรรมะจัดสรร วันที่ตอบ 2010-07-15 09:34:20


ความคิดเห็นที่ 16 (1501469)

สาธุ อนุโมทนากับครูบาโบ๊ท

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nin nin nin วันที่ตอบ 2010-07-15 10:07:53


ความคิดเห็นที่ 17 (1501487)

ขออนุโมทนากับน้องโบ๊ทของคุณแม่จุ๋มและครอบครัวด้วยนะคะ....... อ่านแล้วซึ้งมากคะ

ดีใจแทนครอบครัวที่กำลังเดินทางสู่ประตูแห่งการหลุดพ้น   

สาธุ สาธุ........

 

ผู้แสดงความคิดเห็น หนูฝนใจ วันที่ตอบ 2010-07-15 12:23:20


ความคิดเห็นที่ 18 (1501613)

...ขอโมทนาหลายๆด้วยนะครับผม เป็นสิ่งยืนยันว่า ปฏฺบัติจริง,ถูกจริง,ของจริงย่อมเกิด

ขอเอาประโยคหนึ่งมาโพสนะครับ จำไม่ได้ว่าคัดลอกมาจากที่ไหนครับ แต่เห็นซึ้งดีครับ

...หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย

ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา

จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป เพราะถ้าถึงวันนั้นนะ

เราจะระหกระเหินอีกแสนนาน....

ผู้แสดงความคิดเห็น น้องต้น49 วันที่ตอบ 2010-07-16 14:13:31


ความคิดเห็นที่ 19 (1507053)

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เบญญาภา วันที่ตอบ 2010-08-26 03:52:42


ความคิดเห็นที่ 20 (1511114)

อนุโมทนาสาธุครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พินิจ วันที่ตอบ 2010-09-25 13:22:13


ความคิดเห็นที่ 21 (1513834)

อนุโทนาบุญด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ประพันธ์ศักดิ์ วันที่ตอบ 2010-10-15 06:08:41


ความคิดเห็นที่ 22 (1516204)

ขออนุโมทนาบุญอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ที่เปลี่ยนจากเมฆหมอกและพายุให้กลายเป็นสวนดอกไม้

ผู้แสดงความคิดเห็น จินนาบุญ (jinnaboon-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-11-02 19:59:26


ความคิดเห็นที่ 23 (1518101)

ขออนุโมทนาสาธุ  กับครอบครัวนี้ที่พบทางสายเอกค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2010-11-17 17:40:05


ความคิดเห็นที่ 24 (1521668)

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ อ่านแล้วรู้สึกอยากให้คนทุกคนได้ปฏิบัติบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น กุ้ง วันที่ตอบ 2010-12-13 23:40:08


ความคิดเห็นที่ 25 (1522572)

Congratulation

ผู้แสดงความคิดเห็น kenika sanithmuang วันที่ตอบ 2010-12-19 11:53:37


ความคิดเห็นที่ 26 (1526848)

ขออนุโมทนาด้วยครับ ฟังแล้วชื่นใจ ถ้าอย่างไรแล้วขออนุญาติเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ และผู้ต้องการกำลังใจในการปฏิบัติธรรมต่อนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณครู วันที่ตอบ 2011-01-13 10:44:46


ความคิดเห็นที่ 27 (1548525)

ขออนุโมทนาบุญด้วย อ่านแล้วปิติ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น หอยทาก วันที่ตอบ 2011-05-27 11:11:31


ความคิดเห็นที่ 28 (1548807)

ขออนุโมทนา"สาธุ ด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Chairat BaliBarley วันที่ตอบ 2011-05-28 17:34:02


ความคิดเห็นที่ 29 (1558546)

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ  และขอให้รักษาใจ รักษาสติให้ต่อเนื่อง จนอยู่เหนือทุกข์ เหนือสุขค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ต้นกล้าพุทธะ วันที่ตอบ 2011-07-18 09:06:19


ความคิดเห็นที่ 30 (1567520)
ขออนุโมทนา สาธุ ค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น คนเดินทาง วันที่ตอบ 2011-09-03 19:20:01


ความคิดเห็นที่ 31 (1606960)
อนุโมทนาครับ..อ่านแล้วพลอยสุขไปด้วยครับ...อนุโมทนาครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ศรัทธาหลวงพ่อเทียน วันที่ตอบ 2012-04-18 17:08:48


ความคิดเห็นที่ 32 (1617958)

อนุโมทนาบุญกับน้องโบ๊ทและครอบครัวด้วยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดี ๆ ปิดิมาก ๆ จนปรารถนาที่จะไปฝึกปฏิบัติกับหลวงตาบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น แป้ง วันที่ตอบ 2012-06-27 16:16:17


ความคิดเห็นที่ 33 (1623691)

ขออนุโมทนาด้วยคนนะตะ

อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ค่ะมาถูกทางค่ะ ศรัทธา ความตี้งใจ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดความรู้สึกตัว และก็ทำให้ความทุกข์จากคนที่ทุกข์มาก จนขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ปฏิบัติเถอะ ลองดูสักตั้ง ไม่ยากและก็ไม่ง่าย ขอแต่ทุกคนสู้ ๆ ขอเป็นกำลังใจ ซึ้งมาก น้ำตาซึมเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น อนุบาลน้อยเจริญสติ (supk09-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-08-11 19:57:39


ความคิดเห็นที่ 34 (1635562)

 ขออนุโมทนาด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พิชิตพงษ์ วันที่ตอบ 2012-10-20 18:31:05


ความคิดเห็นที่ 35 (1654042)

ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ อ่านแล้วได้กำลังใจมากๆ ในการปฏิบัติด้วยความพากเพียร อดทน ต่อเนื่อง...

ผู้แสดงความคิดเห็น จินัฐตา วันที่ตอบ 2013-03-10 11:11:05


ความคิดเห็นที่ 36 (1674631)
Congratulation.
ผู้แสดงความคิดเห็น sudaruck dachpoomee (sudaruck-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2014-01-22 07:39:17



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658