เดินทางผ่านมา......**ฝากไว้ให้อ่านเล่น**


ความรักเหมือนโรคา......บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล............อุปสรรคะใดใด

ความรักเหมือนโคถึก.....กำลังคึกผิว์ขังไว้
ย่อมโลดจากคอกไป......บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
ถึงหากจะผูกไว้...........ก็ดึงไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง............บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย


ผู้ตั้งกระทู้ onin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-02 11:12:16


1

ความคิดเห็นที่ 1 (1516124)
ถาม :อาการติดบุญมันเป็นยังไงคะ ?

ตอบ : อาการที่ติดบุญมันอยู่ในลักษณะที่ทำแล้วยังหวังผลตอบแทนอะไรอยู่ แต่จำไว้ว่าการติดมงคลมันดีกว่าติดอัปมงคลเยอะ
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-02 11:31:32


ความคิดเห็นที่ 2 (1516372)

คำสอนขององค์สมเด็จองค์พระปฐม

จงอาศัยการกระทบให้เป็นประโยชน์ของการตัดกิเลส เห็นทุกข์มากเท่าไหร่ ยิ่งเบื่อทุกข์มากขึ้นเท่านั้น จิตจักปล่อยวางทุกข์ลงได้ในที่สุด แต่ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาประกอบไปด้วย มิฉะนั้น เห็นทุกข์ก็จักเกาะทุกข์ ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ ถ้าหากมีปัญญาก็จักปล่อยวาง เนื่องด้วยเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง การที่จักพ้นทุกข์ได้ จักต้องรู้จักพิจารณาใช้ปัญญาใคร่ครวญอยู่เสมอ จึงจักปล่อยวางได้.

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-04 09:03:03


ความคิดเห็นที่ 3 (1516373)
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-04 09:09:50


ความคิดเห็นที่ 4 (1516762)
๑. ให้พิจารณาอายุของร่างกายที่มากขึ้นทุกวัน แสดงให้เห็นชัดถึงความตายที่เข้าใกล้เข้ามาทุกที จงอย่ามีความประมาทในชีวิต

๒.ให้เห็นทุกข์ของการมีชีวิตอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนจากภัยนานาประการ เรื่องเหล่านี้มิใช่ของแปลกหรือของใหม่แต่อย่างไร เป็นภัยที่อยู่คู่โลกมานานแล้วในทุกๆพุทธันดรที่เจอมาอย่างนี้


๓. อย่าไปหวังแก้โลก อย่าไปหลงปรุงแต่งตามโลก ให้เห็นตัณหา ๓ ประการที่ครอบงำโลกให้วุ่นวายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

๔. ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วปล่อยวางโลกเสียด้วยความเห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง น่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายินดีไม่น่ายินร้ายแม้แต่นิดเดียว

๕. อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ใครจักเป็นอย่างไรก็ช่าง ให้มองจิตตนเข้าไว้เป็นสำคัญ เพราะตนเองปรารถนาพระนิพพาน จักต้องโจทย์จิตของตนเองเอาไว้เสมอ ฝึกให้ปล่อยวางเพราะการไปพระนิพพาน จิตติดอะไรแม้แต่อย่างเดียวในโลกนี้หรือไตรภพ ก็ไปไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-06 14:30:51


ความคิดเห็นที่ 5 (1516764)
มรณานุสสติกรรมฐานเป็นพื้นฐานใหญ่ที่จักนำจิตของตนเองให้เข้าถึงความไม่ประมาทได้โดยง่าย และเป็นตัวเร่งรัดความเพียร ด้วยเห็นค่าของเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ ชีวิตจริงๆ ดั่งเช่นเปลวเทียนวูบๆ วาบๆแล้วก็ดับหายไป เกิดใหม่ก็ดับอีกหากไม่เร่งรัดปัญญาให้เกิดขึ้น ก็ยังจักต้องเกิดตายอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-06 14:33:59


ความคิดเห็นที่ 6 (1516835)
สิ่งดีๆที่เรียกว่ารัก

การเจอใครสักคนที่ใจตรงกันแต่ความสัมพันธ์อาจจะเริ่มไม่ได้...

เพราะอะไรก็ตาม คุณควรจะคิดว่า อย่างน้อยก็ได้เจอ...

อย่างน้อยก็ได้รู้จัก อย่างน้อยก็ได้รัก เราคงยังเป็นเพื่อนกันได้

ใครบางคนพบรักแท้แค่เปิดตา

ใครบางคนมองหากลับไม่เห็น

ใครบางคนได้รักมาแต่ยากเย็น

ใครบางคนมองเห็นกลับเมินไป

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-07 08:59:40


ความคิดเห็นที่ 7 (1517151)

"ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่ามี

ความประมาทในชีวิต อาการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการบอก

เตือนให้ระลึกนึกถึงร่างกายตามความเป็นจริง

โดยให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ว่าไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา มิใช่เรา มิใช่ตัวตนของใคร ปล่อยวาง

ให้สบาย ๆ การรักษาให้ยาก็จำเป็นที่จักต้องรักษา

เพื่อบรรเทาทุกขเวทนาชั่วคราว มิใช่รู้ว่าไม่ใช่เรา

แล้วปล่อยช่างมัน ไม่รักษา ทุกขเวทนายิ่งเบียดเบียน

หนักยิ่งขึ้น ทุกอย่างจักต้องอาศัยปัญญา "

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-09 22:19:46


ความคิดเห็นที่ 8 (1517586)
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย คนเราจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ต้องประพฤติปฏิบัติเอง บุคคลอื่นจะทำให้อีกคนบริสุทธิ์นั้นไม่ได้ บอกวิธีให้ได้ แต่ไม่สามารถจะสวด จะเสกให้ได้ ต้องใช้ความพยายามพากเพียรด้วยของเราตัวเอง
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-13 09:10:16


ความคิดเห็นที่ 9 (1517658)
      การสงเคราะห์บุคคลอื่น เป็นเพียงหน้าที่เท่านั้น อย่าเอาจิตไปเกาะกรรมของเขา มองให้เห็นธรรมดา แก้โลกไม่มีสิ้นสุดให้แก้ที่จิตใจตนเองเป็นสิ้นสุดได้ พยายามปลดสิ่งที่เกาะติดอยู่ในใจลงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ วางภาระ และพันธะลงเสียให้เป็นสักแต่ว่าหน้าที่เท่านั้น จิตจักได้ไม่เป็นทุกข์ ประเด็นสำคัญอันจักต้องให้เห็นชัดคือพิจารณากฎของกรรม ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม จุดนั้นจึงจักถึงซึ่งจิตเป็นสุขและสงบได้
ผู้แสดงความคิดเห็น onio วันที่ตอบ 2010-11-14 08:07:06


ความคิดเห็นที่ 10 (1517659)
จะมีไหมที่หัวใจ............จะได้หยุด
หยุดเพื่อคิด..หยุดเพื่อสร้าง...ถึงสิ่งใหม่
วันนี้คุณดูแลหัวใจคุณเอง  แล้วหรือยัง ?
หยุดเพื่อเติม.....สีสันและ.........แรงใจ
หยุดเพื่อเติม......สิ่งใหม่..........ให้ตัวเอง
หัวใจ..........ใช่เป็นดั่ง.............เหล็กกล้า
จึงต้อง........ให้เวลา.......ใจ.....พักบ้าง
ให้เวลา......เพื่อเก็บ...ซึ่ง..ประสบการณ์
ให้เวลา......สร้างตำนาน.....แห่งหัวใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-14 08:11:34


ความคิดเห็นที่ 11 (1517661)
...ร้อยอักษร    หมื่นคารม
...ล้านคำคม.....ฝากฝันมา
   เพืยงพบ.......และเพื่อจาก
   สุดท้าย ........พราก ณ ลับตา
   ลงท้าย.........ก็เพียงว่า.....
   อดีต..บ้านท่าฯ..ลาลับไป

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-14 08:26:35


ความคิดเห็นที่ 12 (1517732)
ทุกข์เพราะรัก
โดยพระอาจารย์สนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน นนทบุรี



     ความวุ่นวายที่ทุกคนมีอยู่ยังดับไม่ลง เดี๋ยวเรื่องนั้นเข้ามาแทรกเดี๋ยวเรื่องนี้เข้ามาซ้อน เรื่องรักเรื่องใคร่ เรื่องโลภโกรธหลงมีอยู่ในหัวใจทุกคน แสวงหาความอยาก ความรัก เช่นไปขอความรักเขา อยากให้เขารักเรามากๆ รักน้อยไม่เอา อยากให้มันเพิ่มมากขึ้น ที่จริงมันเพิ่มทุกข์ทั้งนั้น

     เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ทุกข์มากขึ้น รักมากก็กังวลมาก กลัวจะเป็นโน่นเป็นนี่ กลัวจะไม่ดี กังวลกลัวจะเปลี่ยนแปลง เกิดความทุกข์กระสับกระส่ายกระวนกระวาย เมื่อรักมากห่วงมากก็เป็นทุกข์มาก ห่วงมากๆเข้าก็หึงหวงเกิดทะเลาะขัดแย้งกันเพราะไม่ตรงตามที่ตกลง

    “ทำไมรักแล้วต้องเป็นอย่างนี้ด้วย” รักแล้วต้องคอยติดตามเป็นเงาตามตัวทำไม? คนถูกรักก็ไม่เข้าใจในความรัก คนที่รักก็ไม่เข้าใจในความรัก รักแล้วกลายเป็นห่วงกลายเป็นเฝ้าติดตามจนกลายเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา รักไม่มีธรรมะมักเป็นอย่างนี้

     ถ้าเราไม่เข้าหาธรรมะมันก็หนักเอียงไปทางเดียว เอียงไปทางที่เป็นทุกข์อยู่เรื่อย เพราะเราอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันตรงกับตามความต้องการ แต่มันก็ไม่เป็นดังที่เราต้องการสักที นี่แหละชีวิตคนเราถ้าไม่มีธรรมะแล้วก็จะมีปัญหา แม้แต่ความรักก็เป็นเรื่องใหญ่โตเป็นความทุกข์ที่เข้ามาแทรกซ้อนอยู่ทุกลมหายใจ

     ความรักจะเข้าใจกันทีแรกเท่านั้น อยู่ไปนานๆมันไม่รู้จักความเข้าใจเพราะมันเกินเลยไม่มีขอบเขต คนเราจึงมีปัญหาหัวใจ เป็นทุกข์เพราะห่วง เพราะหวง เพราะกังวล

     แม้ความรักที่สาบานว่าจะรักกันจนตายมันก็ยังทิ้งกันได้ ต่างคนต่างเกิดมาก็ตายจากกันได้ ไม่มีอะไรเป็นของเที่ยงเลย แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นว่าทุกอย่างนั้นจะเป็นไปตามสัญญาไม่มีหรอก

    รู้จักละวางให้ใจว่างบ้างด้วยการภาวนา ด้วยการเข้าใจธรรม พอมันไปห่วงไปรักไปกังวลคนอื่นมันเป็นทุกข์ทุกทีอีกแล้วว่าเขาจะเป็นโน่นเป็นนี่ ตัดใจให้ได้ช่างมันเถอะเกิดคนเดียวตายคนเดียว เอาความตายมาตัดปุ๊ปสบายใจ คนเรากรรมใครกรรมมัน เขาทำบุญไว้ก็ต้องไปดีเขาทำบาปก็ต้องไปตามกรรมของเขา ใครจะไปดึงรั้งเขาได้

    จึงว่าเราเกิดมาแล้วก็ศึกษาชีวิตให้เป็นธรรมะเสีย เกิดคนเดียวตายคนเดียวกินคนเดียวทุกข์คนเดียว ถ้าเรายังช่วยใจตนเองให้สงบไม่ได้ ก็ช่วยคนอื่นไม่ได้จะต้องช่วยเหลือตนเองก่อน เมื่อช่วยเหลือตนเองได้ก็ช่วยเหลือผู้อื่นได้

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-15 06:06:03


ความคิดเห็นที่ 13 (1517733)
     ใจนี้เป็นของหายาก รู้วิธีที่จะหาใจแต่หามันไม่เจอสักทีมันก็หายากอยู่เหมือนกัน

ถ้าไม่รู้จักใจแล้วปฏิบัติกัมมัฏฐานยากนัก บางคนปฏิบัติมาเป็นเวลาสิบ ๆ ปี

ก็ไม่เห็นใจสักทีเห็นแต่จิต ความจริงคำว่าเห็นจิตนั้น คือ

เห็นแต่อาการความคิดนึกปรุงแต่งของมันเท่านั้น

ผู้ไปคิดนึกปรุงแต่งนั้นไม่เห็นจึงเรียกว่า เห็นแต่อาการของมัน

ถ้าเห็นตัวผู้คิดนึกปรุงแต่งแล้ว มันจะเข้ามาเป็นใจคือหยุดนิ่งเฉยเลย

อุปมาเหมือนบุคคลผู้ตามรอยโค เห็นแต่รอยยังไม่เห็นตัวมัน

เรียกว่า ตามจิตไม่ใช่เห็นจิต เห็นจิตหรือรู้เท่าทันจิต

จิตก็หยุดนิ่งเฉยไม่มีคิดนึกปรุงแต่งอะไร ๆ ทั้งหมดนั้นเรียกว่า

             " จิต รวมมาเป็น ใจ แล้ว "

คนที่ปฏิบัติมานานเป็นสิบ ๆ ปี ก็ไม่เคยเห็นจิตตนเลยสักที

ก็เพราะไปตามแต่อาการของจิต เหมือนบุคคลไปตามแต่รอยโค

เลยไม่เห็นตัวโคเลยสักที ถ้าไปเห็นตัวโคแล้วใครเล่าจะไปตามรอยอีก

จิตกับใจ พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงไว้ว่า  เป็นอันเดียวกัน

" จิตอันใดใจก็อันนั้น ใจอันใดจิตก็อันนั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-15 06:20:00


ความคิดเห็นที่ 14 (1517735)

ขออนุโมทนา สาธุ  กับธรรมะ ของคุณ onin  มากๆ ค่ะ  มีโอกาส ช่วยเขียน

มาให้อ่าน และพิจารณาอีกนะคะ  ขอบคุณจริง ๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2010-11-15 07:16:12


ความคิดเห็นที่ 15 (1517902)

***.......................***  ขอบคุณที่ให้โอกาส  ไม่ใช่ธรรมของเราเป็นของพระพุทธองค์

ตัวเรานั้นไม่มีอะไรดีซักอย่าง  ยังต้องปรับปรุงแก้ไขอีกมากคอยย้ำเตือนจิตตนอยู่เสมอ 

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-16 08:48:25


ความคิดเห็นที่ 16 (1517903)

การถือตัวถือตนว่า   เราเสมอเขาก็ดี   เราดีกว่าเขาก็ดี  

เราเลวกว่าเขาก็ดี  เป็นปัจจัยของความทุกข์

อย่ามองคน ด้วยฐานะ อย่ามองคน ด้วยศักดิ์ศรี

อย่ามองคน ด้วยความรู้ความสามารถ

มองคนแต่เพียงว่าสภาพของเขา เป็นวัตถุเหมือนสภาพของเรา

จิตใจของเราพร้อมในการเมตตาปรานีไม่ถือตน

เขาจะมาในฐานะเช่นใดก็ช่าง ถือว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่

เจ็บ ตาย เหมือนกันหมด การกำหนดอารมณ์ อย่างนี้

เราก็สามารถจะกำจัดตัวมานะ การถือตัวถือตนเสียได้ อย่างนี้เรียกว่า อรหัตมรรค

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-16 08:52:04


ความคิดเห็นที่ 17 (1518099)

ช่วยขยายความ ความเห็นที่ 13  หน่อยได้มั๊ยคะ อ่านแล้ว

สนใจมาก   และคิดว่าตัวเองกำลังเป็นอย่างนั้นอยู่

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2010-11-17 17:11:42


ความคิดเห็นที่ 18 (1518125)
การหาจิตให้เจอ
โดย
พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)
+ + + + + + + + + +

วิปัสสนา คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง
การเจริญสติ จึงต้องระลึกให้ตรงกับสภาวธรรมชาติ
(จิต - เจตสิก - รูป = ปรมัตถธรรม) ที่เป็นจริง ให้บ่อยๆ เนืองๆ

ถ้าไม่ระลึกตรงต่อปรมัตถ์ ก็จะไปสู่บัญญัติ ไปรู้ที่บัญญัติอารมณ์
อันเป็นสมมุติ เป็นของปลอม ไม่มีสภาวะ ไม่มีสภาพความเป็นจริงโดยแท้
ไม่มีเกิดดับ ไม่เป็นไตรลักษณ์

เห็นของจริงตามความเป็นจริง ทิ้งสมมุติ เพิกบัญญัติ
อยู่กับปรมัตถ์ล้วนๆ ให้มากๆ รู้จักปรับ รู้จักปล่อย รู้จักวาง
ไม่ยึด ไม่ติด ไม่เอาอะไรทั้งหมด

ต้องเข้าใจว่า ปรมัตถ์ ไม่ใช่รูปร่าง ท่าทาง ทรวดทรง สัณฐาน
ความหมาย ชื่อ ภาษา - ชื่อหรือภาษาที่จิตคิด นึกถึง จดจำ
เป็นภาษา-คำ-ประโยค เกิดเป็นอารมณ์ของจิต
อันเป็นการอยู่กับ "บัญญัติอารมณ์"

วิตก-ตรึก / วิจาร-นึก / สัญญา-จำ เคล้าไปในอารมณ์ ปรุงแต่งจิต
ให้แล่นไปสู่อารมณ์ที่เป็นสมมุติ ปรุงๆ จิตก็มีอารมณ์เป็นเรื่องเป็นราว
เป็นสมมุติขึ้นมา (แต่ตัวความตรึก นึก ระลึกรู้ เองนั้น
เป็นปรมัตถ์)

ถ้ามาระลึกรู้ที่ปรมัตถ์ เรื่องก็จะขาดลง ภาษา หลุดจากเรื่อง ชื่อ
ความหมาย เรื่องขาดลง คำพูดหาย ภาษา ชื่อภาษา รูปร่าง มโนภาพ
หายไป ก็คือ เรื่องขาดลง เหมือนฉายหนัง เอาแสงผ่านฟิล์ม
ภาพบนจอเปรียบเสมือนอารมณ์ เป็น สมมุติบัญญัติ
ฟิล์มและแสงเป็นปรมัตถ์ เมื่อฟิล์มขาด ภาพบนจอก็หายไป

ถ้าสติมารู้ความคิด ก็คือ กลับมาสู่ปัจจุบัน
เรื่องอดีตและอนาคตก็จะหายไป
การที่สติอยู่กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์
จิตก็จะมีความสบาย เบา ผ่องใส เพราะกิเลสถูกขัดเกลาออกไป
จิตใจจะปกติขึ้น แต่ถ้าเผลอไปสู่เรื่องอดีต อนาคต
ก็จะเกิดความยินดียินร้าย โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน ทุกข์ ฯลฯ
เพราะว่าขาด สติ ดูแลรักษา จิต

ดังนี้ ปัญญาก็จะเกิด

ทางกายก็เช่นกัน สติจะรู้อยู่แค่ที่กาย ไม่ขยายไปสู่รูปร่าง ทรวดทรง
สัณฐาน มโนภาพ ของกาย - รู้แค่ความรู้สึก ความไหว ความสั่นสะเทือน
ความสบาย ความไม่สบาย (ถ้านึกท่าทาง ก็จะไปนึกตีความหมาย
ขยายออกเป็นสมมุติ) เพราะฉะนั้น รู้กาย ก็คือ รู้แค่ความรู้สึกเท่านั้น

เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึง กระเพื่อม ล้วนมากระทบ แล้วก็ดับไป
เวทนาก็เกิดดับ จิต (ตัวรู้) ก็เกิดดับ

จะต้องระลึกรู้สัมผัสสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ รู้ความไหวทางกาย
รู้ความไหวทางจิต รู้สัมพันธ์กันไปทั้งส่วนที่เป็นรูปและนาม
เข้าสู่ความเป็นปกติ ไร้จากการบังคับ
แม้แต่จิตส่งออกนอกก็ไม่ต้องดึงกลับ (เพราะถ้าดึงกลับก็คือยังไม่ปกติ
ยังบังคับบัญชาอยู่) สติรู้ความคิด เดี๋ยวก็กลับมาเอง

สติเองก็ดับ ระลึกรู้แล้วก็จบ ดับ เพราะฉะนั้น สติต้องเกิดบ่อยๆ เนืองๆ
เมื่อฝึกมากๆ ขึ้น จะไม่มีการจัดแจง ไม่มีกฎระเบียบว่าจะต้อง
เอาอะไรไปตรงไหนก่อน แล้วแต่อะไรจะเกิดก็รู้ตรงนั้น เมื่อนั้น
พร้อมที่จะรู้เสมอ

จิต มีลักษณะอย่างไร
จิต คือ สภาพรู้ รู้อารมณ์นั้น อารมณ์นี้ สภาพดู
สภาพดู นี้เอง ที่จะต้องเข้าไปรู้ตัวของตัวเอง
จิตที่ปรุงแต่ง คิดนึก ก็รู้ (จิตที่มีเจตสิกปรุงแต่ง)
อีกระดับที่รู้ได้ยาก คือ จิตของผุ้ที่ปฏิบัติ มีสติ สัมปชัญญะ
สงบสำรวม นิ่งอยู่ ไม่คิดอะไร แม้จิตเช่นนี้ ไม่ปรุงแต่ง
แต่ก็เป็นกระแสของสภาพรู้อยู่ เป็นสภาพรู้อยู่
ต้องเข้าไประลึกรู้จักจิตในสภาพนี้ ขณะที่ทรงตัวอยู่ นิ่ง หยุด
ไม่คิดอะไร เฉยๆ นิ่งๆ แต่ก็เป็นสภาพที่เกิดดับ
สภาพรู้เกิดดับอยู่เรื่อย ก็จะเห็นตัวเองดับ

เมื่อจิตเข้าไปดูจิต เห็นจิตดับไปอย่างรวดเร็ว และก็ดับไปพร้อมๆ กัน
จิตเช่นนี้ต้องทวนกระแส หัดดูใกล้ๆ กระชั้น กระชับเข้ามา
อย่าขยายออกไปข้างนอก

จิตจะรู้จิตได้ คือ ต้องทำให้มันหยุดอยู่ ไม่แล่นไป ไม่ค้นหา
ไม่ขวนขวายใดๆ อยู่กับที่ นิ่งๆ เฉยๆ จิตจะทวนเข้ามารู้ตัวเอง
ดูสภาพรู้ (ตัวดู = ตัวรู้ = สภาพรู้ = ผู้รู้ = รู้อารมณ์อยู่)
ถึงจิตจะอยู่นิ่ง ก็ยังรู้อยู่ ยิ่งจะไม่ดูก็จะยิ่งรู้
ยิ่งจะดูก็จะไม่เห็น ยิ่งทำ ยิ่งค้นหา ก็ยิ่งไม่เห็น
แต่ถ้าหยุดดู ก็จะรู้ขึ้น

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติมากๆ ขึ้น คือ หยุดดู หยุดค้นหา
จิตจะรู้ตัวเอง เห็นอาการในตัวเอง เห็นความจริงของตัวเอง
ดูผู้รู้ ดูความรู้สึก

ถ้าดูจิตไม่เป็น การปฏิบัติจะไม่ก้าวไปไหน
อย่างดีก็มาติดที่ความว่าง กายนิ่ง เพราะเมื่อมีสมาธิ กายจะไม่ค่อยรู้สึก
ก็จะว่าง ไม่มีอะไรให้ดู ก็จะว่าง เป็นสมถะ
แต่ถ้าดูจิตเป็น ก็จะเห็นสภาพเกิดดับอยู่เรื่อยๆ
วิปัสสนาจะไม่ว่างเปล่า มีรูปนามป้อนให้เห็นเกิดดับอยู่ตลอด
สติต้องอยู่กับรูปนามตลอดไป
หรือไม่เช่นนั้นก็จะตกไปสู่บัญญัติ

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-17 20:40:09


ความคิดเห็นที่ 19 (1518168)

อนุโมทนาค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2010-11-18 10:32:08


ความคิดเห็นที่ 20 (1519451)

        เวลามีคนมาสนใจเรา แล้วควรจัดการอย่างไร ? ของอย่างนี้ถ้าเราไม่ไปตบมือร่วมกับเขา ก็ไม่มีปัญหาหรอก จะมีปัญหาตรงที่ไปตบมือร่วมกับเขา หรือเขาตบมือข้างเดียวแต่เราดันยื่นหน้าเข้าไป ฉะนั้น..ที่บอกว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ถ้ายื่นหน้าเข้าไปก็ดังสนั่น..!

     ต้องรู้จักระมัดระวังตัวเอง กฎเกณฑ์ระเบียบวินัยต่าง ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมดแล้ว ถ้าเราเอาไปปฏิบัติ โอกาสที่จะผิดพลาดมีน้อย ยกเว้นวาระกรรมใหญ่มาถึงจริง ๆ ไม่สามารถที่จะต้านทานได้ เห็นแล้วก็มืออ่อนตีนอ่อน แต่ประเภทนั้นก็นาน ๆ ถึงจะเจอที

ถาม : ถ้าเขามาแผนสูง ชวนไปนั่นไปนี่ ชวนไปวัด
ตอบ : ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน อย่าให้ล้ำเส้น ล้ำเส้นเมื่อไรเป็นเรื่องทันที
ผู้หญิงกับผู้ชายจะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง ความเป็นไปได้เกือบจะเป็นศูนย์ ยกเว้นท่านเหล่านั้นมีความมุ่งมั่นและกำลังใจสูงจริง ๆ

ตัวอย่างในพระไตรปิฎกที่ชัดเจนที่สุด ก็คือพระมหากัสสปะหรือปิปผลิมาณพ กับนางภัททกาปิลานี ไม่ใช่ว่านางภัททกาปิลานีไม่สวยนะ ขนาดนางงามจักรวาลยังสู้ไม่ได้ แต่ท่านตั้งใจอยู่แล้วว่าจะบวช ท่านจะไม่อยู่รองรับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นทุกข์เป็นโทษในการดำเนินชีวิตของฆราวาส

       เรื่องเหล่านี้ สมัยก่อนช่วงอาตมาเป็นฆราวาสเผชิญมาเยอะมาก ที่รอดมาได้ด้วยความมั่นคงของใจอย่างเดียว ว่าเราจะต้องบวช ถ้าไม่มีตัวนี้ก็เสร็จเหมือนกัน เขาให้แมวไปนอนเฝ้าปลาย่าง แล้วมีกติกาว่าห้ามกิน เป็นไปได้ที่ไหนเล่า ยกเว้นว่าแมวบ้าตัวนั้นตั้งใจว่าจะไม่กินเอง..!

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-11-29 12:54:44


ความคิดเห็นที่ 21 (1521019)

ยกเว้นวาระกรรมใหญ่มาถึงไม่สามารถต้านทานได้ เห็นแล้วมือตีนอ่อน

ถ้าเจออย่างนี้จะทำอย่างไร....

ผู้แสดงความคิดเห็น อยากรู้ วันที่ตอบ 2010-12-09 06:53:48


ความคิดเห็นที่ 22 (1521264)
ถาม : ส่วนใหญ่ทุกคนเคยเกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว และก็เคยมีเนื้อคู่มาหลายภพหลายชาติแล้ว ในชาตินี้เรามีคู่แล้ว แต่เราไปเจอเนื้อคู่ในอดีต แล้วรู้สึกชอบเขา อย่างนี้จะผิดศีลไหมคะ ?

ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นแค่ความชอบไม่เป็นไร เพราะยังเป็นแค่ความคิด แต่อย่าให้เป็นการกระทำ ความคิดเป็นมโนกรรม ส่วนของธรรมะจะหมอง

แต่ลักษณะของการเป็นเนื้อคู่ ก็อย่างที่เราว่ามา เราเกิดมาเยอะก็ย่อมต้องเจอคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ถ้าหากว่าคนไหนเกิดร่วมกับเรามาก เป็นลักษณะของบุพเพสันนิวาส เจอหน้ากันก็จะรักชอบเลย คนไหนที่เกิดร่วมกันน้อย โอกาสที่จะเกิดความรู้สึกเหล่านั้น ก็จะเบาบางลงไปตามลำดับ

ถ้าหากว่าเราสังเกตตัวเราจะเห็นว่า บางครั้งเราเจอคนๆ นี้เราก็ชอบเขา เมื่อเวลาผ่านพ้นช่วงวาระกรรมนั้นไป ก็จะแคล้วคลาดกันไป เราไปเจอคนอื่น อ้าว..เจออีกแล้ว ถ้าใช้มโนมยิทธิดูก็จะรู้ว่า แต่ละคนล้วนแล้วแต่เคยเป็นคู่ของเรามาก่อน เพียงแต่จังหวะเวลาของกรรมส่งให้เขามาพบเราก่อนหลังต่างกันไป

เพราะฉะนั้น..ตัวเราจะต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ในตรงจุดที่ว่า ศีลของเราต้องไม่บกพร่อง ถ้าหากว่ายอมให้ศีลบกพร่องเมื่อไร โอกาสที่จะลงอบายภูมิมีสูงมาก ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามทำนองคลองธรรม

ชอบใจคนๆ หนึ่ง คือ ลุงปาน ตอนนี้มีเมียมาคนที่เก้าแล้ว เขาตั้งเป้าไว้ว่าจะมีให้ครบสิบสองคน แต่ตอนนี้เขี้ยวชักจะไม่ค่อยเหลือ ตอนนี้ฟันร่วงแล้ว หกสิบกว่า ลุงปานแกชอบออกป่า นอนในป่ามากกว่านอนบ้าน เมียเบื่อขึ้นมาก็ทิ้งแกไป พอทิ้งไปแกค่อยหาคนใหม่ เรียกว่ามารยาทดี ถ้าหากว่าเลิกร้างกันไปแล้วค่อยหาคนใหม่ อย่างนี้ไม่ผิดศีล

มีลูกอยู่ห้าคนไม่ได้มีแม่เดียวกันเลย ต่างคนต่างแม่หมด คือต้องอยู่ในลักษณะนั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะพอ ไม่ใช่ว่าเห็นแล้วชอบก็กวาดเรียบ อันนั้นใช้ไม่ได้จ้ะ ถ้าจะทำต้องให้เจ้าของเก่าอนุญาตก่อน

ถาม : อย่างที่บอกว่าภรรยาอนุญาตแล้ว ?

ตอบ : นั่นแหละจ้ะ ต้องทำให้เขาอนุญาตให้ได้ แล้วแต่ฝีมือ ...(หัวเราะ)...
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-11 10:16:11


ความคิดเห็นที่ 23 (1521265)
ถาม : เนกขัมมะนี่เป็นกำลังใหญ่ไหมครับ ?

ตอบ : สำคัญมากเลย เพราะ ถ้าหากว่าตราบใดที่จิตของเรายังผูกพันกับ กามฉันทะ โอกาสจะหลุดพ้นยาก เป็นวังวนใหญ่ที่จะดึงดูดเราให้หลุดพ้นได้ยากที่สุด

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดเลยว่า

เรื่องของ การเสพกาม อย่างหนึ่ง

เรื่องของ การนอน อย่างหนึ่ง

เรื่องของ การกิน อย่างหนึ่ง

ทำอย่างไรคนก็ไม่เบื่อ เดี๋ยวก็หวนกลับไปอยากอีก มีอีก เป็นอีก

หลักการของต่างๆ ของ นิกายตันตระ เขาฟังดูดีอยู่นะ เคยได้ยินไหม ? ๕ ม. ของเขามี

มังสะ กินเนื้อ

มัทนะ กินเหล้า

มันตรา มีการท่องมนต์

มุทรา มีการร่ายรำ

เมถุน มีการเสพกาม

เขาบอกว่าถ้าหากว่าทำจนถึงที่สุดก็จะเบื่อไปเอง นี่เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากไม่ใช่บุคคลที่เห็นภัยในวัฏฏะสงสารจริงๆ จะไม่มีวันที่จะปลีกตัวออกจากกาม มีแต่จะคลุกอยู่กับกาม

ถาม : ยกเว้นว่าต้องมีของเก่าช่วยจริงๆ ถึงจะออกมาได้ ?

ตอบ : ไม่อย่างนั้นรอดยาก ตำราของ ตันตระ เขาบัญญัติขึ้นมาเลย แต่ว่าจะทำอย่างไรก็บรรลุไม่ได้ แต่ว่าคนชอบ ในเมื่อเป็นสิ่งที่คนชอบเขาก็ทำกัน ถึงเวลาไปสมัครเป็นลูกศิษย์กันมาก

ถาม : กิเลสก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ?

ตอบ : ก็คนกินเหล้าจะหลุดพ้นได้อย่างไร เพราะสติสัมปชัญญะไม่มี

โอกาสของเขาก็มีอยู่อย่างเดียว คือ มันตรา การท่องบ่นภาวนา แต่พอเลิกท่องบ่นภาวนาก็ไปขลุกอยู่กับ ๔ ตัวที่เหลือก็เจ๊งแล้ว แต่ก็ยังดีที่มีความดีเกิดขึ้นมาบ้างเป็นพักๆ

ถาม : แล้วอย่างท่องบ่นภาวนา ยิ่งท่องก็ยิ่งคล่อง ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ?

ตอบ : เมื่อสมาธิทรงตัว ปัญญาก็เกิดขึ้น "กูไม่น่าจะต้องมาเหนื่อยอยู่อย่างนี้เลย น่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้"

ถาม : จริงๆ กามก็มีประโยชน์เหมือนกันใช่ไหมครับ ?

ตอบ : มีอยู่ ทุกอย่างถ้าพอดีก็มีประโยชน์ แต่คนเรามักจะไม่ค่อยพอดีหรอก ไม่ขาดก็เกิน

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-11 10:18:08


ความคิดเห็นที่ 24 (1521324)

ก็รู้อยู่ว่า...นี่เราผิดศีลนะ    แต่กำลังใจในการที่จะห้ามมันยากมากเลย

ช่วยชี้แนะวิธีที่จะสร้างกำลังใจ ต่อสู้กับการผิดศีลด้วย  ศึกษาธรรมะมาก็นาน

แต่มาเจอเรื่องศีลข้อสาม  ถึงจะแค่คิดกับพูดคุย ศีลก็หมอง  ก็พยายามห้ามใจตัวเองแต่ยิ่งห้ามยิ่งกระวนกระวายใจ

ครูบาอาจาร์ยเคยบอก ทุกข์ให้กำหนดรู้  สมุทัยให้ละ  แต่พอเจอคำพูดของเขาใจอ่อนทุกที

เกลียดตัวเองมาก ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ผู้แสดงความคิดเห็น อยากรู้ วันที่ตอบ 2010-12-11 18:28:07


ความคิดเห็นที่ 25 (1521394)

1.กราบขอขมาพระรัตนตรัย ในสิ่งที่ผิดพลาดไป ทุกๆๆวัน(ใช้จิตกราบก็ได้)

2.ขอคุณพระพุทธ  คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์  ครูบาอาจารย์สืบๆๆกันมา โปรดคลุม กาย วาจา ใจ ของเราให้ทำสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม

3.ใช้อาณาปานสติ จะเป็นกรรมฐานแก้ฟุ้งซ่านได้ดี ทำสัก 2- 3นาที  ถ้าอารมณ์ใจสงบแล้วให้พิจารณา

ว่ากายเรากายเขาไม่ข้าก็แตกสลาย ไม่ช้าก็ตาย ไม่จากกันวันนี้ก็ตายจากกันอยู่ดี ตายเมื่อไหร่เราไปนิพพานเมื่อนั้น

4.ก่อนนอนหมั่นทบทวนศีลและกรรมบท10ว่าเราพร่องตรงไหนบ้าง กำหนดจิตว่าเราจะรักษาไม่ให้ด่างพล้อยรักษากลางวันไม่ได้ก็รักษากลางคืนไปก่อน แล้วจะค่อยๆๆดีขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-12 06:30:00


ความคิดเห็นที่ 26 (1521399)

         หมั่นรักษาอารมณ์ให้ผ่องใส  รู้ว่าผิดพลาดไปแล้วช่างมัน แล้วเริ่มทำความดีใหม่

จิตมุ่งตรงที่พระนิพพาน  สถานที่ไม่มีความพลัดพราก  ไม่มีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง

หรือไม่มีความรักที่โหยหา  ไม่ว่าทุกคนจะปรารถนานิพพานหรือไม่สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ดี 

 เพียงระยะเดินทางอาจต่างกัน อย่างเสียดายหรืออาลัยว่าจะไม่ได้รัก  หมั่นรักษาจิตของตนแล้วจะได้รัก

ที่สะอาดและบริสุทธิ์  เพราะ*ความรักไม่ได้หายไปไหน* เพียงแต่ชำระจิตให้ขาวรอบเท่านั้นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-12 07:03:42


ความคิดเห็นที่ 27 (1521417)

กราบขอบพระคุณ..และอนุโมทนาในคำแนะนำ

ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น อยากรู้ วันที่ตอบ 2010-12-12 11:08:03


ความคิดเห็นที่ 28 (1521430)
ถาม : หลวงพ่อคะ คู่บารมี คู่กรรม นี่คล้ายกันไหมคะ ?

ตอบ : มันอันเดียวกันเลย แต่ใช้คำพูดต่างกันเท่านั้น เอาเป็นว่า คนเราที่เกิดมาแล้วจะแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แบ่งเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกภาษาบาลีเรียกว่า บุพเพสันนิวาส คำว่า บุพเพ แปลว่า แต่ปางก่อน สันนิวาส คือการอยู่ร่วม เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน คือเป็นเนื้อคู่กันมาก่อน อันนี้เราเรียกว่า คู่บารมี หรือคู่เวรคู่กรรม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีทั้งหมด บางชาติผลของอกุศลคือ บาปเข้ามาส่งผล ก็อาจจะตีกันหัวร้างข้างแตกไป แต่ยิ่งตีกันเท่าไหร่ลูกดกทุกที ถ้าหากชาติไหนกุศลกรรมส่งผลให้ ก็อาจจะดีแสนดีเสียจนยิ่งกว่าพระก็มี

อีกอย่างหนี่งก็คือว่า แต่งงานกันเพราะว่าเกื้อกูลกันจนเห็นใจกัน ในปัจจุบันจะเริ่มต้นนับหนึ่งกันในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไปอาจจะเจอหรือไม่ได้เจอก็ได้ 

ดังนั้นว่าเรื่องของคู่บารมีหรือเนื้อคู่ ใช้คำว่าเนื้อคู่ดีกว่า มีทั้งบุพเพสันนิวาส และเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เป็นได้ทั้งนั้นแหละ คนไหนที่หมอบอกว่าเนื้อคู่ไม่มี ไม่จริงหรอก กวักมือข้างถนนตามมาเป็นฝูงเลย

ถาม : พวกเกย์ล่ะครับ เกย์นี่เนื้อคู่ผู้ชายหรือครับ ?

ตอบ : จริงๆ อย่าไปตำหนิเขานะ เรื่องของการสร้างบุญสร้างบารมี วาระเวลามาถึงมันจะเป็นอย่างนั้น เรื่องการสร้างบารมีอันนี้ไม่ต้องเรียกร้องสิทธิสตรี ว่ากันตามความเป็นจริง ผู้หญิงบารมีจะน้อยกว่าผู้ชาย

การสร้างบารมีจะมี ๓ ระดับ ๙ ขั้น คือ สามัญบารมี-ขั้นต้น อุปบารมี-ขั้นกลาง ปรมัตถบารมี-ขั้นสูง แล้วแต่ละขั้นจะมีหยาบ กลาง ละเอียด ถ้าหากว่ายังเป็นสามัญบารมี อุปบารมี ไม่เกินขั้นกลางจะต้องเกิดมาเป็นผู้หญิงก่อน พอเริ่มเป็นอุปบารมีขั้นปลายเขาจะกลับเป็นผู้ชาย ตอนเริ่มใกล้จะเป็นผู้ชายจะติดนิสัยผู้ชายมาเรียกกันว่า "ทอม" แต่พอเริ่มเป็นผู้หญิงมาเป็นผู้ชายใหม่ๆ ก็กลายเป็น "ตุ๊ด" มันเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่า ปัจจุบันพวกท่านทั้งหลายที่อยู่ระหว่างอุปบารมีมันเกิดมาก เราอย่าไปตำหนิเขา อันนี้ไม่ต้องไปตำหนิใคร

ถาม : ไม่ใช่ว่าเขาเป็นอะไรหรือครับ ?

ตอบ : ไม่ใช่อะไรผิดปกติเลย เป็นเรื่องปกติ แต่ว่ามีผู้หญิงบางประเภท ต่อให้เป็นปรมัตถบารมี คือ ขั้นสูงสุดแล้วก็ต้องเกิดเป็นผู้หญิงอีก ท่านทั้งหลายเหล่านี้มี

ประเภทที่ ๑. เนื้อคู่ของพระโพธิสัตว์ เพราะว่าเขาอธิษฐานตามกันมา ต่อให้สร้างบารมีมาถึงขั้นนั้นแล้วก็ต้องเกิดเป็นผู้หญิง

ประเภทที่ ๒. ผู้ที่จะมาเป็นแม่ของพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย อย่าง สันดุสิตเทพบุตร อย่าลืมว่าเทพบุตรลงมาเกิดเป็น นางสิริมหามายา ผู้ชายใช่ไหมแต่ต้องมาเกิดเป็นผู้หญิงเพราะว่า เขาอธิษฐานมาว่าจะต้องมาเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า

ส่วนประเภทที่ ๓ คือ เป็นผู้ชายแล้วแรดมาก แหม! พวกเจ้าชู้มากนี่มันจะโดนบังคับด้วยแรงกรรม ให้เกิดมาเป็นผู้หญิง เพื่อใช้โทษที่ตัวเองแรดมา (ขออภัยที่ใช้คำง่ายเกินไป)  เพราะฉะนั้น ๓ ประเภท ต่อให้เป็นปรมัตถบารมีแล้วก็ต้องเกิดเป็นผู้หญิง คนไหนที่เปิดเผยแล้วก็พูดจาอย่างชนิดที่เรียกว่า กระจ่าง ชัดเจน นิสัยใจคอกว้างขวางเหมือนผู้ชาย อะไรนั่น ให้ระแวงไว้ก่อนว่าเขาเคยเป็นผู้ชายมา

ถาม : แล้วอย่างเราเกิดมาอย่างนี้ ต้องมาเก็บกวาดบ้าน ทำกับข้าว รีดผ้าที่เราทำแบบนั้แสดงว่าก่อนหน้านี้เราเกิดเป็นผู้หญิงบ่อยหรือครับ ?

ตอบ : ผู้ชายทุกคนต้องเป็นผู้หญิงมาอยู่แล้ว อาจจะไม่เคยเป็นผู้หญิงบ่อยก็ได้ เพียงแต่ชาตินี้ผู้หญิงเขามอบความไว้วางใจให้ ในเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้ก็ทำไปเถอะ

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-12 11:55:22


ความคิดเห็นที่ 29 (1521431)
ถาม: (คุยเรื่องคู่ครอง )

ตอบ: เรื่องของเนื้อคู่นี้ ถ้าเป็นบุพเพสันนิวาส คือเคยเนื่องกันมาแต่ชาติก่อนจริงๆ พบเจอหน้ามันเลี่ยงกันไม่พ้นหรอก ยิ่งเกิดมากเท่าไรความผูกพันก็จะมากเท่านั้น อาตมาสมัยบวชใหม่ๆ เจอหน้าผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาก็ไม่ได้อยู่ในสเป๊ก รูปร่างก็ไม่ได้อยู่ในสเป๊ก แต่มีแรงดึงดูดมหาศาลเลย ชนิดเราทำอะไรไม่ถูกเลยนะ เห็นคราวนี้ โอ้ย ! ตายละวา ...เจ้าหนี้ตามทวง ความรู้สึกมันว่างั้น แต่คราวนี้ว่า เราไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองไปให้หลบรอดไปได้มากกว่าสติสัมปะชัญญะที่พอมีอยู่เท่านั้น แต่สติที่มีอยู่มันหายไปเกินค่อนหนึ่ง สมาธิก็หายไปเหมือนกัน ทำวัตรก็มองหน้า นั่งกรรมฐานแทนที่จะหลับตาก็ลืมตามองอยู่นั่น ความรู้สึกบอกว่า ถ้าพูดกับเขาแม้แต่คำเดียว เราเสร็จแน่ แล้วยายนั่นเขาก็รู้เหมือนกัน ถึงเวลาก็ต้องแถเข้าไปใกล้ๆ พอถึงเวลาเขาพูดอะไร ความรู้สึกเราบอกว่า ถ้าพูดแม้แต่คำเดียวเราเสร็จแน่ ยอมเสียมารยาทคุยกับคนอื่น พอเขาเสียบเข้ามา เอ่ยปากถามปุ๊บ เราเดินหนีไปเลย หลบอยู่ ๓-๔ วัน เห็นท่าไม่รอดแน่ พอดีหลวงพ่อสั่งให้ไปประจำอยู่ที่หน้าตึกของท่าน ตรงจุดนั้น ถ้าไม่มีธุระจริงๆ ห้ามเข้า ก็เป็นอันว่ารอดไป ไม่อย่างนั้นเสร็จ เพราะว่าพวกนี้ ถ้าช่วงวาระเวลาของเขามาถึง บุญกรรมที่มันส่งมาถึงจะทำให้เราอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถตื้อให้พ้นช่วงนั้นไปได้ มันก็พ้นไปเลย จนกว่ามันจะมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง

ถาม: แล้วเขาจะไปมีคู่กับผู้อื่น ?

ตอบ: มันจะไปมี ก็ปล่อยมันไป ยิ่งมีเร็วเท่าไรยิ่งดี หลวงปู่ฝั้น ครูบาอาจารย์ที่เคารพท่านมากที่สุดองค์หนึ่งนะ ท่านบอกว่าท่านธุดงค์ไป ท่านจะข้ามลำน้ำ มีเรือจ้างอยู่สองแม่ลูก พอเห็นหน้าลูกสาวปุ๊บหลวงปู่บอกว่าใจหายแว๊บเลย หน้าอย่างนี้ใช่เลยล่ะ เสร็จแล้วท่านจะทำอย่างไร ? ท่านก็พอขึ้นเรือได้ บอกขอบอกขอบใจเสร็จก็รีบเดิน เดินอย่างไม่มีสติ ภาวนามันหายหมดเลย เดินไปจนกระทั่งค่ำก็ปักกลดปรากฏว่าเขาตามมา แม่ลูกตามมา แม่มาถึงก็บรรยาย ตัวเองมีนากี่ไร่มีควายกี่ตัว เฒ่าชะแรแก่ชราป่านนี้แล้ว มีลูกสาวคนเดียว ยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝาเลย เห็นท่านนี้แหละพอจะเป็นที่พึ่งได้ ถ้าหากว่าท่านสึกหาลาเพศไปก็พร้อมจะยกสมบัติและลูกสาวให้ด้วย หลวงปู่ท่านบอกว่าสติสตังที่จะต่อต้านสักนิดหนึ่งก็ไม่มี ได้แต่เออ...ไปตามเรื่อง บอกว่าตอนนี้ยังเป็นพระอยู่ ถ้าหากสึกแล้วเราค่อยพูดกันอีกทีหนึ่ง เขาบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะมาเอาคำตอบ แล้วก็กลับบ้าน หลวงปู่ท่านยอมเสียสัจจะถอนกลดหนีคืนนั้นเลย ปกติพระธุดงค์ถ้าไม่สว่างห้ามถอน หลวงปู่ท่านบอกว่ายอมเสียสัจจะถอนกลดหนีคืนนั้น ธุดงค์ข้ามไป ๓ จังหวัด มีปัญญาให้มันตามมา ถ้าตามมาก็จะยอมรับมันล่ะ แต่ระหว่างที่เดินอยู่นั่นเห็นแต่หน้าลอยอยู่ ท่านบอกว่า เห็นแต่หน้ายายหน้าใบโพธิ์ คือหน้าเป็นรูปหัวใจ เห็นแต่หน้ายายหน้าใบโพธิ์ ตามอยู่นั่นแหละ โอ้โห ! ความผูกพันแรงขนาดนั้น

ถาม: แล้วตัวผู้หญิง เขาก็ผูกพันด้วยไหมครับ ต้องทั้งสองคนไหมครับ ?

ตอบ: เขาเห็นปุ๊บเขารู้เลย พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ครูบาอาจารย์ใหญ่ สาย หลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าเห็นหน้าปุ๊บผู้หญิงหงายหลังสลบ ตัวท่านเองก็เข่าอ่อนกองอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน คิดดูว่ามันแรงขนาดไหน นั่นแสดงว่าใช่แน่ๆ อย่างไรก็หนีไม่พ้น

หลวงปู่สิงห์ ท่านก็เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นอีก พ่อแม่เขามาบอกว่าขอให้สึกไปแต่งงาน ท่านบอกก็ได้ แต่ต้องทำที่ต้องการนะ อันดับแรกให้สร้างปราสาทลอยอยู่กลางท้องฟ้า เอาไว้เป็นเรือนหอ อันดับที่สองให้หายาอะไรก็ได้ที่กินแล้วไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่ตาย โอ้โห ! สิ่งที่ท่านยื่นมาทั้งนั้นนี่นิพพานทั้งหมดเลย ไม่มีที่อื่นนี่ บอกถ้าหาให้ไม่ได้ ไม่แต่ง เอากับท่านสิ ก็คือท่านรู้เสียแล้วว่านิพพานเป็นอย่างไร ในเมื่อรู้แล้วก็พยายามจะไปให้ได้ เขาก็เลยขวาง ก็เลยยื่นข้อเสนอเสียเลย มีปัญญาหามาได้ ก็ยอมแต่งเหมือนกัน

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เรียกว่าปรมาจารย์ใหญ่ของสายกองทัพธรรมเหมือนกัน ท่านบอกว่า ไปเยี่ยมเขา ด้วยประเภทที่เรียกว่าจิตห่วงใยตามปกติ เห็นว่าเจ็บไข้ได้ป่วยก็ชวนเด็กวัดไปด้วย เจ้าเด็กวัดระยำเสือกหลับ อาจารย์นั่งมองอยู่ สาวเจ้าก็ตาหวานขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านก็บอกว่าสติสตังมันไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ก็เลยต้องบอกลา ปลุกเด็กแล้วรีบกลับเลย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ไปอีกเลย ถ้าคนนี้มาก็บอกเขาด้วยว่าไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นก็เสร็จ น่ากลัวขนาดไหน ?

ถาม: (คุยเรื่องคู่ครอง)

ตอบ: มันคล้ายๆ กับว่า ถ้าวาระและเวลามาถึง มันจะโคจรเข้ามาชนกันเอง อันนี้เป็นแรงกรรมส่ง บุญบาปที่เคยทำร่วมกันมาจะส่งผลเข้ามา เมื่อส่งผลมาถึง คราวนี้ก็อยู่ที่ว่ารักษาตัวรอดไหม และถ้าหากว่าพ้นจากคนนี้ไปแล้ว เดี๋ยวคนใหม่ก็เข้ามาอีก เราไม่ได้เกิดชาติเดียวนะ ในเมื่อไม่ได้เกิดชาติเดียว เนื้อคู่มันก็มีหลายคนไปด้วย คนไหนที่เกิดร่วมกับเรามากชาติที่สุดก็มีอิทธิพลต่อเรามากที่สุด คนไหนเกิดน้อยชาติหน่อย ก็อิทธิพลน้อยหน่อย

สมัยหลวงพ่อบวชกับหลวงปู่ปาน มีพระอยู่องค์หนึ่งท่านได้อภิญญาและก็ได้ทิพจักขุญาณแจ่มใสมาก ท่านจะบอกเลยว่าวันนั้นเวลานั้น ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างอย่างนี้ แต่งตัวอย่างนี้มา ผมต้องสึกนะ ก็จริงๆ ถึงเวลาต้องสึกไปอยู่กินกับเขา แต่คราวนี้ท่านมีอภิญญาอยู่ ก็พยายามรวบรวมกำลังของอภิญญาใช้ในการดูหมอ ใช้ในการรักษาโรคบ้าง หาเงินให้เขาก้อนหนึ่ง ไม่ใช่น้อยๆ นะ หลวงพ่อบอกประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ของสมัยนั้น หือ...สมัยนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยังจะน้อยกว่าล่ะมั้ง ? อย่าลืมว่าสมัยนั้นก๋วยเตี๋ยว ๒ ชาม ๕ สตางค์ เท่ากับ ๔๐ บาท สมัยนี้ ๕๐ สตางค์ ก็ ๔๐๐ บาท บาทหนึ่งก็แปดร้อยนั่นแหละ เสร็จแล้วท่านก็กลับมาบวชใหม่ แล้วก็บอกไว้อีกว่าวันนั้นเวลานั้น ถ้ามีผู้หญิงหน้าตาอย่างนั้นอย่างนั้นมา ท่านจะต้องสึก แล้วก็สึกอีก สึกอยู่อย่างนั้นแหละ ๔ เที่ยว ๕ เที่ยว

จนกระทั่งครั้งสุดท้าย พอกลับเข้ามาบวชก็ลาหลวงปู่เข้าป่าเลย หลวงพ่อก็ย่องไปถามว่า ทำไมงวดนี้ไม่อยู่แล้วหรือ ? ท่านบอกว่าหมดหนี้แล้ว ไปแล้ว เผ่นเข้ามาแล้วสบายใจ เพราะว่าของท่านได้อภิญญาอยู่แล้ว พอเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพักตร์รักษาศีลบริสุทธิ์แป๊บเดียว ก็ได้กำลังอภิญญาเต็มคืนมา ไม่เหมือนตอนเป็นฆราวาส มันโดนจำกัดให้ใช้ได้น้อย ท่านรู้ขนาดนั้นยังต้องสึกเลย อาตมาเองยังรอว่า รายต่อไปคือใคร มาจะด่าให้กระจายเลย ถึงเวลาอ้าปากไม่ขึ้น ประมาทไม่ได้ อย่าคิดว่าตัวเองแก่แล้ว

หลวงพ่อท่านสมัยก่อนก็อายุประมาณนี้แหละ ท่านบอกว่า โอ้โห !....แก่จะตายชักอยู่แล้ว เด็กๆ มันเรียน ม. ๕ ม. ๖ อาชีวะบ้าง อะไรบ้าง มาถึงก็ประจ๋อ ประแจ๋เต็มกุฏิไปหมด แล้วหลวงพ่อก็ไม่มีทีท่าจะเล่นด้วย ไปๆ มาๆ ก็ประเภทว่าฉันไม่เชื่อหลวงน้าแล้วล่ะ ทำท่าเหมือนอยากจะแต่งงานด้วยแล้วอยู่ๆ ก็ลืมไปเฉยๆ อะไรอย่างนั้น หลวงพ่อก็นึกได้แต่เวทนาอยู่ในใจไม่รู้จะช่วยมันอย่างไรวะ ฟังดูในปฏิปทาท่านผู้เฒ่าว่าหลวงพ่อท่านโดนมาขนาดไหน บางอย่างท่านเล่าไว้นิดเดียว แต่ถ้าเรามีประสบการณ์ก็จะรู้เลยว่า นิดเดียวของท่าน กว่าจะผ่านได้ เลือดตาแทบกระเด็น

ถาม: (คุยเรื่องคู่ครอง)

ตอบ: พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะหนีไปซอกเขา ไปลำห้วย ในกลีบเมฆ ในถ้ำ ในก้นมหาสมุทรที่ใดก็ตาม ไม่สามารถจะหนีกรรมได้พ้น คุณทำไว้เอง ไม่ต้องไปกลัวมัน ถ้าตั้งใจหนีจริงๆ หนีพ้น อาตมาอย่างน้อยก็พ้นมาหลายยกแล้ว มันจะมีอีกสักยกสองยกก็เชื่อว่าน่าจะพ้นนะ จำเอาไว้อย่ายื่นหน้าไปให้เขาตบหน้าก็พอ ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก

ถาม: (คุยเรื่องคู่ครอง)

ตอบ: คือมันน่ากลัวมาก มันไม่ใช่ขึ้นแค่นั้นลงแค่นั้น เพราะว่าเราพอถึงเวลาแต่งงานไปปุ๊บ ไหนจะตัวเขา ไหนจะพ่อแม่พี่น้องของเขา แล้วถึงเวลาลูกอีก หลานอีก ตายล่ะหวา ถึงบอกว่าบางทีก็พูดกับพระว่าตอนนี้นะต่อให้น้องป๊อบมาคุกเข่าต่อหน้าว่า หลวงพี่เจ้าขาสึกไปแต่งกับหนูเหอะ ไม่กล้าไปเลย กลัว จริงๆ เอ้อ... มันอธิบายเป็นคำพูดได้ แต่ถ้าเห็นนี่ เห็นเลยว่าน่ากลัวจริงๆ ไม่มีจุดลงท้ายเลย มีแต่ยาวไปเรื่อย ไปเรื่อย

ถาม: (คุยเรื่องคู่ครอง)

ตอบ: ไม่ต้องโทษใคร โทษตัวเอง มันแปลกอยู่อย่าง ตอนบวชอยู่มันดูดีไปหมด ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าหากว่าสึกไปก่อน เขาก็ไม่โอเคเหมือนกันยุ่งเป็นบ้าเลย ที่ขำๆ ก็เคยถามบางคนนะ ผู้ชายเยอะแยะ ทำไมต้องมาแถววัดด้วยวะ คือเราปากเสียว่าตรงๆ อยู่แล้วใช่ไหม เขาเองก็แน่เหมือนกัน เขาว่าในวัดแหละดีไม่มีเอดส์ ก็บอก เออ....ถ้าวันไหนเจอเอดส์แล้วจะรู้

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-12 12:00:09


ความคิดเห็นที่ 30 (1521433)
ถาม : ท่านคะ ในบารมี ๑๐ อธิษฐานบารมีสำคัญที่สุดหรือเปล่าคะ

ตอบ : จะว่าสำคัญที่สุด มันก็สำคัญที่สุดทุกข้อแหละ

ถาม : แล้วอธิษฐานบารมีนี่คืออะไร คือ การที่เราขออย่างนั้นขออย่างนี้

ตอบ : ตั้งใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร อธิษฐานบารมีถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับการยิงปืนแล้วเล็งเป้า จะได้ถูกเป้าแน่นอน ถ้าไม่มีการตั้งใจว่าจะทำเพื่ออะไร บางทีมันก็ไม่ตรงกับเป้าหมายนั้นๆ


บางคนบอกว่าการอธิษฐานคือการโลภ ทำแล้วยังขอนั่นขอนี่ แต่จริงๆ แล้วอธิษฐานบารมีเป็นเรื่องของคนมีปัญญา คือ ไม่ว่าเราทำดีหรือชั่ว ผลของการกระทำนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าช้าหรือเร็ว คราวนี้ถ้าเราทำแล้วตั้งใจอธิษฐานให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอถึงวาระมันเป็นไปตามความต้องการของตนเอง

แต่คนที่ขาดอธิษฐานบารมี ถึงเวลาทำแล้วไม่ได้อธิษฐาน อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นการโลภหรืออะไรก็ตาม ถ้าถึงเวลาแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจจะมาไม่ทัน อย่างเช่นว่า ต้องการจะกินข้าวแล้วอีกสามวันค่อยมากิน ก็อดจนปางตายเลยก็มี หรือไม่ก็เหมือนกับอาฬวีเศรษฐี ถ้าหากตอนเป็นมหาเศรษฐีได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าจะได้เป็นพระอนาคามี พอทรัพย์สมบัติลดมาเป็นอนุเศรษฐีถ้าฟังธรรมจะได้เป็นพระโสดาบัน แต่คราวนี้อาฬวีเศรษฐีรักษาทรัพย์สมบัติไม่อยู่กลายเป็นขอทาน พระพุทธเจ้าบอกว่าอาฬวีเศรษฐีตอนนี้ฟังเทศน์ไปก็ไม่มีผล เพราะจิตใจมัวกังวลอยู่กับการทำมาหากิน พระอานนท์ก็กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าบุคคลถ้ามีวิสัยที่จะได้มรรคผลแล้ว จะไม่เสื่อมจากวิสัยนั้น แล้วทำไมอาฬวีเศรษฐีจึงเสื่อม

พระพุทธเจ้าบอกว่า อาฬวีเศรษฐีขาดอธิษฐานบารมี ไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะให้บรรลุมรรคผล ถึงเวลาวาระมันก็เลยไป กว่าจะบรรลุก็คงอีกหลายชาติ เพราะฉะนั้นเข้าใจใหม่ว่าอธิษฐานบารมีเป็นสิ่งจำเป็นมาก เป็นเรื่องของคนฉลาดที่กำหนดเป้าหมายในการกระทำของตนเอง ว่าทำอะไรแล้วต้องการอะไร ถึงเวลาก็จะเป็นไปตามต้องการ แต่ถ้าไม่ได้กำหนดไว้ รอให้มาเองก็อาจจะลืมไปเลยก็ได้

ถาม : แล้วเราควรจะรู้ไหมว่า เราควรจะอยากได้อะไร
ตอบ : ถ้าเป็นอย่างสายของหลวงพ่อก็อธิษฐานขอให้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้

หรือไม่บางคนก็อธิษฐานขอให้คำว่าไม่มีอย่ามีในชีวิตนี้เลย บางรายก็อธิษฐานเสียยาว จำไม่ได้เพราะเยอะจัด เมื่อวานมีโยมอยู่คนหนึ่ง นั่งอธิษฐานอยู่ตรงนี้ เราหลับไปตื่นหนึ่งก็ยังอธิษฐานอยู่อย่างนั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-12 12:13:11


ความคิดเห็นที่ 31 (1521547)

ทำบุญมาเยอะนะคะ..แต่ช่วงหลัง ๆ ไม่อธิฐานอะไร เพราะเชื่อว่าเราทำเพื่อแลกสิ่งนั่นสิ่งนี้

ทำแล้วยังติดโน่นนี่อยู่  คิดว่าทำแล้วผลย่อมได้เอง  แต่ต่อไปนี้จะอธิฐานขอให้ถึงซึ่งพระนิพพาน

ตามอ่านธรรมะ ของท่านได้ประโยชน์หลายอย่างเลย และมีกำลังใจต่อสู้กับกิเลสเรื่องความหลงได้เยอะ

ที่พูดเช่นนั้นเพราะ ทำทานเยอะ ทำให้ความโลภเบาบาง  ตามดูความโกรธและศึกษาธรรมะจน

ความโกรธเบาบาง  แต่ความหลง (หลงรัก หลงชอบ) ยังเยอะ ก็ได้กำลังใจจากการตามอ่านธรรมะที่

ท่านเขียนมา  ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง  เขียนมาอีกเยอะ ๆ นะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2010-12-13 12:31:02


ความคิดเห็นที่ 32 (1521681)

ความสุขที่แท้จริง

            มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าหากเราดูสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นว่าสารพัดความทุกข์ประเดประดังเข้ามารอบข้าง
สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว นี่เป็นโอกาสทองที่ดีที่สุด ที่เราจะได้พิจารณาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ที่อยากพูดก็คือว่า
ทำไมพวกเราปล่อยให้โอกาสนี้ข้ามไปเฉยๆ แล้วอีกนานเท่าไรเราถึงมีโอกาสอย่างนี้อีก ? เรียกว่า ไม่รู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปล่อยให้วิกฤตยังคงเป็นวิกฤตอยู่ตามเดิม
ความทุกข์ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น บีบคั้นมารอบข้าง ใครซึ่งที่ทำงานโดนไฟไหม้จะยิ่งรู้ชัด งานไม่มีทำ..ไม่รู้จะมีกินหรือเปล่า? ลำพังตัวเองยังไม่เท่าไร
ถ้ามีครอบครัว ไหนจะลูก ไหนจะเมีย ไหนจะผัว ความทุกข์ประดังเข้ามาหนักยิ่งกว่าเดิม แต่เรากลับไม่ฉวยโอกาสนี้ในการพิจารณา จะว่าไปแล้วก็เกิดจากสติ สมาธิ ปัญญายังไม่ถึง ไม่เพียงพอที่จะมองเห็น เมื่อรู้แล้วให้ลองแบกโลกดูสักที ถ้าแบกไหวก็สบายไปเลย

         มีฝรั่งเขาสงสัยว่าพระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่องความทุกข์ ความลำบาก ในเมื่อเรื่องความสุข ความสบายมีเยอะแยะกลับไม่สอน

         ความสุขสบายนั้น อันดับแรก ทำลายความมุ่งมั่นของเราได้ง่ายที่สุด คิดจะทำนั่นคิดจะทำนี่ แต่ถ้าลำบากหน่อยแล้วทิ้ง เพราะเห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นทุกข์ยากลำบาก ถ้าเราไม่ทำความสุขสบายก็รออยู่ กลายเป็นว่าความสุขความสบายกัดกร่อนปณิธานของตนเองไปจนหมด

        ประการที่สอง ความสุขสบายทำให้คนยึดติดได้ง่าย ในเมื่อยึดติดได้ง่าย ในเรื่องของธรรมะที่จะให้ตัดให้ละ ถ้าใช้ความสุขมาเป็นการสอน ต้องเป็นบุคคลที่มีปัญญาขนาดไหนจึงจะมองเห็น

      แม้กระทั่งพระองค์บรรลุมรรคผลแล้วยังไม่คิดจะสอนใคร เพราะเห็นว่าธรรมะของพระองค์ลึกซึ้งมาก ในเมื่อสอนถูกต้องตามวิธีการแล้ว ยังยากที่จะเข้าถึง แล้วถ้าไปสอนตรงกันข้าม โอกาสก็จะยิ่งน้อยไปอีก

       ประการที่สาม เรื่องตรงๆ เลย ถ้ามีความสุข ก็อยากเกิดอีก ในเมื่ออยากเกิดอีก โอกาสที่จะหลุดพ้นก็ไม่มี

        เพราะฉะนั้น ใครเขาถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่องความทุกข์ ไม่สอนเรื่องความสุข ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่น่าเศร้าหมอง น่าหดหู่ บอกเขาไปให้ชัดเจนเลยว่า เกิดจากสาเหตุทั้งหลายเหล่านี้ แต่ถ้าท่านทำถึง ก้าวล่วงพ้นความทุกข์ได้เมื่อไร ความสุขที่แท้จริงก็จะมาเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-14 05:59:43


ความคิดเห็นที่ 33 (1522398)
           อาหารเรปฏิกูลสัญญากรรมฐาน 
               ว่าด้วยการพิจารณาอาหาร

       พระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาอาหารที่คนเราติดในรสอร่อยของอาหารทำให้อยากเกิดมากินอาหารอร่อย ๆ ถูกใจจิตก็ยึดติดในรูปรสกลิ่นเสียง ทำให้ตกอยู่ในทะเลทุกข์เป็นคนสัตว์เวียนไปเวียนมา เพราะติดใจในรสอาหาร พระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาอาหาร ก่อนฉันก่อนกินว่ามาจากซากศพสัตว์สกปรก ซากพืชก็เน่าเหม็นสกปรก ร่างกายอยู่ได้ด้วยของสกปรกร่างกายก็ยิ่งสกปรกมากเป็นกรรมฐานเหมาะสำหรับผู้ฉลาดเป็นพุทธจริต ชอบคิด ชอบรู้ พระองค์ท่านก็ให้รู้ของจริง คือ อาหารไม่น่าติดใจหลงใหล เพราะเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ไม่ถึงพระนิพพาน เพียงแต่กินระงับความหิว รู้ว่าอร่อยแต่ไม่ถือว่าเป็นของที่ทำให้จิตเป็นสุข ถ้าติดในรสจิตก็ติดในโลกไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ การกินอาหารเจไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ แต่ต้องกินแบบไม่ติดในรสอาหาร ให้พิจารณาเป็นของสกปรกบำรุงร่างกายสกปรก จิตจึงจะสลัดละความหลงติดในรสอาหารได้ ถ้าไม่หลงกาย ก็ไม่หลงในรสอาหาร อร่อยกินเพื่อระงับความหิว
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-18 09:30:46


ความคิดเห็นที่ 34 (1522401)

     ความดีแม้เล็กน้อย      

             เจ้าอย่ามองว่าความดีเพียงเล็กน้อยนั้นไม่มีค่า แท้จริงแล้วอาจมีค่ามากกว่าที่เจ้าคิด ถึงกระนั้นขอเจ้านึกถึงความชั่วเช่นเดียวกัน  ความชั่วนั้นที่มีแม้มากมายเพียงใด เราก็สามารถ ละวางได้ ความชั่วอยู่ที่การกระทำ หาอยู่ที่จิตไม่ ความชั่วล้วนเป็นบ่อให้เกิดหายนะทั้งสิ้น ลูกทั้งหลายจงรำลึกถึงเถิดพิจารณาเอาเถิด ทำจิตให้เป็นสมาธิ รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อธิฐานจิตให้เป็นอโหสิกรรมหมดสิ้นซึ่งทุกอย่าง หมดซึ้งอาสวกิเลสทั้งปวงสิ่งที่ผ่านมาแล้วให้ผ่านไป จบสิ้นทั้งหมด ขอลูกจงมีชีวิตใหม่นึกถึงแต่คุณงามความดีสิ่งที่ดีที่ได้เคยกระทำ ความเมตตาก็จะหลั่งไหลออกจากจิตเจ้ามาสู่หัวใจ จิตและใจนั้นคนละอย่างกันนะลูก ใจ เป็นส่วนส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นอยู่ในอายตนทั้ง 6 ก็เลยสั่งไปทางสมองออกมาเป็นรูปแบบของการกระทำ แต่จิตของเจ้าเป็นจิตที่เป็นพุทธะ เป็นจิตดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ ดังนั้น จิตกับใจ จึงไม่ใช่อย่างเดียวกัน
          ตั้งสตินึกถึงความดีทั้งหมด รำลึกถึงพระคุณบิดา-มารดา ที่ท่านเมตตาเลี้ยงดูเรามา จนมาถึงในวันนี้ได้ทำให้เราได้พบพระธรรมคำสอนที่บริสุทธิ์  ธรรมะคือสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด  หาใช่เงินทอง หาใช่สิ่งของนอกกาย ที่นำมาประดับประดาให้แก่สังขาร ทุกข์-สุขมีอยู่ทั่วทุกตัวคน ทุกหมู่เหล่า แต่ทุกข์-สุข นั้น จะอยู่นานหรือไม่นาน ก็อยู่ที่ใจของเราสั่ง ว่าจะให้ผูกมัดรัดไว้ว่า จะให้คงอยู่หรือสลัดออก  หลายดวงจิตคิดว่าจิตกับใจอย่างเดียวกันแท้จริงมิใช่ ดั่งเช่นวิญญาณก็มิใช่จิตเจ้า วิญาณ กาย ใจ เป็นอารมณ์ความรู้สึกทั้งสิ้นเป็นอายตนทั้งสิ้น ให้ลูกทั้งหลายน้อมจิตกราบพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  นำจิตวางลงขอบารมีของพระพุทธองค์คลายจากสีดำให้ใสขึ้น และพร้อมมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธองค์ ขอน้ำทิพย์ชโลมจิตของเจ้าให้คลายจากความเศร้าหมองให้เอิ่มอิ่มปรีดาปราโมทย์รู้แจ่มแจ้งในธรรมะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-18 09:40:40


ความคิดเห็นที่ 35 (1522402)

"ขอให้พวกเจ้าจงอย่าประมาทเยี่ยงนี้ ปรารถนาจักเข้าพระนิพพาน

จักต้องหมั่นขอขมาพระรัตนตรัยไว้ให้มาก กรรมบถ 10 นี้

ครอบคลุมไปทั่วทั้ง อดีตชาติ-ปัจจุบันชาติ และ อนาคตชาติ

ต้องพิจารณาถอยหน้าถอยหลังในการพูด การคิดเอาไว้ให้ดี ๆ

เพราะจักผูกมิตรหรือสร้างศัตรูได้ก็ตรงนี้ จิตจักมีสุขหรือมีทุกข์

ก็ที่ตรงนี้ หากพวกเจ้าสามารถ ควบคุมกรรมบถ 10 ได้อย่างสมบูรณ์

ความไม่มีทุกข์ไม่มีสุขก็จักพึงมีได้ไม่ยาก

การปรามาสพระรัตนตรัยก็จักไม่มี "

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-18 09:43:11


ความคิดเห็นที่ 36 (1522404)
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนมิใช่ให้เราเชื่อหมดทุกอย่างแต่ท่านให้เราคิดตามเป็นวิปัสสนาญาณ เราอย่าฟังแล้วเชื่อทั้งหมด แต่จงฟังและคิด 

หากเรามั่นใจในพระธรรมคำสอนให้เราน้อมจิตกราบที่พระบาทของพระองค์ และตั้งจิตอธิษฐานที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตั้งจิตที่จะกลับพระนิพพานในชาตินี้ขอบารมีของพระองค์จะทำให้เราเห็นว่า สวรรค์ก็ดี นรกก็ดี ไม่น่าอยู่ ไม่น่าพึงปรารถนา ทีเราเคยคิดว่าเกิดเป็นพรหมนั้นสุขสบาย หรือเป็นเทวดานั่นสุขสบาย แท้จริงแล้วอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายทั้งสิ้น หากเราหมดบุญเมื่อใดเราต้องมารับกรรมเช่นเดิม  และเราจะชดใช้บาปกรรมทั้งหมดไว้หรือไม่
      ดังนั้นเมื่อเรามาที่นี่ เราก็ควรตักตวงผลประโยชน์ให้มากที่สุด ก็คือ การนำธรรมะที่เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด นำไปคิดและปฏิบัติตาม หลายดวงจิตที่มาในวันนี้ก็ล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น มีความเหน็ดเหนื่อยทั้งสิ้น มีบางคนเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกไว้ หนักหน่วงจนรู้สึกท้อแท้  หลายคนก็มีความกังวลในเรื่องการงานเมื่อต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆที่เข้ามาในชีวิต หรือแม้ว่าจะดูงานราบรื่นแต่ก็ยังไม่ไว้วางใจ ว่าจะราบรื่นดีตลอดไปหรือไม่ ? ทุกอย่างที่เราเจอนั้นลูกทั้งหลายคิดว่า เป็นสิ่งที่เราปรารถนาหรือไม่? เจ้าเหน็ดเหนื่อยมากไม่ เจ้าทรมานกับสังขารนี่มากไหมลูก  ?  หากเจ้าเหน็ดเหนื่อยทรมาน เหตุใดเจ้าจึงไม่วางลง ไม่คิดพิจารณาว่า การเกิดมานั้นเป็นทุกข์ เจ้าไม่ได้ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส แต่เจ้าเอาจิตไปยึดติดกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเจ้า พ่อเข้าใจเจ้า ทุกครั้งที่เจ้าเจอปัญหา เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าพยายามวิ่งเข้าหาธรรมะ เจ้าพยามนึกถึงพ่อ นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระทุก ๆพระองค์ แต่เจ้าก็ต้องทนทุกข์กับขันธ์ 5 ทนทรมานกับสิ่งที่เจ้าต้องเจอในแต่ละวัน เจอกับความเหน็ดเหนื่อย เหตุก็เพราะเจ้าจะต้องอยู่บนโลกใบนี้ เจ้าไม่มีทางที่จะหนีสิ่งที่เป็นธรรมดาของโลกนี้ไปได้  กฎของโลกนี้คืออะไร?? ก็คือ ความไม่แน่นอนทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ขึ้น ๆลง ๆ จะให้เที่ยงแท้ถาวรนั้นมิได้  ดังนั้นความเหน็ดเหนื่อยที่เจ้าเจอ ความกังวลที่เจ้าเจอและการต่อสู้อีกมากมายที่เจ้าพบและเจ้าพยายามที่วางลงตรงนั้น เจ้าจึงควรพิจารณาคิดใคร่ครวญตรงนั้นก่อน ที่จะนำมันวางลง  แล้วเหตุใดตัวของเราจึงต้องเจอปัญหาเหล่านี้ แล้วจึงพิจารณาต่อไปว่าร่างกายนี้มันน่าอยู่จริงหรือ เหตุใดภาระต่างๆจึงมีมากมาย ปัญหาของครอบครัว สามี ภรรยา ลูก หรือแม้แต่พ่อ แม่ ที่เข้ามาปะดังเข้าสู่ชีวิตของเรานั้น เราจะแบกรับมันไว้เพื่ออะไร หากเราตายเสียตอนนี้เราก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด ขอให้ลูกคิดพิจารณาว่าปัญหาที่เจอเป็นเหมือนบทเรียนที่สอนเจ้า  ให้เจ้ามองอย่างฉลาด และมีเหตุผล คิดทุกอย่างให้เป็นปกติ ว่าโลกนี้มันเป็นอนิจจัง มันไม่ได้เที่ยงแท้ น่าอยู่ หากเราคิดว่าเราจะอธิษฐานขอชาติต่อไปให้เรามาเกิดเพื่อที่จะร่ำรวย เพื่อจะมียศถาบรรดาศักดิ์ มีเงินทองและบริวาร นั่นก็แสดงว่าเจ้ายังไม่พบทุกข์ที่แท้จริง แต่เมื่อใดที่เจ้าพบทุกข์อย่างแท้จริง เจ้าก็จะไม่ปรารถนามาเวียนว่ายตายเกิด เป็นคน เทวดา พรหม อีกต่อไป แต่เจ้าจะปรารถนาแดนนิพพานเท่านั้น ลูกทั้งหลายจงจำไว้ ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้เจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐานตลอดเวลา จับภาพพระทุกลมหายใจเข้า-ออก นึกถึงบารมีของพระองค์ เพราะพุทธานุสสติกรรมฐานจะง่ายแก่การเข้าพระนิพพาน  และพระองค์จะทรงเมตตาสอนเจ้าให้เรียนรู้เข้าใจมากขึ้นและเมื่อนั้นเจ้าก็จะผ่านสภาวะต่างๆไปได้ แต่เมื่อใดที่เจ้าเจอปัญหา เจอความทุกข์ความเหน็ดเหนื่อย และเจ้าไม่ได้วางมันลง เจ้าก็จะต้องเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งเหล่านั้นต่อไป เจ้ามองดูร่างกายของเจ้าตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า มีอะไรบ้างที่มีค่าที่สุดสำหรับเจ้า อะไรที่มีค่ามากที่สุด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย ตา พาให้เจ้าเจอรูปและทำให้หลง หู ทำให้เจ้าได้ยินสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งคำชมที่ก่อให้เกหิดสุข คำนินทาที่จะก่อให้เกิดทุกข์ มองทุกอย่างให้มันชิน  จมูก ที่ก่อให้เกิดกลิ่น ที่มาจากธรรมารมณ์ทั้งสิ้น  ลิ้น ที่ก่อให้เกิดการติดรส โดยปราศจากการพิจารณา  กาย ที่ก่อให้เกิดเป็นอารมณ์ ที่สั่งมาโดยสมองก่อตัวเป็นความรู้สึกที่ให้จิตมาติดอยู่  แล้วประมวลสิ่งเหล่านี้ว่ามันเป็นของเจ้า และเจ้าเป็นเจ้าของ
       หรือการแต่งกายที่สวยงามเราแต่งเพื่ออะไร ผู้ที่แต่งกายให้สวยสดอยู่ตลอดเวลาเจ้าแต่งเพื่ออะไร เพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามหรือ ? ผู้ที่เข้าสู่ธรรมะเขาไม่ปรารถนาในสิ่งนี้แล้ว เจ้าจงนึกใคร่ครวญดูเอาเองเถิด

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-18 09:48:33


ความคิดเห็นที่ 37 (1523430)
อย่าหยิบทุกข์มาไว้ในใจ


               ขอให้ท่านทั้งหลาย เชื่อตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน พยายามประคองให้จิตของเราสงบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างที่โบราณท่านสอนว่า แม้แต่จะสิ้นลมหายใจ ก็ต้องมีคนบอกว่า "อรหัง" ชี้นำทางให้เห็นว่า ทางไปของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ แล้วก็จะเกิดความรู้สึกว่า จิตใจโล่ง จิตโล่งแล้ว ถ้าไปเกิดใหม่ ก็ไปเกิดดี ถ้าจิตไม่โล่ง ไปเกิดใหม่ ก็จะตรงกันข้ามกับที่ดี

               ท่านทั้งหลายก็ต้องการที่ดีเหมือนกัน อาตมาเองก็ต้องการที่ดีเหมือนอย่างท่าน ท่านทั้งหลายก็ต้องการเหมือนอาตมา คือ ไม่มีใครสักคนเดียวที่อยากได้ทุกข์ อาตมาก็ไม่อยากทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทุกข์ บางครั้งก็หลงไปหยิบเอาความทุกข์มาใส่ไว้ในใจของตน หยิบเอาความทุกข์ของคนอื่น มาเป็นความทุกข์ของตัวเอง

                 พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้ทำด้วยความรู้สึกว่า เราทำอะไรก็ให้รู้ตัวอยู่ว่าเราทำอะไร เมื่อรู้ตัวว่าเราทำอะไรก็เป็นเรื่องของสติสัมปชัญญะ
คำว่า “สติสัมปชัญญะ” แม้เป็นคำบาลี แต่ท่านทั้งหลายก็พอจะเข้าใจ เพราะใช้ในภาษาไทยมาก
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-23 03:05:08


ความคิดเห็นที่ 38 (1523431)

กำลังใจของผู้ที่จะไปเกิดเป็นขอทาน

ถาม : การที่คนเราคิดว่า “ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้บุคคลอื่น หรือมีใจเป็นทานอย่างนี้ กำลังใจอยู่ในระดับใด” ?

ตอบ : ขอทาน เคยได้ยินเรื่องของ อานันทเศรษฐี ไหมล่ะ ? อานันทเศรษฐีเขาก็มีความคิดแบบนี้แหละ คือว่า ทรัพย์สมบัติเป็นของพ่อแม่ให้มา คนอื่นไม่ได้ให้ประโยชน์เราสักหน่อยหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องไปสงเคราะห์ใคร ไม่จำเป็นต้องไปช่วยเหลือใคร อยู่เฉยๆ ดีกว่า

แต่...มีข้อแม้นะ ที่เป็นขอทานนี่ ต้องไม่ทำชั่ว เลยนะ ของอานันทเศรษฐีท่านไม่ได้ทำชั่ว แต่ก็ไม่ได้ทำดีเลย ก็เลยไปเกิดเป็นขอทาน อย่างกับปีศาจคลุกฝุ่น ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ช่วยไว้ ดีไม่ดีก็จะอดตาย เพราะว่าทันทีที่แกเข้าท้องแม่ ขอทานคณะนั้นขอใครไม่ได้เลย...! ก็แกไม่ให้ใคร ในเมื่อไม่ให้ใคร อานิสงส์ก็เลยส่งผลมาถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน คือไม่มีใครให้

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-23 03:16:14


ความคิดเห็นที่ 39 (1523807)

ระวัง ! อาจเกิดโทษอนันตริยกรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

           ถ้าเราไปดูที่ พระพุทธเจ้า ท่านอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของศีล     ฆ่าสัตว์ใหญ่มีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์เล็ก ฆ่าสัตว์ที่มีคุณมีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีคุณ ฆ่ามนุษย์มีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์ใหญ่ ฆ่ามนุษย์ที่มีศีลมีธรรมมีโทษมากกว่าฆ่ามนุษย์ทั่วไป และท้ายที่สุดก็คือ ฆ่ามนุษย์มีโอกาสบรรลุมรรคผลโทษหนักที่สุด
เท่ากับว่าเราไปฆ่าสัตว์ที่มีคุณอย่างยิ่ง โทษก็เลยหนักกว่าสัตว์ทั่วๆ ไปหลายเท่า

           ภาษิตจีนเขาบอกว่า ร่างกายผมเผ้าบิดามารดาให้มา ต่อให้เจ้าไม่ยินดีมีชีวิตอยู่ขนาดไหนก็ตาม เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปฆ่าตัวตาย ถ้าพ่อแม่เจ้าไม่อนุญาต แต่อาตมาขอบอกว่าถ้าพ่อแม่อนุญาต ทางธรรมก็ถือว่าผิด..!
          ปัจจุบันนี้มีบางปัญหาที่ญาติโยมเคยกล่าวถึง ก็คือ พ่อแม่ป่วยหนัก อยู่ห้องไอ.ซี.ยู. ดูแล้วไม่รอดแน่ เราเป็นลูกสั่งถอดสายออกซิเจนได้หรือไม่ ? 
         

         ขอยืนยันว่าถอดเมื่อไรเป็น อนันตริยกรรม ทันที เพราะเท่ากับว่าเราสั่งให้ฆ่าท่าน ถ้าจะไม่รักษาต้องไม่รักษาแต่แรกเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่วินิจฉัยของหมอ ว่าสมควรทำอย่างไร ? ถ้าหมอจะประคองชีวิตอยู่ จะใส่สายระโยงระยางอย่างไรให้หมอใส่ไป ถ้าจะเอาออกให้หมอตัดสินใจไป

             อย่าไปสั่งเชียวว่าพ่อแม่ทรมานมาก หมอช่วยเอาออกที เพราะคนเราทรมานขนาดไหนก็ตาม โดยสัญชาตญาณความรักชีวิตยังมีอยู่ ความหวังที่จะหายจากการเจ็บป่วยยังมีอยู่ ถ้าไม่ใช่ประเภทสิ้นคิดจริงๆ ไม่มีใครอยากตาย

            โปรดอย่าได้ทำอนันตริยกรรม เพราะว่าผุดยากเกิดยาก สมัยเด็กๆ อาตมากลัวมากเลยเวลามีคนแช่งว่า "ตายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด" สมัยนี้เมื่อไรเขาจะแช่งให้เป็นจริงเสียที ตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดของเรา ความหมายเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดมีที่เดียวคือพระนิพพาน แต่ถ้าผุดยากเกิดยากก็อเวจี


ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-25 09:04:55


ความคิดเห็นที่ 40 (1523808)

คิดย้อนกลับถึงคุณของพระพุทธเจ้า

ถาม : หลวงพ่อคะ ปกติผู้ที่เข้าถึงไตรสรณาคมณ์เขาจะนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่ากันหมดใช่หรือไม่คะ?

ตอบ : ไม่เข้าใจคำว่าเท่ากันหมด

ถาม : หมายถึงว่า อย่างที่สุดเท่าๆ กันค่ะ

ตอบ : อ๋อ ลักษณะอย่างนั้น ก็จะ
ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ไม่ทำผิดด้วยตนเอง ไม่ยุให้ผู้อื่นทำ ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำ


ถาม : แต่ปัญหาของหนูก็คือ หนูรู้สึกว่าหนูมั่นใจในพระสงฆ์ตรงหน้าเพราะว่าท่านสอนหนู แล้วก็...เหมือนกับจับต้องได้ มากกว่าพระพุทธเจ้าซึ่งหนูไม่เห็น แล้วหนูคิดแบบนี้ จะมีผลเสียอย่างไรหรือเปล่าคะ?

ตอบ : จริงๆ เราต้องคิดว่าพระพุทธเจ้าตรัสมาซึ่งพระธรรม ท่านนำพระธรรมมาเผยแผ่ พระสงฆ์ทั้งหลายรับไปปฏิบัติตามจึงกลายเป็นพระสงฆ์ได้ แล้วการสืบทอดตามลำดับชั้นนั้นมา จึงทำให้พระสงฆ์นั้นมาอยู่ตรงหน้าของเราได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ที่มีคุณสูงสุดคือพระพุทธเจ้า คราวนี้ของเรา เราไม่ได้คิดย้อนกลับ เราคิดแค่ตรงหน้า ก็เลยกลายเป็นว่าตรงหน้านี่จับได้ต้องได้มากกว่า ก็เลยให้ความเชื่อถือมากกว่า แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะถ้าเราทำถึงระดับหนึ่งแล้วเรารู้จักใช้ปัญญาคิด อย่างที่บอกว่า แค่ทรงฌานได้ เราจะรู้เลยว่ากำลังใจที่ปราศจากรัก โลภ โกรธ หลง แม้เพียงชั่วคราวยังเป็นสุขถึงขนาดนี้ บุคคลที่เป็นพระอริยเจ้าท่านจะมีความสุขขนาดไหน แล้วถ้าหากพระอริยเจ้าขั้นสูงขึ้นไปถึงพระอรหันต์นี่ท่านจะมีความสุขขนาดไหน พระพุทธเจ้าที่เป็นจอมของพระอรหันต์ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ท่านมีความสุขอย่างนั้นแล้ว ท่านยังไม่ไปเสวยสุขด้วยตนเองของท่าน แต่ยังนำเอาคำสั่งสอนนั้นมาเผยแผ่จนกระทั่งเราได้รับส่วนหนึ่งของคำสอน ถ้าเรามองย้อนกลับไปอย่างนี้เราก็จะเห็นคุณของพระพุทธเจ้าเอง

       ในส่วนของพระปัญญาธิคุณอันล้ำเลิศ ท่านสามารถตรัสรู้ซึ่งพระธรรมนี้มา ในส่วนของพระบริสุทธิคุณที่สามารถชำระจิตใจให้ผ่องใสหมดกิเลส แล้วยังสอนให้รู้ตามด้วย ในส่วนของพระกรุณาธิคุณที่เมตตาสั่งสอนสัตว์โลก ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต รู้จักคิดจะเห็นเอง แต่ส่วนใหญ่ของเรามันคิดทีไรฟุ้งซ่านทุกที เรื่องดีๆ ไม่ค่อยจะคิด แค่ปรับมุมมองนิดเดียวแค่นั้นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-25 09:28:08


ความคิดเห็นที่ 41 (1523845)

โทษของการปรามาสหรือดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น

ถาม : คนที่ดูหมิ่นในความสามารถของบุคคลอื่น ในทางโลกที่ผู้ถูกดูถูกเป็นคนธรรมดา เป็นคนมีศีล เป็นคนที่เจริญฌาน เป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา บำเพ็ญทานรักษาศีล หรือผู้บำเพ็ญตนในวิปัสสนาญาณปรารถนาพระนิพพาน หรือคนที่ได้โมทนาบุญจากบุคคลทุกท่าน และพระทั้งหมดทั้งนิพพาน

ตอบ:  คนดูถูกนี้ซวยแน่ๆ สรุปแค่นั้นพอ ความดีของท่านมีผลมหาศาล ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ นางขุชชุตตรา ท่านไม่ทราบว่าเพื่อนท่านเป็นภิกษุณีอรหันต์แล้ว ได้ขอให้เพื่อนช่วยหยิบเครื่องแต่งตัวให้หน่อยเท่านั้นเอง ต้องไปเกิดเป็นคนใช้เขา ๕๐๐ ชาติ

ท่านที่ทรงความดีอยู่ก็เหมือนอย่างกับไฟ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องก็เป็นคุณอนันต์ ถ้าปฏิบัติผิดก็โทษมหันต์ ความดีท่านยิ่งสูงเท่่าไหร่ ถ้าเราทำไม่ดีกับท่านก็ยิ่งโดนตอบแทนคืนมาแรงเท่านั้น ท่านไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรหรอก แต่ว่ากฎของกรรมกับสิ่งที่เราทำมันจะเล่นเราเอง

เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าไม่ต้องให้ถึงขนาดที่ว่ามาหรอก ขอให้คนที่มีความดีอยู่บ้างถ้าเราไปล่วงเกินเข้า มีโอกาสก็ขอขมาเสีย ไม่อย่างนั้นเกิดโทษกับตัวแน่ๆ

ถาม : ถึงแม้จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปหรือครับ

ตอบ:  เรื่องทั่วๆ ไปไม่ว่าจะอะไรก็ตาม พระอรหันต์มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ ดังนั้นฆราวาสที่เป็นอรหันต์ท่านเลยต้องจำเป็นให้ตัดให้ตาย อยู่นานไม่ได้หรอก คนไม่รู้ไปล่วงเกินเข้าเป็นโทษแน่ๆ อย่างเช่นว่า อาจจะเคยเป็นเพื่อนฝูง เป็นลูกไล่กันมาก่อน เตะตูดเขกกบาลเล่นได้ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเราไปทำอย่างนั้นเราก็ซวยไม่จบ หากท่านอยู่ต่อไปจะเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2010-12-25 13:03:02


ความคิดเห็นที่ 42 (1524772)

ความสูญเปล่า ๗ ประการ

หลวงปู่ครูบาวงศ์ กล่าวถึง ความสูญเปล่า ๗ ประการ

๑. มีตาอันสูญเปล่า มีตาแต่ไม่ดูพระพุทธ ไม่ดูพระธรรม ไม่ดูพระสงฆ์

๒. มีหูอันสูญเปล่า มีหูแต่ไม่ฟังธรรมเทศนา ไม่ฟังคำสอนท่าน ไม่ฟังประเพณีเก่าแก่ ไม่ฟังคำเรื่องบุญกุศล

๓. มีมืออันสูญเปล่า ไม่ยกมือไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ยกมือไหว้พ่อแม่ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ ไม่ขวนขวายทำบุญใส่บาตรด้วยมือตน

๔. มีเท้าอันสูญเปล่า มีเท้าแต่ไม่เดินเข้าไปสู่ที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรม ไม่ไปกระทำบุญด้วยการเดินเท้าของตน ไม่เดินไปหานักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้มีปัญญา ไม่เดินไปสู่สถานที่เขาทำบุญเป็นหมู่เป็นคณะ ไม่เดินไปหาวัดวาอาราม

๕. มีปากอันสูญเปล่า มีปากแต่ไม่ร่ำเรียนท่องบ่นพุทธคาถา ไม่ร่ำเรียนกรรมฐานภาวนา ไม่ถามทางไปสู่นิพพาน ไม่กล่าวชักชวนกันไปสู่วิหารเพื่อฟังธรรม ไม่พูดจาภาษาธรรม

๖. มีกายอันสูญเปล่า มีกายแต่มัวลุ่มหลงอยู่ในกายอันเป็นของไม่เที่ยง เฝ้าเลี้ยงดูแต่กาย ไม่ขวนขวายคุณงามความดีใส่ตน มัวเมาโลภหลงกับการเห็นผิดไปจากธรรม

๗. มีอายุอันสูญเปล่า แม้มีอายุยืนยาวสัก ๑๒๐ ปี แต่ไม่สนับสนุนการบวชเรียน การประพฤติพรหมจรรย์ ไม่กระทำการถวายกุฏิเจดีย์ ไม่ทำอาวาสให้เป็นทาน ไม่เขียนธรรมค้ำชูพุทธศาสนา มีอายุมากไปก็เสียเวลาสูญเปล่า

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-01 17:36:16


ความคิดเห็นที่ 43 (1524773)

ถ้าไม่ลงมือปฏิบัติแล้วมัวแต่ถามอยู่แบบนี้ ชาตินี้ก็ไม่มีผล

ถาม : ผมจะทำกรรมฐานกองไหนจึงจะได้ฌานครับ?

ตอบ : กองไหนก็ได้ เพียงแต่ให้ทำจริงๆ เท่านั้นเอง และอย่าทิ้งลมหายใจเข้าออก ชอบกองไหนทำไปเลย ถ้ามัวแต่ถามอยู่ ชาตินี้ก็ไม่ได้หรอก

ถาม : ผมไม่แน่ใจครับ ?

ตอบ : ไม่แน่ใจแล้วจะไปได้อะไร คนทำกรรมฐานต้องมั่นใจตัวเอง ขาดความมั่นใจก็ไม่ต้องทำ ไปนอนตีพุงดีกว่า

ถาม : ทำกสิณไม่แน่ใจครับ ?

ตอบ : ถ้าอยากก็ทำ ถามคนอื่นเสียเวลาไปตั้งนาน ถ้าไปลงมือทำเอง ป่านนี้คงจะเห็นหน้าเห็นหลังแล้ว มัวแต่ไปไล่ถามคนอื่นอยู่เลยไม่ได้อะไรสักที

ถาม : กสิณกองไหนก็ได้หรือครับ ?


อาตมาเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ สมัยเพิ่งจะเรียนมัธยม ไม่เคยสงสัยปัญหาเหล่านี้เลย คิดจะทำก็ลุยเลย ไม่เคยไปถามใคร ถ้ามัวแต่ถามอยู่ เกิดไม่มีคนให้ถาม แล้วจะทำอย่างไร ?

นึกถึงเณรของ หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนเณรให้ถักขาบาตร เณรก็ซน ดูบ้างเล่นบ้าง ถึงเวลาหลวงปู่ก็โยนตอกให้ถัก เณรจำวิธีทำได้นิดหน่อย ทำแล้วไปต่อไม่ได้ ก็เลยถาม "หลวงปู่..ทำอย่างไรต่อครับ ? " เงียบ... "หลวงปู่ตรงนี้ทำอย่างไรครับ ?" เงียบ...

พอตอนเย็น หลวงปู่บอกกับเณรว่า "พรุ่งนี้บิณฑบาตด้วยกัน" รุ่งขึ้นเณรออกบิณฑบาตตามหลวงปู่ ออกบิณฑบาตแต่เช้า จึงมีบ้านที่เขายังทำกับข้าวไม่เสร็จ ลูกสาวตะโกนถามแม่ว่า "แม่ๆ แกงส้มใส่กะปิหรือเปล่า ?" แม่ก็เงียบ

"แม่แกงส้มใส่กะปิหรือเปล่า ?" แม่เลยตะโกนตอบไปว่า

"โคตรแม่มึง..ถ้ากูตายห่าแล้วมึงจะถามใคร..!" พอแม่ด่าเสร็จหลวงปู่หันมายิ้มกับเณร ยิ้มในความหมายว่า "ถ้าปู่ตายแล้วเณรจะถามใคร ?"

ต้องอย่างนั้นจึงจะเรียกว่ารู้จริง รู้ขนาดว่าจะไปเอาคำตอบให้เณรจากไหน ฉะนั้น..ไม่ต้องเสียเวลาถาม ไปลงมือทำได้เลย

ถาม : มีผลไหมครับ ?

ตอบ : ถ้ายังมัวแต่ถามอยู่แบบนี้ ชาตินี้ก็ไม่มีผล..!

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-01 17:41:28


ความคิดเห็นที่ 44 (1524829)
การดูพระอริยเจ้านั้นดูได้ยาก (หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ)

การดูพระอริยเจ้านั้น ส่วนมากจะสุ่มเดาตามกิริยาที่แสดงออกมาทางกายและวาจา การดูในลักษณะอย่างนี้ก็ยากที่จะถูกต้องได้ เพราะพระอริยเจ้ากับผู้ยังเป็นปุถุชนมีกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาเหมือน ๆ กัน ถึงท่านผู้นั้นจะได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม จะตัดนิสัยเดิมของท่านเองไม่ได้ นิสัยเป็นมาอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น เช่น พระสารีบุตรในชาติก่อนมา เคยเป็นลิง นิสัยลิงก็ยังติดตัวมา ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงชอบกระโดดโลดเต้นอยู่เป็นนิสัย เห็นกิ่งไม้ใดพอจะกระโดดจับโหนตัวเล่นก็ต้องทำ หรือเห็นน้ำบ่อพอจะกระโดดข้ามได้ก็ต้องกระโดดไปมา จนพระองค์อื่นเห็นก็เกิดความแปลกใจ ทำไมพระสารีบุตรจึงแสดงในกิริยามรรยาทที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ ไม่สมศักดิ์ศรีที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า เป็นพระอรหันตสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้าเลย จึงมีพระองค์อื่นโจษขานกันขึ้น และเล่าเรื่องของพระสารีบุตรถวายแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสัยเดิมของพระสาวกนั้นละไม่ได้ นิสัยเคยเป็นมาในอดีตมีอย่างไร การแสดงออกมาทางกายและวาจา ก็ชอบแสดงออกมาอย่างนั้น ฉะนั้น จึงได้เปรียบนิสัยของพระอริยเจ้าและปุถุชนไว้ดังนี้
๑. น้ำลึกเงาลึก ๒. น้ำลึกเงาตื้น ๓. น้ำตื้นเงาลึก ๔. น้ำตื้นเงาตื้น ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีตัดสินได้ยากมาก เพราะไม่มีญาณหยั่งรู้พิเศษเฉพาะตัว นอกจากจะสุ่มเดาไปเท่านั้น

ข้อ ๑ คำว่า น้ำลึกเงาลึก นั้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว และก็ยังมีนิสัยกิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจามีความสุขุมลุ่มลึก เป็นนิสัยเดิมของท่านเป็นมาอย่างนั้น ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็พอจะเดาถูกบ้าง

ข้อ ๒ คำว่า น้ำลึกเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอยู่ภายในใจแล้ว แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจาไม่มีความสำรวมเลย อยากแสดงตัวอย่างไร อยากพูดอย่างไร ก็เป็นในความไม่สำรวมทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ผิดในพระธรรมวินัย ไม่มีอกิริยาภายในใจ แต่เป็นเพียงกิริยาที่แสดงออกมาเท่านั้น ถ้าหากไปพบเห็นผู้ที่ท่านเป็นนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาภายในใจไปเลยว่า ท่านผู้นี้ยังเป็นปุถุชนทันที เพราะมีนิสัยไม่น่าเคารพเชื่อถือได้เลย

ข้อ ๓ น้ำตื้นเงาลึก หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจ แต่กิริยามรรยาทการแสดงออกมาทางกายและวาจานั้นมีความสุขุมลุ่มลึกมาก การสำรวมทางกาย การสำรวมทางวาจาน่าเลื่อมใส ใครได้พบเห็นแล้วจะเกิดความเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะความบกพร่องในความชั่วร้ายในตัวท่านไม่มี ถ้าได้พบเห็นผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนี้ ก็จะเดาไปว่าเป็นพระอริยเจ้าทันที

ข้อ ๔ น้ำตื้นเงาตื้น หมายความว่า ท่านผู้นั้นยังไม่มีคุณธรรมภายในใจเลย กิริยามรรยาทการแสดงออกทางกายทางวาจาไม่มีความสำรวมแต่อย่างใด ทำไปพูดไปตามใจชอบ ถ้าหากพบเห็นท่านผู้ใดมีกิริยาการแสดงออกมาอย่างนี้ ก็จะพอเดาถูกอยู่บ้าง

ถ้าจะดูนิสัยน้ำลึกเงาตื้น หรือดูนิสัยน้ำตื้นเงาลึก คิดว่าท่านจะต้องเดาผิดอย่างแน่นอน ฉะนั้น การสุ่มเดาว่าใครเป็นพระอริยเจ้า และใครเป็นปุถุชนนั้น จึงยากที่จะสุ่มเดาให้ถูกทั้งหมดได้ ถึงพระอริยเจ้าด้วยกันก็ยังไม่รู้กันทั้งหมดได้ เช่น พระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันก็ยังไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามี พระอริยเจ้าขั้นพระสกิทาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีได้ พระอริยเจ้าขั้นพระอนาคามีก็ไม่สามารถดูภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์ได้ แม้พระอรหันต์องค์ที่ท่านไม่มีญาณพิเศษส่วนตัว ก็ไม่สามารถรู้ภูมิธรรมขององค์อื่นได้ แต่เมื่อได้สนทนาธรรมกันแล้ว ท่านจะรู้ทันทีว่า ท่านผู้นั้นมีภูมิธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ทันที ในบางกรณีพระอรหันต์ก็ย่อมรู้กันได้ หรือรู้ภูมิธรรมของพระอริยเจ้าขั้นอื่นได้ด้วย นั่นคือ เป็นผู้มีนิสัยเกี่ยวข้องกันมาในอดีต เคยสร้างบารมีร่วมกันมา และเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาหลายภพหลายชาติ ถ้าในกรณีอย่างนี้ก็พอรู้กันบ้าง ถึงจะรู้ท่านก็ไม่โฆษณา นอกจากว่าจะพูดเป็นนัย ๆ ให้ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังบางโอกาสเท่านั้น เช่นว่า เพชรน้ำหนึ่งอยู่ที่โน้นที่นี้ หรือพูดว่า ท่านองค์นั้นมีสติดีแล้วนะ อย่างนี้เป็นต้น

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-02 14:39:05


ความคิดเห็นที่ 45 (1524830)

คติคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ประทับใจ


   พวกเราอย่าลืมกาย ลืมใจ

  คนที่ลืมกาย ลืมใจ พระพุทธเจ้าเรียกว่าคนประมาท

   อย่างคนตายแล้ว จะไม่รู้สึกถึงกาย ถึงใจตัวเอง

   คนที่ขาดสติ ก็จะไม่รู้ถึงกาย ถึงใจตัวเอง 

   ท่านว่าประมาทเหมือนคนตาย  เหมือนตรงไหน

   เหมือนตรงที่มันไม่รู้กาย รู้ใจตัวเอง

   เพราะฉนั้น ในโลกนี้เต็มไปด้วย คนตายที่เดินได้นะ

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-02 14:41:29


ความคิดเห็นที่ 46 (1524831)
" ความคิด " ก็เป็นธรรมอันหนึ่ง
เป็นกระแสความปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ไม่คงที่ มีแล้วดับไป
ไม่มีใครเลยที่จะดับความคิดได้ เว้นแต่การตกภวังค์
การเข้านิโรธสมาบัติ และการเข้าอยู่ในภพของพรหมลูกฟัก


" ตัวความคิดเอง" ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติธรรม
แต่การจัดการอย่างไม่ถูกต้องกับความคิดต่างหาก
ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม
ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-02 14:43:48


ความคิดเห็นที่ 47 (1528081)

ทุกข์ ๕ ประการของผู้หญิง

เรื่องของผู้หญิง พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ผู้หญิงมีความทุกข์มากกว่าผู้ชาย ๕ ประการ ได้แก่

๑. ต้องมีระดู (ประจำเดือน)

๒. ต้องตั้งครรภ์

๓.ต้องคลอดบุตร

๔.ต้องบำเรอสามี

๕. ต้องดูแลญาติของสามี


เพราะฉะนั้น..ถ้าผู้หญิงไม่แต่งงาน ความทุกข์ลดไปหลายอย่าง เหลืออยู่อย่างเดียวที่เป็นธรรมชาติที่แก้ไขไม่ได้ ก็คือ ต้องมีระดู

แต่ในเรื่องของครอบครัว หนักนิดเบาหน่อยก็จะต้องมีกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา เพราะว่าไม่ใช่พระอริยเจ้าอย่างพระสกิทาคามี การกระทบก็ยังแรงอยู่ เหมือนลิ้นกับฟัน จะมากจะน้อยก็ต้องมีปัญหา

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัส สมชีวิธรรม ว่า บุคคลที่จะแต่งงานเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องมี ศรัทธา เสมอกัน มี ศีล เสมอกัน มี ปัญญา เสมอกัน มี การบริจาค เสมอกัน เป็นต้น


อย่างโบราณเขาบอกว่า ผัวเทวดาก็ต้องเมียนางฟ้า ถ้าผัวเทวดาแต่เมียเป็นนางยักษ์ก็ไปกันไม่ได้ ถ้าผัวเทวดามีเมียมนุษย์ไปกันได้ แต่ก็ไม่เสมอกันอยู่ดี

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-20 05:22:24


ความคิดเห็นที่ 48 (1528082)

พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตที่ละเอียดกว่าบุคคลทั่วไป

ถาม: ........................... ?

ตอบ : เป็นกรรมทั้งหมด แต่อย่าลืมว่า พระโพธิสัตว์ คือสัตว์ที่กำลังสร้างบารมีเพื่อบรรลุโพธิญาณ ในระหว่างที่กำลังตระเวนทำความดีอยู่ ก็ต้องมีชั่วบ้างดีบ้างสลับกันไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่ามาตรฐานความดีความชั่วนี่เป็นอย่างไร? ในสายตาของเขาๆ ทำอย่างนั้นดีแล้ว แต่ในสายตาคนอื่นว่าเขาทำชั่ว

เพราะฉะนั้น...ถ้าคุณถามว่าชั่วไหม? ก็ต้องไปถามตัวเขาเอง มีใครบ้างถ้ารู้ว่าชั่วแล้วจะทำ ต้องเห็นว่าดีถึงทำ โจรไปปล้นเขากิน มันก็ว่าดีถึงปล้น สบายดีไม่ต้องทำงาน คว้ามีดคว้าปืนไปแป๊บเดียวก็ได้สตางค์แล้ว ดี...! เพียงแต่ว่าความดีความชั่วอยู่กับระดับจิตของเรา จิตของเราถ้าหยาบ สิ่งที่คนจิตละเอียดเห็นว่าเป็นความชั่ว เราก็จะเห็นว่าดี แต่ถ้าหากว่าจิตของเราละเอียด สิ่งที่คนอื่นเขาเห็นว่าดีแท้ๆ เราก็ยังเห็นว่าชั่วอยู่

เคยอ่านพระธรรมบทไหม? พระพุทธเจ้า ชาติหนึ่งเป็นชายตัดฟืน เดินทางเข้าไปตัดฟืนในป่า ทุกวันๆ เอาไปขาย วันนั้นเดินทางลึกไปกว่าปกติ ไปเจอสระโบกขรณีอยู่กลางป่า เห็นดอกบัวเยอะแยะไปหมด ก็เออ...! ดีจังเลย เราจะได้เก็บไปไหว้พระ พอเอื้อมมือดึงดอกบัว ผีเสื้อน้ำโผล่ขึ้นมา ร้องว่า “ขโมย” พระพุทธเจ้าที่เป็นชายตัดฟืนในชาตินั้นก็ถามว่า “นี่เป็นสระอยู่กลางป่า ไม่มีเจ้าของ บอกว่าขโมยได้อย่างไร?” ผีเสื้อน้ำบอกว่า “เราดูแลอยู่” “ถ้าคนอื่นเก็บล่ะ?” “คนอื่นเก็บ ไม่เป็นไร” “ทำไมเราเก็บแล้วถึงเป็นขโมย?” ท่านบอกว่า “ท่านปรารถนาโพธิญาณเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ จะเกิดเพื่อไปเป็นพระพุทธเจ้า เป็นครูสอนเขา ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ คุณยังมองข้ามไป แล้วคุณจะไปเป็นโพธิสัตว์ เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นครูสอนเขาได้อย่างไร?

ฉะนั้น...ถ้าคนอื่นทำแล้วไม่ผิด แต่ว่าคุณทำแล้วผิด” เพราะฉะนั้น...คนที่จิตละเอียด แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็มองข้ามไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันคนที่จิตหยาบเห็นว่าไม่ผิด เพราะว่าทุกคนย่อมเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำดีแล้ว ถูกแล้ว เขาถึงได้ทำ

เคยอ่านทศชาติไหม? ชาติที่เป็น “เตมีย์” พระเตมีย์ทำไมท่านถึงต้องแกล้งเป็นใบ้? เพราะท่านรู้ว่าถ้าหากว่าเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นผู้นำประชาชน ต้องสั่งประหารชีวิตนักโทษอย่างนี้ แล้วท่านบังเอิญว่ายังรักษาทิพจักขุญาณได้อยู่ ท่านเห็นอยู่แล้วว่าชาติก่อนๆ ท่านทำมา ท่านตกนรกเสียนับไม่ได้ ท่านก็เลยว่า “เออ...! ถ้าเราขืนเป็นคนปกติดีต่อๆ ไป พ่อก็จะยกสมบัติให้ เราก็ต้องทำไปอย่างนี้อีก เดี๋ยวก็ลงนรกอีก” ท่านเลยแกล้งทำเป็นใบ้เสีย

เพราะฉะนั้น...เรื่องของความดี ความชั่ว ประณามกันไม่ได้ ของเขาเอง เขาอยู่ในสถานภาพแบบนั้น ถ้าหากคนสองคนพอพูดกันรู้เรื่อง แต่ว่าคนเป็นล้านๆ หลายสิบล้านอย่างนี้ ต้องอาศัยความเด็ดขาดเข้าว่า ฉะนั้น...การลงโทษสั่งประหารชีวิต ตัดมือตัดหัว ทางแขกเขาทำกันเป็นปกติ ถ้าหากว่าเราไปเป็นชู้กับเมียเขา มันจับเราเฆี่ยนจนลายไปทั้งตัว แล้วไปฝังดินเหลือแค่ครึ่งตัวให้คนอื่นเอาหินขว้างจนตาย แล้วคุณจะไปเอามาตรฐานอะไร? อเมริกานั่งเก้าอี้ไฟฟ้า หรือฉีดยาพิษก็ตาย

ถาม : ระบบศาล (ไม่ชัด)

ตอบ : อย่าลืมนะ ถ้าคนไม่ผิดเขาจะทำทำไม? ปัจจุบันศาลสถิตยุติธรรม คุณลองถามสิ เอาคนดีเข้าคุกไปกี่คน? คุณเป็นคนดี แต่คุณไม่มีสตางค์ ในเมื่อคุณไม่มีสตางค์ คนมีสตางค์จ้างทนายเก่งๆ ก็ชนะ เพราะฉะนั้น...ถ้าจะเรียกร้องหาความยุติธรรม ผมจะรอตอนคุณตรัสรู้ จะยุติธรรมจริงไหม?

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-20 05:27:42


ความคิดเห็นที่ 49 (1528096)

อ่านความคิดเห็นที่ 48 แล้ว ถือว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องมาก

ที่ลาออกจากการเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชน เพราะขณะที่

ทำงานตรงนั้น จิตใจเศร้าหมองมาก รู้อย่างเดียวว่าไม่ใช่...

พอตัดสินใจลาออก จิตใจโล่ง เบา

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2011-01-20 09:16:47


ความคิดเห็นที่ 50 (1528099)

อยากเสนอแนะนะคะ...ตั้งกระทู้ใหม่ได้รึเปล่า

เพราะติดตามอ่าน  ตอนนี้ความคิดเห็นที่ 49 แล้ว

กว่าจะเปิดมาถึงความคิดเห็นหลัง ๆ  นานจัง

อาจใช้ เดินทางผ่านมา...2  ผู้ที่ติดตามอ่านจะได้รู้

และติดตามต่อไปได้ง่าย...แล้วแต่จะเห็นสมควรนะคะ

ขออนุโมทนา

ผู้แสดงความคิดเห็น กรสิริ วันที่ตอบ 2011-01-20 09:25:11


ความคิดเห็นที่ 51 (1528237)

ขอโมทนาสาธุ  .. ขอบคุณในความกรุณาให้โอกาส

ขออนุญาติเจ้าของเวปและทุกท่าน ในเปิดกระทู้ใหม่...

ผู้แสดงความคิดเห็น onin วันที่ตอบ 2011-01-20 21:48:05



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว วัดป่าโสมพนัส บ้านภูเพ็ก หมู่ 12 ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 47220 โทรศัพท์ 042-704658